บทที่ 261 น้อยใจนิดๆ
เสียงเล็กๆ ที่ดังตอบกลับมานั้นเป็นของหานหาน เจ้าตัวเล็กเพิ่งจะเห็นว่าเจียงหลีเดินออกมาจากห้องนอนใหญ่ ก็รีบก้าวขาป้อมๆ สั้นๆ ของตัวเองตรงเข้ามาหาทันที บนหลังเล็กๆ นั่นยังมีกระเป๋านักเรียนใบน้อยสะพายอยู่ เสียงฝีเท้าดังต๊อกแต๊กไปทั่วห้อง
“พี่ใหญ่ช่วยผมกับน้องสาวบีบยาสีฟันครับ พวกเราแปรงฟันกันจนขาวจั๊วะเลยนะ แล้วพี่ใหญ่ยังช่วยพวกเราล้างหน้าด้วยแหละ” เจ้าตัวเล็กเงยหน้ารายงานผลงานของพี่ชายคนโตด้วยความภาคภูมิใจ
เจียงหลีเห็นแล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้ เธอย่อตัวลงลูบศีรษะลูกชายเบาๆ พร้อมกับเอ่ยชม “พี่ใหญ่เก่งที่สุดเลย หานหานกับน้องสาวก็เก่งมากเหมือนกันนะ วันนี้ไม่มีใครต้องให้แม่ปลุกเลยสักคน”
พอถูกชมเข้าหน่อย เจ้าก้อนแป้งหมิงหานก็เกิดอาการเขินขึ้นมา แก้มใสๆ พลันแดงระเรื่อ ก่อนจะอธิบายด้วยเสียงอู้อี้ “พี่ใหญ่บอกว่าเมื่อวานแม่กลับมาเหนื่อยๆ น่ะครับ พี่เลยสั่งห้ามผมกับน้องส่งเสียงดังเด็ดขาด พี่เขาอยากให้แม่นอนพักเยอะๆ”
“แม่รู้แล้วจ้ะ พวกหนูน่ารักกันมากจริงๆ ตอนนี้แม่หายเหนื่อยแล้ว ดูสิ สดชื่นกว่าเดิมเยอะเลยเห็นไหม” เจียงหลีฉีกยิ้มกว้างให้ลูกๆ ดูเป็นขวัญตา
หานหานจ้องหน้าแม่นิ่งไปอึดใจหนึ่ง ทำท่าเหมือนผู้ใหญ่กำลังพินิจพิจารณาอะไรบางอย่าง ก่อนจะพยักหน้าเล็กๆ รับรอง “อื้ม แม่ดูดีขึ้นเยอะจริงๆ ด้วยครับ”
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำเสร็จเรียบร้อย เจียงหลีก็ออกมาตรวจความเรียบร้อยของลูกๆ อีกครั้ง เธอเห็นว่าทั้งสามคนแต่งตัวกันเรียบร้อยดีแล้ว เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็มีความหนาพอเหมาะกับอากาศ เธอจึงไม่ได้ให้พวกเขาเปลี่ยนชุดใหม่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอดไม่ได้ที่จะจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางอีกรอบ ตั้งแต่เสื้อตัวในสุดไปจนถึงตัวนอกสุด จากนั้นก็หยิบหวีขึ้นมาบรรจงหวีผมให้เด็กๆ ทีละคน
อันที่จริง ตั้งแต่เปิดเทอม เจียงหลีก็ตั้งใจว่าจะไว้ผมให้รุ่ยรุ่ยกับหานหานยาวขึ้นอีกหน่อย พอเข้าช่วงปลายเดือนกันยายน เธอก็ลงมือตัดผมทรงใหม่ที่เคยเห็นบ่อยๆ ในโลกก่อนให้กับลูกชายทั้งสองคน เป็นทรงผมสั้นไว้หน้าม้าที่ดูน่ารักและสดใส ทำให้เด็กแฝดทั้งสองดูหล่อเหลาและน่าเอ็นดูขึ้นเป็นกอง
เธอตั้งใจเล็มหน้าม้าให้สั้นขึ้นนิดหน่อยพอให้เห็นคิ้วชัดๆ แล้วซอยปลายผมให้ดูบางเบาเป็นธรรมชาติ พอผลงานเสร็จสมบูรณ์ สองพี่น้องก็รีบวิ่งไปส่องกระจก ดวงตาของพวกเขาส่องประกายระยิบระยับราวกับมีดวงดาวนับล้านดวงอยู่ในนั้น
เจ้าตัวเล็กหมิงหานถึงกับกระโดดโลดเต้นไปรอบๆ บ้านด้วยความดีใจ
เมื่อลูกชายทั้งสองได้ทรงผมใหม่แล้ว มีหรือที่ลูกสาวคนเดียวอย่างเวยเวยจะพลาด
เจียงหลีนึกถึงทรงผมบ๊อบสั้นที่ดูน่ารักมีชีวิตชีวา พอได้ลองเอ่ยปากถามความเห็นจากเจ้าตัวเล็ก เธอก็ตกลงทันที ผลงานชิ้นเอกอีกชิ้นจึงเสร็จสมบูรณ์อย่างง่ายดาย
นับตั้งแต่นั้นมา พอผมของเด็กๆ เริ่มยาว เจียงหลีก็จะคอยเป็นช่างตัดผมส่วนตัวให้พวกเขาอยู่เสมอ
“แม่คะ วันนี้เวยเวยสวยหรือเปล่า” หนูน้อยหมิงเวยเอียงคอถามขณะมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก
“เวยเวยของแม่สวยทุกวันอยู่แล้วจ้ะ”
เจียงหลีตอบพร้อมรอยยิ้ม เธอวางหวีเก็บเข้าที่เดิม แล้วจึงหันมาบอกลูกๆ “เรียบร้อยแล้วจ้ะ ไปกันเถอะ แม่จะไปส่งที่โรงเรียน” พูดจบเธอก็อุ้มลูกแฝดหญิงชายไปนั่งในรถเข็นเด็กคันเล็ก จากนั้นก็หันไปบอกรุ่ยรุ่ยให้จับที่จับรถเข็นไว้ให้มั่น แล้วสี่แม่ลูกก็จูงมือกันเดินออกจากประตูบ้านไป
“แม่คะ อย่าลืมล็อกประตูนะคะ” เสียงใสๆ ของหมิงเวยดังขึ้นเตือนสติ
เจียงหลีหันกลับไปยิ้ม “จ้ะ”
เธอจัดการส่งเด็กทั้งสามเข้าโรงเรียนอนุบาลเรียบร้อย ก่อนจะแวะตลาดเพื่อซื้อของสดติดมือกลับไปเล็กน้อย เมื่อถึงบ้าน เธอก็นำของที่จะส่งกลับไปให้พ่อแม่และญาติพี่น้องที่บ้านเกิดมาห่ออย่างดี จากนั้นจึงใช้เชือกมัดเข้ากับเบาะหลังจักรยานอย่างแน่นหนา แล้วมุ่งหน้าไปยังที่ทำการไปรษณีย์
หลายวันผ่านไป
วันนี้เจียงหลีมีข่าวดีที่ได้รับมาจากแม่เฒ่าฉี เธอจึงตั้งใจจะไปแจ้งข่าวนี้กับเฝิงอี้และมั่วเหยียนที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
เจียงหลียืนอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วย บนใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ เมื่อประตูถูกเปิดออกจากด้านใน คนที่ปรากฏตัวคือเฝิงอี้ เธอจึงเอ่ยทักทาย “ฉันมาเยี่ยมพวกเธอน่ะ”
“ผมนึกว่าพี่เจียงหลีจะไม่มาเยี่ยมพวกผมแล้วซะอีก” เฝิงอี้อดน้อยใจไม่ได้
นี่ก็เป็นวันที่ 5 แล้วที่เขาต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาล เขาเฝ้ารอทุกวัน แต่ก็ไม่มีวี่แววของเจียงหลีเลยสักนิด
แม้จะรู้ดีว่าการคิดแบบนี้มันไม่สมควร แต่เขาก็อดที่จะรู้สึกน้อยอกน้อยใจไม่ได้จริงๆ
“ฉันเคยบอกว่าจะมาเยี่ยม ก็ต้องมาสิ ไม่มีทางผิดคำพูดหรอกน่า”
เจียงหลีตอบกลับ ในมือทั้งสองข้างของเธอหิ้วของมาเต็มไปหมด เธอเดินเข้ามาในห้องแล้วพูดต่อ “ฉันไม่รู้ว่าพวกเธอกินข้าวเช้ากันหรือยัง พอดีฉันเดินผ่านหน้าร้านอาหารของรัฐมาพอดี เลยซื้อของกินมาฝาก”
[จบบท]