บทที่ 245 อำลา
เฝิงอี้ปัดมือของเฝิงเซียวที่วางอยู่บนไหล่ของเขาออกอย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับฟางซู่ผู้เป็นแม่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยจนน่าใจหาย
“ใช่ครับ ผมมันไม่มีอนาคต ผมมันน่ารังเกียจ ผมทำให้แม่ต้องอับอายขายหน้า ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ แล้วทำไมวันนั้นแม่ถึงให้ผมเกิดมาล่ะครับ ในเมื่อให้เกิดมาแล้ว ทำไมไม่บีบคอผมให้ตายคามือไปเลยตั้งแต่ตอนนั้น”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบปราศจากอารมณ์ใดๆ แต่ทุกถ้อยคำที่เล็ดลอดออกมากลับกรีดลึกเข้าไปในหัวใจของฟางซู่อย่างแสนสาหัส
แน่นอนว่าฟางซู่ไม่มีทางทนฟังได้อีกต่อไป ที่ผ่านมาทั้งชีวิต มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิ์ด่าทอและเหยียบย่ำลูกชายคนนี้ได้ตามใจชอบ เธอไม่เคยอนุญาตให้เด็กเหลือขอคนนี้มีปากมีเสียงหรือเถียงเธอแม้แต่คำเดียว
แต่วันนี้มันกลับผิดแผกไปจากเดิม ไม่ใช่แค่เลิกทำตัวเป็นคนที่ไม่สู้คน แต่ยังกล้าเปิดปากสั่งสอนเธออีก
ดีมาก!
ฟางซู่ขบกรามแน่นด้วยความโกรธ เธอสาวเท้าเข้าไปหาเฝิงอี้ ก่อนจะเงื้อมือขึ้นตบหน้าลูกชายของตัวเองอย่างแรงจนหน้าหัน
“แกกลับมาทำไม ทำไมไม่ไปตายอยู่ที่ฟาร์มซะเลยล่ะ ไปให้พ้น! ไสหัวของแกออกจากบ้านหลังนี้ไปเดี๋ยวนี้!”
ฟางซู่ตวาดลั่นพร้อมกับชี้นิ้วไปยังประตูห้องนั่งเล่น แววตาของเธอว่างเปล่าไร้ซึ่งหยาดน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ในตอนนี้มีเพียงความเย็นชาและความรังเกียจเดียดฉันท์ที่ส่งผ่านไปถึงเฝิงอี้อย่างชัดเจน
“คุณจำคำพูดของตัวเองในวันนี้ไว้ให้ดีก็แล้วกันนะครับ เพราะตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ผมจะถือว่าผมไม่มีแม่อย่างคุณอีกแล้ว และที่นี่ก็ไม่ใช่บ้านของผมอีกต่อไป!”
สิ้นคำพูดนั้น เฝิงอี้ก็หันหลังให้ทุกคนในบ้านทันที เขาไม่ได้พูดอะไรต่ออีก แต่เลือกที่จะก้าวเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปอย่างเงียบๆ ขาที่เจ็บอยู่ทำให้การเดินของเขาดูทุลักทุเลไปบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาลังเลเลยสักนิด
“เฮ้ย นี่แกจะไปจริงๆ หรือไงวะ”
เฝิงเซียวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเดินตามน้องชายไปติดๆ “ฉันว่าแกจะไปใส่ใจคำพูดของผู้หญิงคนนั้นทำไมวะ แกไม่ได้เป็นลูกชายของเธอแค่คนเดียวนะเว้ย แต่อย่าลืมสิว่าแกยังเป็นลูกชายของพ่อด้วย ตราบใดที่พ่อยังไม่เอ่ยปาก ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาไล่แกออกจากบ้านหลังนี้ทั้งนั้น!”
ทว่าคำพูดของเฝิงเซียวกลับไม่ได้รับความสนใจจากเฝิงอี้เลยแม้แต่น้อย เขายังคงเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับมามอง
“พ่อครับ พ่อช่วยพูดอะไรสักคำเถอะ!”
เฝิงเซียวจำต้องหยุดฝีเท้าแล้วหันไปขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นพ่อ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด
“พี่ใหญ่ พี่รอง!”
เมื่อหมดหวังจากพ่อ เขาก็หันไปขอความช่วยเหลือจากพี่ชายทั้งสองคน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ต่างกัน ทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ฮ่าๆๆ นี่มันอะไรกัน ครอบครัวของฉันนี่มันน่าสมเพชชะมัด! จะหนึ่งคน สองคน หรือสามคน ก็โดนผู้หญิงคนเดียวบงการชีวิตจนอยู่หมัด พวกคุณนี่มัน ทำให้ฉันผิดหวังจริงๆ นะ”
“แล้วยังมีหน้ามาว่าฉันเป็นเดรัจฉานอีกเหรอ ผมว่าพวกคุณเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนักหรอก เลือดเย็นกันซะจนน่าขนลุก เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าเฝิงอี้มันจะไปแล้ว งั้นฉันก็จะไปด้วยคน จะได้ไม่ต้องกลายเป็นพวกสัตว์เลือดเย็นเหมือนพวกคุณเข้าสักวัน!”
“เสี่ยวเซียว แกหุบปากเดี๋ยวนี้!” เฝิงเว่ยตวาดใส่น้องชายคนเล็กเสียงดังลั่น
“ได้เลยครับพี่ ผมหุบปากแล้ว จริงๆ แล้วมาถึงขนาดนี้ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดกับพวกพี่แล้วเหมือนกัน!”
เฝิงเซียวไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะกลับไปทำท่าทางกวนประสาทเหมือนอย่างเคย แต่พอเขาหันกลับไปจะคุยกับเฝิงอี้อีกครั้ง ก็พบว่าร่างของเด็กหนุ่มได้หายไปจากตรงหน้าประตูห้องนั่งเล่นแล้ว เขาจึงรีบวิ่งตามไปดูที่ประตูรั้วด้วยใจที่ร้อนรน แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาของน้องชาย
“ขาก็ยังไม่หายดี แต่กลับเดินเร็วเป็นบ้าเลยนะ แค่แป๊บเดียวก็หายตัวไปซะแล้ว”
เขาได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะระบายอารมณ์ด้วยการเตะก้อนกรวดที่อยู่ใกล้ๆ ให้กระเด็นหายเข้าไปในพงหญ้าริมทางด้วยท่าทีเบื่อหน่ายโลกเต็มทน
หลังจากที่เฝิงอี้เดินออกมาจากบ้านพักข้าราชการ เขาก็เดินอย่างไร้จุดหมายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความมืดเริ่มเข้ามาปกคลุม ในที่สุดเขาก็มาหยุดอยู่ที่ย่านที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในเขตชานเมืองทิศตะวันตกของปักกิ่ง และที่นั่นเขาก็ได้พบบ้านของครอบครัวแซ่มั่วตามที่ตั้งใจไว้
“นายเป็นใคร มาหาฉันมีธุระอะไร” เด็กหนุ่มเจ้าของบ้านเอ่ยถามขึ้นก่อน เขาคือมั่วเหยียน อายุ 17 ปี ซึ่งแก่กว่าเฝิงอี้อยู่ 1 ปี
“คือผม ผมมีเรื่องจะมาบอกพี่แทนน่ะ”
“แทนใคร”
“พ่อของพี่”
“พ่อฉันงั้นเหรอ นายรู้จักเขาด้วยหรือไง เขาฝากนายมาบอกอะไรฉันล่ะ แต่ช่างเถอะ ฉันไม่อยากฟัง! ก็เพราะเขาคนเดียวนั่นแหละที่ทำให้ฉันกับแม่ต้องถูกชาวบ้านนินทาว่าร้าย จนแม่ต้องล้มป่วยแล้วก็จากไปในที่สุด ฉันเกลียดเขา!”
“พ่อพี่ เขา เขาเสียชีวิตแล้วครับ เขาเป็นไข้ขึ้นสูง แค่คืนเดียวก็จากไปเลย ผมพักอยู่ห้องเดียวกับเขา ตอนนั้นผมพยายามจะช่วยเขาแล้ว แต่ว่าผม…”
[จบบท]