บทที่ 272 ช่างหัวใสเสียจริง!
"จะมาอธิบายอะไรกันอีก ไม่ต้องแล้วมั้ง ทุกคนเห็นกันเต็มสองตาขนาดนั้น"
จางเสี่ยวเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ สายตาที่มองตามไปนั้นเต็มไปด้วยความรังเกียจ "จะบอกให้นะ โจวเหวยหมินน่ะไม่ใช่ผู้ชายที่ดีเลยสักนิด การที่ซูชิงต้องแต่งงานกับคนแบบนั้น ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่"
บรรยากาศภายในบ้านสกุลสวีหนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับ ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูบ้าน เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อก็ดังขึ้นสองครั้งซ้อน
เพียะ! เพียะ!
พ่อสวีฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของสวีชุนเสียอย่างแรงจนหน้าหัน ก่อนจะตะคอกใส่ด้วยความเดือดดาล "ยังมีหน้าอยู่อีกเหรอ! เสียชื่อเสียงป่นปี้หมดแล้ว บ้านดีๆ ที่ไหนเขาจะอยากได้แกไปเป็นลูกสะใภ้!"
"ตาแก่... ในเมื่อเรื่องมันเลยเถิดมาขนาดนี้แล้ว ฉันว่าเรารีบๆ หาที่ทางให้ยัยเด็กนี่มันแต่งออกไปให้พ้นๆ เถอะน่า" แม่สวีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา "จะเป็นคนขาเป๋ ตาบอด เป็นใบ้ หรือพิการยังไงก็ช่าง ขอแค่ให้สินสอดเยอะๆ ก็พอแล้ว ให้เขามาลากตัวไปเลยสิ้นเรื่องสิ้นราว"
"ทำไมล่ะ! พ่อกับแม่จะทำกับหนูแบบนี้ได้ยังไง!" สวีชุนเสียกุมแก้มที่บวมเป่งและความรู้สึกชาวาบแล่นไปทั่วใบหน้า ดวงตาของเธอแดงก่ำและเต็มไปด้วยหยาดน้ำใส เธอจ้องมองบุพการีทั้งสองคนที่ให้กำเนิดเธอมา แต่กลับไม่เคยปฏิบัติต่อเธอเหมือนลูกคนหนึ่งเลย
"ก็เพราะแกเป็นลูกของเราไง!" แม่สวีสวนกลับทันควัน ดวงตารูปสามเหลี่ยมคู่นั้นปราศจากความรักและเมตตาใดๆ "หัดดูอย่างหลีเป่าบ้างสิ ขนาดโดนบ้านโจวถอนหมั้น ยังยอมให้พ่อแม่จัดการหาคู่ให้ใหม่ จนได้แต่งงานกับผู้ชายดีๆ ตอนนี้ทั้งครอบครัวของเธอก็ได้ดิบได้ดีไปกับลูกสาวไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว"
"ผู้ชายที่คนเขาทิ้งแล้วมันดีตรงไหน! ถ้าพ่อกับแม่กล้าหาไอ้พวกขาเป๋ ตาบอด เป็นใบ้มาให้หนูล่ะก็... คอยดูเถอะ หนูจะตายให้ดู!"
สวีชุนเสียตะโกนสวนกลับทั้งน้ำตา ก่อนจะหมุนตัววิ่งกลับเข้าไปในห้องที่ใช้ร่วมกับน้องสาวอีกสองคนแล้วปิดประตูใส่หน้าเสียงดังปัง
"พ่อ แม่ ผมน้องยสามมันกำเริบใหญ่แล้ว ต้องโดนสั่งสอนสักที!" สวีชุนไหล พี่ชายคนโตเอ่ยขึ้นอย่างหัวเสีย
"พี่สามดื้อด้านแบบนี้ ตีสักทีก็สิ้นเรื่อง!" สวีชุนว่าง น้องชายอีกคนก็เห็นด้วย ทั้งที่อายุยังน้อยแต่กลับทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ไม่ต่างจากผู้ใหญ่
"ตีจนพิการแล้วใครจะเอา มันก็เท่ากับว่าที่เราเลี้ยงมันมาสิบกว่าปีก็เสียเปล่าสิ!" พ่อสวีตวาดใส่ลูกชายทั้งสอง ก่อนจะหันไปสั่งภรรยา "เธอรีบไปจัดการหาคนมาดูตัวลูกสามซะ ไม่ต้องสนใจว่ามันเป็นใครมาจากไหน ขอแค่สินสอดงามๆ ฉันตกลงหมด"
"จ๊ะ" แม่สวีรับคำอย่างว่าง่าย
คืนนั้นที่บ้านสกุลเจียง
หลังจากจัดการธุระทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ไช่ซิ่วเฟินก็ล้มตัวลงนอนข้างสามี แต่ในหัวของเธอยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวัน สีหน้าของเธอดูเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย! ลูกหลีเป่าของเรากับไอ้บ้านั่นก็เลิกกันไปตั้งนานแล้ว ทำไมยัยชุนเสียต้องลากลูกเราไปเกี่ยวกับเรื่องฉาวๆ ของตัวเองด้วย"
พ่อเจียงซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนขอบคังค่อยๆ จุดไปป์ยาเส้นขึ้นมาสูบ ควันสีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับ "เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของชาวบ้านให้พ้นจากตัวเองละมั้ง"
"ช่างหัวใสเสียจริง!"
ไช่ซิ่วเฟินแค่นเสียงอย่างดูแคลน "หลีเป่าอุตส่าห์เห็นมันเป็นเพื่อน แต่นี่อะไร กลับไปคลุกคลีอยู่กับไอ้โจวเหวยหมินนั่น ทำแบบนี้มันไม่เห็นแก่หน้าหลีเป่าของเราเลยสักนิด"
"พ่อว่าหลีเป่ากับเด็กคนนั้นคงไม่ได้เป็นเพื่อนกันแล้วล่ะ" พ่อเจียงเปรยขึ้นเรียบๆ
"หลีเป่าเล่าให้คุณฟังเหรอ"
"แม่ลองนึกย้อนไปดูสิ ตอนที่ยัยแก่บ้านโจวมาโวยวายอยู่หน้าบ้านเราวันนั้นน่ะ ตอนนั้นหลีเป่าพูดอะไรออกไปบ้าง แล้วสีหน้าของลูกสาวบ้านสวีเป็นยังไง"
คำพูดของสามีทำให้ไช่ซิ่วเฟินฉุกคิดขึ้นมาได้ในทันที "แสดงว่าหลีเป่าของเรามองคนขาด ตั้งตัวออกห่างจากลูกสาวบ้านสวีตั้งแต่ตอนนั้นแล้วสินะ!"
พ่อเจียงพ่นควันออกจากปากช้าๆ แล้วกล่าวเสริม "ถ้าไม่ใช่มันเป็นคนไปเรียกหลีเป่าออกจากบ้าน วันนั้นลูกเราจะซวยตกน้ำได้ยังไง…”
“บอกตามตรง ตั้งแต่ที่ยัยเด็กนั่นเริ่มเข้ามาสนิทสนมกับหลีเป่า พ่อก็รู้สึกตะหงิดๆ แล้วว่าเด็กคนนี้มันเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการ ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อเห็นว่ามันไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรกับลูกเรานะ พ่อไม่มีทางยอมแบ่งงานสบายๆ ที่ได้คะแนนเยอะให้มันทำมาตลอดก่อนที่หลีเป่าจะไปปักกิ่งหรอก"
[จบบท]