บทที่ 250 มีคนฟ้องลั่วเยี่ยนชิง
ถึงแม้ว่าผลงานด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของลั่วเยี่ยนชิงจะโดดเด่นและสร้างคุณูปการให้กับประเทศชาติไม่น้อย แต่เขาก็ไม่เคยแสดงท่าทีโอ้อวดหรือวางตัวเหนือใครเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ความถ่อมตนและความรอบคอบคือหลักการที่เขายึดมั่นในการทำงานเสมอมา
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้หัวหน้าสถาบันซ่งที่กำลังสนทนาอยู่กับลั่วเยี่ยนชิงถึงกับตาลุกวาว "ต้องเป็นสายจากหลีเป่าแน่ๆ ไปเถอะ เร็วเข้า อย่าปล่อยให้หลีเป่าต้องรอนาน"
หัวหน้าสถาบันซ่งเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ ก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินนำหน้าไปอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เจียงหลีต้องรอนาน ส่วนลั่วเยี่ยนชิงก็จัดการดึงประตูห้องพักให้ปิดสนิทแล้วเดินตามหลังไปอย่างเงียบๆ
เมื่อไปถึงป้อมยาม เสียงเจื้อยแจ้วที่คุ้นเคยก็ดังออกมาจากหูโทรศัพท์จริงๆ
"ฮัลโหลคะ ใช่คุณพ่อบุญธรรมหรือเปล่าคะ"
"หลีเป่า พ่อเอง มีอะไรก็พูดมาได้เลยนะ พ่อฟังอยู่" หัวหน้าสถาบันซ่งตอบกลับด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างปิดไม่มิด
ลั่วเยี่ยนชิงที่ยืนอยู่ข้างๆ มองภาพนั้นแล้วรู้สึกขัดตาอยู่บ้าง ริมฝีปากบางของเขาเม้มเข้าหากันแน่น ขณะจ้องมองโทรศัพท์ในมือของหัวหน้าสถาบันซ่งด้วยความรู้สึกที่อยากจะเดินเข้าไปแย่งมันมาเสียดื้อๆ
"...เรื่องราวที่โรงพยาบาลก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ คุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วงเฝิงอี้นะคะ คุณหมอตรวจร่างกายเขาแล้ว บอกว่าไม่ได้เป็นอะไรน่ากังวลค่ะ อ้อ แล้วก็มีอีกเรื่องค่ะพ่อบุญธรรม...เฝิงอี้เขาไม่อยากให้ทางบ้านรู้เรื่องที่เขาอยู่โรงพยาบาลตอนนี้ คุณพ่อว่าเราควรทำยังไงดีคะ"
"พ่อยังไม่ได้โทรไปบอกที่บ้านเขานะ แต่ดูจากท่าทีที่พ่อแม่ของเฝิงอี้ปฏิบัติต่อเขาแล้ว ถึงพ่อจะโทรไปจริงๆ สองคนนั้นก็คงไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรหรอก" หัวหน้าสถาบันซ่งถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
เขาไม่เข้าใจความคิดของเพื่อนเก่าคนนั้นเลยจริงๆ ว่าทำไมถึงได้ผลักไสลูกชายที่ดีคนหนึ่งจนเขาไม่อยากกลับบ้านและไม่อยากยอมรับว่ามีพ่อแม่เป็นของตัวเอง
เจียงหลีที่อยู่ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น "พ่อบุญธรรมคะ งั้น...คุณพ่อพอจะช่วยสืบเรื่องทางบ้านของเฝิงอี้แบบเงียบๆ ได้ไหมคะ หนูรู้สึกว่าในใจของเฝิงอี้มีเรื่องบางอย่างที่เก็บเอาไว้ แล้วก็น่าจะเป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการเลย ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่พูดออกมาว่าตัวเองไม่มีพ่อแม่ ไม่มีบ้านหรอกค่ะ”
“อ้อ จริงสิคะ ตอนนี้เฝิงอี้ออกมาจากฟาร์มได้สักพักแล้วนะคะ ช่วงนี้เขาไปอาศัยอยู่ที่บ้านของมั่วเหยียนตลอดเลย"
"มั่วเหยียนเหรอ" หัวหน้าสถาบันซ่งทวนชื่อ
"ใช่ค่ะ เด็กหนุ่มอีกคนที่หนูช่วยเอาไว้พร้อมกันนั่นแหละค่ะ"
"ได้ พ่อเข้าใจแล้ว...เอางี้สิ พอลูกกลับไปถึงบ้านพักแล้ว ลองเล่าเรื่องของเจ้าหนูเฝิงอี้ให้แม่บุญธรรมของลูกฟังดู ให้แม่เขาเป็นธุระหาคนไปสืบเรื่องนี้ให้หน่อยจะดีกว่า เพราะพ่อเป็นผู้ชาย จะไปซักไซ้ไต่ถามเรื่องพวกนี้มันก็ดูไม่ค่อยจะเหมาะสมเท่าไหร่"
"ได้ค่ะ หนูเข้าใจแล้ว"
"แล้วถ้าค่ารักษาพยาบาลของเด็กคนนั้นกับเพื่อนเขาไม่พอก็ไปเอาจากแม่บุญธรรมของลูกได้เลยนะ"
"เรื่องนี้คุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หนูจัดการได้ค่ะ"
"ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้นะ ตอนนี้พ่อจะส่งโทรศัพท์ให้เยี่ยนชิง"
คำพูดนั้นทำให้เจียงหลีชะงักไปเล็กน้อย "...เขาอยู่ข้างๆ คุณพ่อเหรอคะ" น้ำเสียงของเธอสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนมุมปากของเธอเผลอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว
"ก็มาด้วยกันน่ะสิ พอดีก่อนจะมารับโทรศัพท์ของลูก พ่อแวะไปที่ห้องพักของเจ้าเด็กนั่นแล้วกำลังแบ่งขนมกันอยู่พอดี แล้วจะบอกอะไรให้นะ...เจ้าเด็กใจร้ายนั่นไม่รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่เอาซะเลย แบ่งขนมให้พ่อมาแค่ครึ่งเดียวไม่พอ ยังขู่พ่ออีกนะว่าถ้ากินเกินวันละสองชิ้นเมื่อไหร่ จะโทรไปฟ้องแม่บุญธรรมของลูกทันที"
หัวหน้าสถาบันซ่งฟ้องเป็นชุด แถมยังไม่ลืมส่งสายตาท้าทายไปให้ลั่วเยี่ยนชิงอย่างนึกสนุก
เจียงหลีถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ "ลั่วเยี่ยนชิงเขาเป็นห่วงสุขภาพของพ่อนะคะ แต่ก็เป็นความผิดของหนูเองด้วยที่รู้ว่าคุณพ่อต้องควบคุมของหวาน แต่กลับไม่ได้ทำขนมรสเค็มไปฝากเลย เอาเป็นว่าครั้งนี้คุณพ่อบุญธรรมทานไปน้อยหน่อยก็แล้วกันนะคะ เดี๋ยวรอบหน้าหนูจะทำขนมรสเค็มไปให้โดยเฉพาะเลยค่ะ"
"ดีเลย พ่อจะไม่กินเยอะเด็ดขาด แล้วลูกก็อย่าลำบากเกินไปล่ะ..." ขณะที่พูด หัวหน้าสถาบันซ่งก็เหลือบไปเห็นสายตาของใครบางคนที่แทบจะเจาะทะลุร่างของตนเองอยู่แล้ว เขาแอบกลั้นขำในใจ แต่ปากก็ยังไม่วายฟ้องเจียงหลีต่อ
"เจ้าเด็กคนนั้นกำลังจ้องพ่อเขม็งเลยนะ ถ้าสายตาของเขากลายเป็นของมีคมขึ้นมาได้ล่ะก็ ป่านนี้ร่างกายของพ่อคงพรุนไปหมดแล้ว เอาล่ะๆ พ่อยอมแพ้แล้ว เดี๋ยวจะส่งโทรศัพท์ให้เขานะ เขาอยากจะคุยกับลูกใจจะขาดอยู่แล้ว"
"ถ้างั้นคุณพ่อรักษาสุขภาพด้วยนะคะ สวัสดีค่ะ"
"พ่อรู้แล้วล่ะน่า สวัสดี"
ในที่สุดโทรศัพท์ก็ถูกส่งมาถึงมือของลั่วเยี่ยนชิง แต่เขากลับเอาแต่เม้มปากนิ่งเงียบอยู่นานหลายวินาที
เจียงหลีจึงต้องเป็นฝ่ายเอ่ยทักขึ้นมาก่อน "ลั่วเยี่ยนชิงคะ"
[จบบท]