บทที่ 270 โหมไฟโกรธ
ในสถานการณ์แบบนี้ โจวเหวยหมินรู้สึกเหมือนน้ำท่วมปาก เขาเห็นสวีชุนเสียเป็นเพียงน้องสาวคนหนึ่งมาตลอด ความจริงก็คือเรื่องราวในป่าวันนั้นมันไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่ถูกกล่าวหาเลยสักนิด แต่ในเมื่ออีกฝ่ายตั้งใจจะให้เป็นเรื่อง แล้วเขาจะอธิบายอะไรได้อีก หรือควรจะพูดอะไรออกไปกันแน่
ความเงียบของโจวเหวยหมินยิ่งโหมไฟในใจของซูชิงให้ลุกโชนขึ้น เธอแสร้งทำเป็นสะอื้นไห้ ปั้นหน้าตาน่าสงสารแล้วพูดขึ้นว่า “นี่อย่าบอกนะว่าฉันกับปัญญาชนหูและปัญญาชนจางตาฝาดไปพร้อมกันหมด เรื่องที่สหายสวีชุนเสียทำกับคุณตอนนั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงอย่างนั้นเหรอ”
“พอได้แล้วซูชิง เธอยังมีหน้ามาพูดเรื่องนี้อยู่อีกเหรอ”
โจวเหวยหมินเลือดขึ้นหน้า ตั้งใจจะตะคอกใส่หน้าซูชิงให้หยุดพูดจาไร้สาระ แต่เขาก็ช้าไปก้าวหนึ่ง สวีชุนเสียที่ทนไม่ไหวอีกต่อไปตวาดสวนกลับไปก่อน ดวงตาของเธอแดงก่ำราวกับจะพ่นไฟออกมาได้ จ้องเขม็งไปที่ซูชิงอย่างไม่ยอมแพ้
“อย่ามาทำเป็นลืมนะว่าพี่เหวยหมินของฉันเคยหมั้นหมายกับหลีเป่า พวกเขาเป็นคู่หมั้นที่ถูกต้องตามประเพณี แต่เป็นเพราะเธอที่ไม่รู้จักยางอาย คอยหาเรื่องใช้เล่ห์กลสกปรกบีบคั้นจนพี่เหวยหมินต้องยอมถอนหมั้นกับหลีเป่า ซูชิง เธอลองบอกมาสิว่าตอนนี้เธอเอาความกล้าหน้าด้านที่ไหนมาชี้นิ้วกล่าวหาฉัน”
“นี่เธอยอมรับแล้วสินะ ว่าเธอคิดไม่ซื่อกับโจวเหวยหมิน ทั้งที่ก็รู้ทั้งรู้ว่าเขามีฉันเป็นคู่หมั้นอยู่แล้ว แต่เธอก็ยัง…”
เสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากลานบ้าน เรียกให้ทุกคนที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องโถงกลางต้องพากันลุกออกมาดู ไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวของพ่อเจียงเองก็เช่นกัน การโต้เถียงกันไปมาเหมือนไก่ชนของหญิงสาวทั้งสองกลุ่มอาจเป็นเรื่องสนุกสำหรับคนนอก แต่สำหรับครอบครัวเจียงแล้ว มันคือเชื้อไฟที่ทำให้พวกเขาโกรธจนแทบจะระเบิดออกมา
เรื่องบ้าๆ นี่มันเกี่ยวอะไรกับหลีเป่าลูกสาวของพวกเขากันด้วย ทำไมต้องลากแก้วตาดวงใจของพวกเขาเข้าไปแปดเปื้อนกับเรื่องน้ำเน่าพรรค์นี้อีก
ใบหน้าของไช่ซิ่วเฟินบูดบึ้งจนน่ากลัว เช่นเดียวกับพ่อเจียงและลูกชายคนอื่นๆ ในบ้าน
“พวกเธอทุกคนเงียบให้หมด!”
พ่อเจียงตะคอกเสียงดัง ใบหน้าดำคล้ำยิ่งกว่าก้นหม้อที่ไม่ได้ขัดมาเป็นปี “สรุปแล้วมันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่ ปัญญาชนซู ไอ้หนุ่มโจว แล้วก็ลูกสาวคนที่สามบ้านสวี พวกเธอค่อยๆ เล่ามาทีละคน เอาให้ชัดเจนนะ แล้วก็ฟังให้ดี อย่าได้ลากคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในเรื่องของพวกเธอวันนี้เป็นอันขาด”
ชีวิตของหลีเป่าลูกสาวเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับไอ้หนุ่มโจวเหวยหมินคนนี้อีกต่อไปแล้ว อย่าได้มาสร้างความขุ่นเคืองใจให้ลูกสาวของเขากับคนในครอบครัวอีกเลย
“ผมไม่มีอะไรจะพูดครับ”
โจวเหวยหมินเป็นคนแรกที่ตอบกลับมา
สวีชุนเสียรีบชิงพูดขึ้นก่อน “ผู้ใหญ่บ้านคะ คือฉันแค่บังเอิญเจอพี่เหวยหมิน แล้วก็มีเรื่องอยากจะคุยกับเขานิดหน่อยเท่านั้นเองค่ะ แต่ใครจะไปคิดล่ะคะว่าฉันยังไม่ทันจะได้พูดอะไรเลย ปัญญาชนซูกับปัญญาชนหูแล้วก็ปัญญาชนจางก็พากันกรูเข้ามาล้อมฉันไว้ แถมปัญญาชนหูกับปัญญาชนจางยังด่าฉันว่าหน้าไม่อาย แล้วก็ทำตัวเหมือนพวกอันธพาลรุมทุบตีฉันด้วยค่ะ”
“สหายสวีชุนเสีย ที่เธอบอกว่าบังเอิญเจอกับโจวเหวยหมินน่ะมันจริงเหรอ เอาเถอะ ถึงจะบังเอิญเจอกันจริง แล้วก็มีเรื่องอยากจะคุยกันจริง แต่เธอจำเป็นต้องลากผู้ชายเข้าไปคุยกันในป่าข้างทางด้วยเหรอ อีกอย่างนะ การพูดคุยกับการกระทำของเธอมันคนละเรื่องกันเลยนะ เธออยากให้ฉันเล่าเรื่องที่เธอทำในวันนั้นให้ทุกคนที่นี่ฟังอีกรอบไหมล่ะ”
คำว่า “ในป่า” เพียงคำเดียวก็กระตุ้นจินตนาการของชาวบ้านให้เตลิดไปไกลได้แล้ว ถึงแม้ความจริงสวีชุนเสียจะไม่ได้ทำอะไรที่ไม่เหมาะสมกับโจวเหวยหมินเลยก็ตาม แต่ชื่อเสียงของเธอก็ย่อยยับไปแล้วกว่าค่อน ซูชิงเห็นดังนั้นก็แอบหัวเราะเยาะในใจ พลางส่งสายตาดูถูกดูแคลนไปให้สวีชุนเสียอย่างไม่ปิดบัง คิดจะมาสู้กับฉันเหรอ ไม่เจียมตัวเอาซะเลย
ขณะนั้นเอง แม่ พี่ชาย และน้องสาวของสวีชุนเสียที่เพิ่งกินข้าวเย็นเสร็จก็เดินมาถึงบ้านเจียงเพื่อจะมาขอดูโทรทัศน์ด้วย แต่ภาพที่พวกเขาเห็นและเรื่องราวที่ได้ยินกลับทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง
“จะยืนบื้ออยู่ตรงนี้อีกนานไหม รีบไสหัวกลับบ้านไปกินข้าวเดี๋ยวนี้เลยนะ”
ถึงจะเป็นแค่ลูกสาว แต่ก็เป็นลูกสาวที่สามารถเรียกสินสอดก้อนโตเข้าบ้านได้ จะปล่อยให้ชื่อเสียงป่นปี้จนไม่มีใครเอาไปมากกว่านี้ไม่ได้เด็ดขาด
แม่ของสวีชุนเสียแหวกวงล้อมเข้ามาตบหลังลูกสาวตัวเองดังป้าบเป็นการสั่งสอน
“ลูกสามนี่จริงๆ เลยนะ ถ้าจะยืมหนังสือเรียนมัธยมต้นจากเหวยหมิน ทำไมไม่ไปขอยืมที่บ้านเขาดีๆ ล่ะ จะมาแอบนัดเจอกันแบบนี้ให้คนอื่นเขาเข้าใจผิดทำไมกัน ไปๆ กลับบ้านกันได้แล้ว ข้าวเย็นยังอุ่นอยู่ในหม้อ เดี๋ยวแม่เดินกลับไปเป็นเพื่อนเอง”
[จบบท]