บทที่ 249 ลั่วเยี่ยนชิงไม่เคยทำตัวเหนือใคร
ลั่วเยี่ยนชิงเหลือบมองขนมในมือของหัวหน้าสถาบันซ่ง สลับกับใบหน้าของอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจนัก “พ่อบุญธรรมแน่ใจนะครับว่าจะไม่กินเยอะเกินไป”
คำถามนั้นทำให้หัวหน้าสถาบันซ่งหัวเราะออกมาเบาๆ “ไอ้หนูเอ๊ย ขนมที่หลีเป่าทำนี่เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้หวานเจี๊ยบขนาดนั้นซะหน่อย” เขาพูดพลางยกขนมขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ
“แกไม่ได้ลองชิมดูเลยหรือไง แต่ก็นะ ในเมื่อฉันรับปากไปแล้ว ก็ต้องรักษาคำพูดสิวะ จะให้กลับคำแล้วโดนแกมาดูถูกเอาได้ยังไง”
ความจริงแล้วเจียงหลีรู้ดีว่าลั่วเยี่ยนชิงโปรดปรานของหวานเป็นพิเศษ แต่เธอก็คำนึงถึงสุขภาพของคนอื่นๆ ด้วยเสมอ ขนมที่ทำออกมาจึงมีรสชาติหวานกำลังดี ไม่ได้หวานจัดจนเลี่ยนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นขนมถั่วเขียวกวนเนื้อเนียน หรือขนมชั้นพันชั้นที่หอมหวานกำลังเหมาะ จึงเป็นรสชาติที่ถูกปากคนส่วนใหญ่ได้ไม่ยาก
อีกทั้งเรื่องสุขภาพของหัวหน้าสถาบันซ่งที่ต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลก็เป็นเรื่องจริง แต่จากที่แพทย์แนะนำคือให้หลีกเลี่ยงการบริโภคของหวานในปริมาณที่มากเกินไปในแต่ละวัน หากจะกินบ้างเล็กๆ น้อยๆ ก็พอทำได้ แต่ทางที่ดีที่สุดคือการงดไปเลยเพื่อสุขภาพในระยะยาว
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ลั่วเยี่ยนชิงที่ทราบดี แต่เจียงหลีเองก็ได้ยินข้อมูลนี้มาจากปากของแม่บุญธรรมเหมือนกัน ที่เธอกล้าบอกให้หัวหน้าสถาบันซ่งรู้ว่ามีขนมอยู่ในกระเป๋า ก็เพราะเธอเชื่อมั่นในวุฒิภาวะและความสามารถในการควบคุมตัวเองของเขา
อีกฝ่ายไม่ใช่เด็กน้อยไม่รู้ความ แต่เป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก ย่อมตระหนักดีว่าไม่มีสมบัติใดล้ำค่าไปกว่าการมีสุขภาพที่แข็งแรง แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนจะก้าวเท้าออกจากโรงพยาบาล เธอก็ยังอุตส่าห์แวะหาตู้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อโทรศัพท์ไปกำชับเขาอีกครั้งหนึ่ง
ขณะที่หัวหน้าสถาบันซ่งกำลังจะหมุนตัวเดินออกจากห้องพักของลั่วเยี่ยนชิง พร้อมกับขนมที่อยู่ในมือและถุงพลาสติกที่ใส่เสื้อผ้าของเขาไว้ จู่ๆ ก็มีเสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นจากบริเวณประตู
“หัวหน้าสถาบันครับ อาจารย์ลั่ว มีโทรศัพท์ถึงพวกคุณครับ” สหายชายวัยประมาณ 40 ปีคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องพักของลั่วเยี่ยนชิงพลางส่งเสียงบอก
สำหรับคนที่สถาบันวิจัยแห่งนี้ การเรียกขานลั่วเยี่ยนชิงนั้นมีหลายรูปแบบ หากเป็นเพื่อนร่วมงานที่มีอาวุโสใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะเรียกเขาว่า ‘อาจารย์ลั่ว’ เพื่อเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่สำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามาทำงานที่นี่ พวกเขามักจะเรียกขานชายหนุ่มผู้เป็นเหมือนไอดอลในดวงใจด้วยความเคารพอย่างสูงว่า ‘ศาสตราจารย์ลั่ว’ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทุกคนเข้าใจตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เหตุผลนั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง เพราะในบรรดาหัวหน้าทีมวิจัยทั้งหมดในสถาบัน นอกจากลั่วเยี่ยนชิงที่อายุยังไม่แตะเลข 3 แล้ว คนอื่นๆ ล้วนมีอายุ 47-48 ปีขึ้นไปกันทั้งนั้น และทุกคนต่างก็มีตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ที่ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งในปักกิ่งเช่นเดียวกับเขา
อาจด้วยความเคารพนับถืออย่างสุดหัวใจ เมื่อสหายหนุ่มสาวที่เพิ่งเข้ามาทำงานต้องเผชิญหน้ากับบุคคลระดับมันสมองของประเทศอย่างลั่วเยี่ยนชิง พวกเขาจึงเอ่ยคำว่า ‘ศาสตราจารย์’ ออกมาได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ไฟแรงเหล่านี้ ยังมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นลูกศิษย์ของลั่วเยี่ยนชิงและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงท่านอื่นๆ อีกด้วย
ส่วนบรรดาครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านพักข้าราชการ การที่พวกเขาเรียกขานลั่วเยี่ยนชิงว่า ‘ศาสตราจารย์ลั่ว’ นั้นก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลย นั่นเป็นเพราะชื่อเสียงและเกียรติคุณของเขาภายในสถาบันนั้นโด่งดังเป็นอย่างมาก
แค่ลองนึกภาพตามดู ชายหนุ่มอายุไม่ถึง 30 ปีที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียงไม่กี่ปี แต่กลับสร้างผลงานวิจัยชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ออกมานับไม่ถ้วน ที่สำคัญคือเขาไม่เคยยกตนข่มใครหรือหลงระเริงไปกับความสำเร็จ ทุกครั้งที่โครงการวิจัยประสบผลสำเร็จ ตอนที่เขียนรายงานสรุป เขามักจะให้เครดิตกับสมาชิกทุกคนในทีมเสมอ
ด้วยเหตุนี้เอง สหายร่วมงานทุกคนที่เคยได้ร่วมทีมกับลั่วเยี่ยนชิงจึงให้ความเคารพและยอมรับในตัวเขาจากใจจริง และเมื่อกลับถึงบ้าน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเอ่ยปากชื่นชมเขาให้ภรรยาและลูกๆ ได้ฟัง ด้วยเหตุนี้เอง แม้ลั่วเยี่ยนชิงจะไม่เคยรับรู้ แต่คนในบ้านพักข้าราชการส่วนใหญ่เมื่อพบเจอเขาก็จะทักทายอย่างสุภาพว่า ‘ศาสตราจารย์ลั่ว’ เสมอ
กระทั่งคนที่มีนิสัยใจคอซับซ้อนอย่างลู่ผิงเอง หากได้เผชิญหน้ากับลั่วเยี่ยนชิง ก็ยังนึกหาคำเรียกขานอื่นใดที่เหมาะสมไปกว่านี้ไม่ได้เลยเช่นกัน แน่นอนว่ายังมีผู้ใหญ่บางท่านที่เลือกจะเรียกเขาว่า ‘สหายลั่ว’ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ
และเมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็ต้องกล่าวถึงบรรดาผู้บริหารระดับสูงของสถาบัน หากมีโอกาสได้พูดคุยกับลั่วเยี่ยนชิง พวกเขาก็มักจะเรียกขาน ‘สมบัติล้ำค่า’ ของสถาบันด้วยความเอ็นดูว่า ‘เสี่ยวลั่ว’ อยู่เสมอ
สุดท้ายนี้ มีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องขีดเส้นใต้ไว้ให้ชัดเจน นั่นคือลั่วเยี่ยนชิงไม่เคยทำตัวยิ่งใหญ่คับสถาบัน ตรงกันข้าม เขาเป็นคนที่ให้ความเคารพผู้อาวุโสอย่างมาก ดังนั้นเวลาที่ต้องสนทนากับศาสตราจารย์ที่มีประสบการณ์สูงกว่า เขาจึงมักจะแทนตัวเองว่า ‘เสี่ยวลั่ว’ และเรียกอีกฝ่ายว่า ‘อาจารย์’ เพื่อแสดงออกถึงความนอบน้อมที่เขามีต่อบุคลากรอาวุโสเหล่านั้นเสมอ
[จบบท]