บทที่ 256 ทางออกที่มองไม่เห็น
แม่เฒ่าฉีขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “วันนี้โชคดีจริงๆ ที่เด็กสองคนนั้นมาเจอหนูเข้า ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้เลยว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง”
“แม่บุญธรรมคะ หรือแม่จะลองโทรไปคุยกับคนรู้จักที่พักอยู่บ้านพักข้าราชการเดียวกันกับครอบครัวเฝิงดูหน่อยดีไหมคะ เผื่อเราจะได้รู้กันว่าทำไมเฝิงอี้ถึงยอมทิ้งบ้านทิ้งช่องมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกแบบนี้”
เจียงหลีเสนอความคิดขึ้นมา เพราะเธอเชื่อว่าเด็กหนุ่มอายุ 16-17 ปีที่ครอบครัวมีฐานะดีพร้อม คงไม่มีใครอยากออกมาเผชิญความลำบากข้างนอก หากไม่ได้ถูกบีบคั้นจนไร้ซึ่งหนทางไปจริงๆ
“ความคิดดีนี่ เดี๋ยวแม่จะลองโทรไปถามดู”
แม่เฒ่าฉีพยักหน้าเห็นด้วย หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เธอก็เอื้อมมือไปยกหูโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะขึ้นมา แล้วค่อยๆ หมุนหมายเลขทีละตัวด้วยความตั้งใจ
เจียงหลีมองดูการกระทำนั้นอย่างเงียบๆ จนกระทั่งแม่เฒ่าฉีวางหูโทรศัพท์ลง เธอก็รีบเอ่ยถามขึ้นทันที “เป็นยังไงบ้างคะ พอจะทราบเรื่องอะไรบ้างไหมคะ”
น้ำเสียงของแม่เฒ่าฉีเรียบเฉย ขณะเล่าเรื่องที่ได้ยินจากปลายสายให้ฟัง หลังจากที่เธอชวนเพื่อนคุยเรื่องทั่วไปอยู่ 2-3 ประโยค ก็ทำทีเป็นเอ่ยถามถึงเรื่องราวของบ้านเฝิงขึ้นมาลอยๆ ซึ่งเพื่อนของเธอก็เล่าให้ฟังอย่างหมดเปลือก
ฟางซู่ ผู้เป็นแม่ ได้ทำเรื่องที่คนเป็นแม่ไม่ควรทำลงไปเมื่อประมาณครึ่งเดือนก่อน เธอไล่ลูกชายแท้ๆ ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากฟาร์มออกจากบ้านอย่างไร้เยื่อใย
ถึงแม้หลังจากนั้นจะมีการแสดงละครตบตาคนอื่นด้วยการเดินตามหาลูกชายในบริเวณใกล้ๆ บ้านพัก แต่ก็ทำอยู่เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น จากนั้นเป็นต้นมา ครอบครัวเฝิงก็กลับมาใช้ชีวิตกันตามปกติ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เสี่ยวอี้กลับถึงบ้านในสภาพที่ขาเจ็บ แต่แม่ของเขาคงจะพูดจาทำร้ายจิตใจเข้าอย่างรุนแรง ทั้งสองคนเลยมีปากเสียงกัน สุดท้ายเสี่ยวอี้ก็เลยถูกไล่ออกจากบ้าน”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เจียงหลีถึงกับนิ่งไป “ลูกชายบาดเจ็บกลับมาบ้าน สิ่งแรกที่ควรทำคือพาเขาไปหาหมอ ไม่ใช่ซ้ำเติมแล้วไล่เขาไปแบบนี้ สำหรับคุณฟางคนนี้ หนูไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดเลยจริงๆ ค่ะ”
แม่เฒ่าฉีส่ายหน้าอย่างระอา “แม่ไม่แปลกใจเลยที่ฟางซู่จะทำแบบนั้นได้ ที่น่าเป็นห่วงก็คือเสี่ยวอี้ที่ต้องทนทุกข์อยู่ข้างนอกมานานเกือบครึ่งเดือนต่างหาก”
“แล้วเราจะบอกเรื่องนี้กับครอบครัวของเขาไหมคะ” เจียงหลีเอ่ยถามขึ้น แต่ในใจก็รู้สึกลังเล
“ก็ลูกเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าตอนนี้อารมณ์ของเสี่ยวอี้ไม่ปกติ เขาพูดอย่างหนักแน่นว่าจะตัดขาดกับครอบครัว แล้วยังขู่พ่อบุญธรรมของลูกไว้อีกว่าถ้ามีใครเอาเรื่องของเขาไปบอกที่บ้าน...”
แม่เฒ่าฉีเว้นช่วงท้ายประโยคไว้ แต่เจียงหลีก็เข้าใจความหมายนั้นเป็นอย่างดี เพราะเธอคือคนที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นมากับหูตัวเอง หลังจากที่ใช้ความคิดอยู่พักใหญ่ เธอก็พูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะคะ จะปล่อยให้เฝิงอี้ใช้ชีวิตร่อนเร่อยู่ข้างนอกแบบนี้ต่อไปเหรอคะ”
“ในเมื่อมั่วเหยียนเป็นคนดูแลเสี่ยวอี้อยู่ งั้นเอาแบบนี้แล้วกัน ถ้าลูกต้องไปโรงพยาบาลอีกรอบ ก็ช่วยแม่เอาเงินกับพวกตั๋วปันส่วนไปให้เด็กสองคนนั้นหน่อยนะ”
“แต่นั่นก็เป็นแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้านะคะ” เจียงหลีแย้งเบาๆ
“แม่รู้” แม่เฒ่าฉีถอนหายใจ “แต่สถานการณ์ตอนนี้มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ ต่อให้แม่ไปบอกพ่อแม่ของเขา แม่ก็เชื่อว่า...พวกเขาก็คงไม่สนใจที่จะรับลูกชายกลับบ้านอยู่ดี ดูจากการที่พวกเขาเลิกตามหาลูกตั้งแต่วันแรกก็พอจะเดาออกแล้ว”
เจียงหลีครุ่นคิด “ถ้าเขามีงานทำก็น่าจะพอช่วยได้ หรืออีกทางหนึ่งก็คือการไปใช้แรงงานที่ชนบท แต่ถ้าเลือกทางนั้น ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับเข้ามาในเมืองอีก”
แม้ในใจของเธอจะรู้ดีว่าอีกเพียง 4-5 ปีข้างหน้า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะกลายเป็นประตูบานสำคัญที่เปิดโอกาสให้เหล่าปัญญาชนได้กลับคืนสู่เมืองอีกครั้ง แต่ก็ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าพวกเขาต้องมีความสามารถพอที่จะสอบแข่งขันกับคนอื่นได้
“ถึงเสี่ยวอี้จะไม่ได้ถูกเลี้ยงมาแบบตามใจทุกอย่าง แต่จะให้ไปทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อแลกคะแนนงานในชนบท ร่างกายเขาคงรับไม่ไหว ที่สำคัญกว่านั้น การเปลี่ยนสถานะทะเบียนบ้านจากคนเมืองเป็นคนชนบท จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของเขาทั้งชีวิตเลยนะ”
คำพูดของแม่เฒ่าฉีนั้นชัดเจน เธอไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เฝิงอี้เดินทางไปเผชิญความยากลำบากในชนบทอย่างเด็ดขาด
[จบบท]