บทที่ 242 คำขู่ที่แสนเจ็บปวด
“ไหนลองว่ามาซิ ว่าไปทำอีท่าไหนถึงได้มีสภาพแบบนี้กลับมา”
น้ำเสียงที่เอ่ยถามนั้นแฝงไปด้วยความห่วงใยและตำหนิในที เมื่อถูกสายตาคมกริบของหัวหน้าสถาบันซ่งจับจ้อง เด็กหนุ่มที่แขนข้างหนึ่งถูกพันธนาการด้วยผ้าคล้องคอก็เม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นเป็นเส้นตรง ก่อนจะสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง แสดงท่าทีต่อต้านอย่างชัดเจนโดยไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
“พ่อบุญธรรมคะ ดูเหมือนพ่อจะรู้จักเขาสินะคะ”
แม้จะเอ่ยออกไปในเชิงคำถาม แต่จากปฏิกิริยาของเด็กหนุ่ม เจียงหลีก็คาดเดาความสัมพันธ์ของคนทั้งสองได้ไม่ยาก หากไม่ใช่คนคุ้นเคยกัน เขาคงไม่แสดงอาการต่อต้านรุนแรงถึงเพียงนี้ ทั้งไม่ยอมสบตา ไม่ยอมตอบคำถาม แถมยังทำหน้าบึ้งตึงดื้อรั้นใส่ผู้ใหญ่อย่างไม่เกรงกลัว
“อืม”
หัวหน้าสถาบันซ่งยอมรับพลางพยักหน้า สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง “เจ้าเด็กนี่ชื่อเฝิงอี้ เป็นลูกชายคนสุดท้องของเพื่อนรักพ่อเอง พ่อแม่ของเขาก็คือคนที่เธอเคยเจอแล้วในวันที่พ่อกับแม่บุญธรรมของเธอจัดงานรับขวัญเธอเป็นลูกสาวบุญธรรมไง คุณลุงเฝิงกับคุณน้าฟางที่พ่อเคยแนะนำให้รู้จักนั่นแหละ”
“ผมไม่รู้จักคนพวกนั้น!”
ยังไม่ทันที่หัวหน้าสถาบันซ่งจะพูดจบประโยคดี เฝิงอี้ก็ตะคอกสวนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ขอบตาของเขาแดงก่ำราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก หลังจากที่ระบายอารมณ์ใส่ชายวัยกลางคนแล้ว เขาก็หันมาทางเจียงหลี
“วันนี้ต้องขอบคุณพี่สาวมากที่ช่วยเหลือผมกับเพื่อนเอาไว้ ส่วนเรื่องหลังจากนี้ผมจัดการเองได้ จะไม่รบกวนพี่อีกแล้วครับ”
เมื่อกล่าวจบ เด็กหนุ่มก็พยายามฝืนใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเพื่อพยุงร่างของเพื่อนสนิทที่ยังคงนอนแน่นิ่งไม่ได้สติให้ลุกขึ้นตามตนไป
“จะบ้าหรือไง!”
หัวหน้าสถาบันซ่งตวาดเสียงดังด้วยความโมโห
“พ่อบุญธรรมคะ อย่าดุเขาสิคะ เดี๋ยวเขาก็ยิ่งตกใจกันไปใหญ่”
เจียงหลีพอจะเข้าใจสาเหตุที่เด็กหนุ่มแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อหัวหน้าสถาบันซ่งได้รำไร เธอมองหน้าพ่อบุญธรรมของตนแล้วเสนอทางออก
“หนูว่าให้หนูเป็นคนพาเด็กสองคนนี้ไปโรงพยาบาลเองดีกว่าค่ะ พ่อกลับเข้าไปทำงานเถอะนะคะ ไม่ต้องเป็นห่วง พอหนูจัดการทุกอย่างเรียบร้อยเมื่อไหร่จะรีบโทรศัพท์ไปรายงานพ่อทันทีค่ะ”
หัวหน้าสถาบันซ่งนิ่งเงียบไปชั่วครู่ สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังเด็กหนุ่มที่ไม่ยอมมองหน้าเขาแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังพยายามจะแกะผ้าพันแผลที่คล้องคอตัวเองออก เพื่อที่จะได้สะดวกต่อการแบกเพื่อนที่บาดเจ็บขึ้นหลัง เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนวิธีพูด
“ไหนๆ ก็กลับมาถึงบ้านแล้ว ทำไมไม่พักผ่อนอยู่ให้สบาย ดันออกมามีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นจนได้เลือดได้แผลกลับไป นี่คงกำลังกลัวว่าลุงจะเอาเรื่องที่เห็นในวันนี้ไปฟ้องพ่อแม่ของเธออยู่ใช่ไหม”
“ที่นั่นไม่ใช่บ้านของผม แล้วผมก็ไม่ได้รู้จักคุณ เรื่องของผมไม่เกี่ยวกับพวกเขาแม้แต่นิดเดียว และแน่นอนว่ามันก็ไม่ได้เกี่ยวกับคุณด้วย เพราะฉะนั้นเลิกยุ่งกับผมสักที!”
เฝิงอี้ในยามนี้ไม่ต่างอะไรกับลูกหมาป่าที่กำลังจนตรอก เขาจ้องมองหัวหน้าสถาบันซ่งด้วยแววตาดุดัน ก่อนจะเอ่ยคำขู่ที่แสนเจ็บปวดออกมา “ถ้าคุณกล้าเอาเรื่องที่เจอผมในวันนี้ไปบอกคนสองคนนั้น ผมสาบานเลยว่าจะหนีไปให้ไกลจนพวกเขาไม่มีวันหาผมเจออีก แต่ถ้ายังคิดจะบีบคั้นกันให้ถึงที่สุด ผมก็จะไปตายให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย!”
ความเกลียดชังที่เอ่อล้นอยู่ในแววตาของเด็กหนุ่มแทบจะทะลักออกมาภายนอก ทว่าภายใต้ความเกลียดชังนั้นกลับซุกซ่อนความเจ็บปวดรวดร้าวที่ยากจะปิดบังเอาไว้ได้มิด
ภาพนั้นทำให้หัวใจของเจียงหลีรู้สึกหน่วงอย่างประหลาด ในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกสงสารและเห็นใจในชะตากรรมของเขา
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะหันไปพูดกับหัวหน้าสถาบันซ่งอีกครั้ง “พ่อบุญธรรมคะ พ่อกลับไปทำงานเถอะค่ะ เชื่อใจหนูนะคะ ในเมื่อหนูเป็นคนช่วยพวกเขามาแล้ว หนูก็จะรับผิดชอบดูแลพวกเขาให้ถึงที่สุด การพาเด็กสองคนไปส่งโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องใหญ่เกินกำลังของหนูหรอกค่ะ”
จากนั้นเธอก็หันไปทางเฝิงอี้ แสร้งทำเสียงแข็งใส่เขา “นี่นาย! ถ้ายังดื้อดึงคิดจะแกะผ้าพันแผลนั่นออกอีกละก็ เราได้เห็นดีกันแน่!”
คำขู่ของเธอได้ผลชะงัด การกระทำของเฝิงอี้หยุดนิ่งลงทันที สุดท้ายเขาก็ยอมสงบลงแต่โดยดี และไม่พยายามที่จะทำอะไรต่ออีก
เจียงหลีจึงเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มทั้งสองคน ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของหัวหน้าสถาบันซ่ง เธอค่อยๆ ช้อนร่างของเด็กหนุ่มที่ยังคงหลับสนิทไม่ได้สติขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างมั่นคง ก่อนจะพาเขาไปวางนอนลงบนเบาะหลังของรถจี๊ป แล้วจึงหันไปเรียกให้เฝิงอี้ขึ้นรถตามมา
“พ่อบุญธรรมคะ พ่อกลับเข้าไปข้างในเถอะค่ะ พวกเราไปก่อนนะคะ” หญิงสาวโบกมือลาพ่อบุญธรรมของเธอครั้งหนึ่ง ก่อนจะโบกมือให้เขาอีกครั้งผ่านทางหน้าต่างรถที่เปิดอยู่
ร่างของเด็กหนุ่มที่หมดสติถูกจัดท่าทางให้นอนพิงอยู่บนไหล่ของเธออย่างดี ส่วนเฝิงอี้นั้นนั่งเงียบอยู่ที่เบาะข้างคนขับ
เมื่อหัวหน้าสถาบันซ่งตั้งสติได้ เขาก็อ้าปากค้างอย่างทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปในสถานการณ์เช่นนี้ดี “หลีเป่า นี่เธอ...”
“พ่อบุญธรรมคะ อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยค่ะ ถ้าเรามัวแต่ชักช้ากันอยู่อย่างนี้ หนูเกรงว่าอาการของเขาจะแย่ลง” เจียงหลีเหลือบมองเด็กหนุ่มที่นอนหลับตาพริ้มไม่ไหวติงอยู่บนไหล่ของเธอด้วยความเป็นห่วง แววตาจิ้งจอกของเธอฉายประกายแห่งความวิตกกังวลออกมาอย่างชัดเจน
ท้ายที่สุดหัวหน้าสถาบันซ่งก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบธนบัตรต้าถวนเจี๋ยออกมาหลายใบแล้วยื่นส่งให้เจียงหลี พร้อมกันนั้นก็หันไปกำชับบางอย่างกับคนขับรถ
[จบบท]