บทที่ 276 นายจะเลิกทำตัวงี่เง่าได้รึยัง
"อ้าว หลีเป่ามาแล้วเหรอจ๊ะ เข้ามานั่งก่อนสิ"
น้ำเสียงของฉีฟางที่เอ่ยทักทายเจือความอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด เธอกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะปรับสภาพอารมณ์ของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ พร้อมกับฝืนยิ้มออกมาบางๆ เพื่อต้อนรับลูกสาวบุญธรรม
เจียงหลีก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่นแล้ววางกระเป๋าสะพายลงบนเก้าอี้ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวข้างๆ แม่บุญธรรม สายตาของเธอจับจ้องไปยังใบหน้าที่ซีดเซียวของอีกฝ่ายอย่างไม่ละไปไหน "แม่บุญธรรมคะ เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ ดูสีหน้าไม่ค่อยดีเลย"
"หลีเป่า" ฉีฟางเอ่ยเรียกชื่อเธอแผ่วเบา คล้ายกับกำลังชั่งใจว่าจะพูดดีหรือไม่
เจียงหลีขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด "คะ"
เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของผู้เป็นแม่บุญธรรม เจียงหลีก็พอจะเดาได้ว่าคงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เธอจึงคลี่ยิ้มอย่างเข้าใจ "ถ้าแม่บุญธรรมไม่สะดวกใจจะพูด ก็ไม่เป็นไรนะคะ ถือว่าเมื่อกี้หนูไม่ได้ถามอะไรก็แล้วกันค่ะ"
คำพูดของเจียงหลีเหมือนเป็นตัวปลดล็อกความอัดอั้นตันใจของฉีฟาง เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วส่ายหน้าช้าๆ "ก่อนที่ลูกจะมาถึงไม่นาน แม่เพิ่งได้รับโทรศัพท์สายนึง" เธอเว้นช่วงไปอึดใจหนึ่ง สีหน้าที่เพิ่งจะคลายลงเล็กน้อยกลับมาเคร่งเครียดอีกครั้ง
"เรื่องงานที่โรงงานเครื่องจักรหมายเลขสองน่ะ มันเกิดปัญหาขึ้นมานิดหน่อย"
คิ้วเรียวของเจียงหลีขมวดเข้าหากันทันที "ตำแหน่งงานที่ว่า ไม่มีแล้วเหรอคะ"
ฉีฟางส่ายหน้า "จากเดิมที่ตกลงกันไว้สองตำแหน่ง ตอนนี้มันเหลือแค่ตำแหน่งเดียวแล้ว"
"คะ?" เจียงหลีอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความประหลาดใจ
เรื่องตำแหน่งงานที่คุยกันไว้อย่างดิบดีแล้วแท้ๆ ทำไมอยู่ๆ ถึงถูกลดจำนวนลงไปได้
"คนรู้จักของแม่ที่อยู่ในโรงงานโทรมาบอกว่า รองหัวหน้าโรงงานเขาจำเป็นต้องใช้ตำแหน่งงานหนึ่งตำแหน่ง ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ที่ว่างอยู่ก็มีคนในถูกวางตัวไว้หมดแล้ว พวกเขาเลยไม่มีทางเลือก นอกจากต้องยกเลิกตำแหน่งที่เคยรับปากจะให้แม่ไปหนึ่งตำแหน่ง" ฉีฟางอธิบายด้วยน้ำเสียงที่หนักอึ้ง
เจียงหลีนิ่งคิด "ถ้าหนูจำไม่ผิด เมื่อวานเป็นวันที่โรงงานเปิดรับสมัครคนงานชั่วคราวนี่คะ แล้วทำไมเขาถึงไม่รีบโทรมาแจ้งแม่บุญธรรมตั้งแต่เมื่อวานซืน แต่กลับเลือกที่จะโทรมาบอกเอาวันนี้"
ฉีฟางแค่นยิ้มอย่างขมขื่น "ก็เพราะว่าทางโรงงานเพิ่งจะติดป้ายประกาศรายชื่อคนที่ผ่านการคัดเลือกเมื่อเช้านี้เองน่ะสิ"
"นั่นก็หมายความว่า เฝิงอี้กับมั่วเหยียน จะมีแค่คนเดียวที่ได้งาน" เจียงหลีสรุปความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดออกมา
ภาพของเด็กหนุ่มสองคนที่จูงมือกันไปสมัครงานลอยเข้ามาในหัวของเธอ ทั้งคู่ไปสอบข้อเขียนและเข้ารับการสัมภาษณ์พร้อมกัน ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาในวันนี้กลับกลายเป็นการหักหลังความคาดหวังของพวกเขา
โรงงานไม่ได้เลือกทั้งสองคน แต่เลือกเก็บไว้เพียงคนเดียว ส่วนอีกคนต้องกลายเป็นผู้ผิดหวัง สถานการณ์แบบนี้จะให้เด็กหนุ่มที่กำลังเลือดร้อนอย่างพวกเขายอมรับได้อย่างไร
เจียงหลีเริ่มรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา ไม่ว่าคนที่ถูกโรงงานคัดเลือกไว้จะเป็นเฝิงอี้หรือมั่วเหยียน เธอก็ค่อนข้างมั่นใจว่าผลสุดท้ายคงไม่มีใครยอมอยู่ทำงานที่นั่นต่อแน่ๆ
"อืม" ฉีฟางพยักหน้ารับอย่างอ่อนแรง
"เฝิงอี้กับมั่วเหยียนคงเลือกที่จะไปต่อหรือถอยหลังพร้อมกันมากกว่าค่ะ" เจียงหลีเอ่ยถึงสิ่งที่เธอคาดการณ์ ก่อนจะเงียบไป ไม่ได้พูดอะไรต่อ
"ใช่ เด็กวัยรุ่นมักจะใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลเสมอ ตอนนี้แม่กลัวเหลือเกินว่าเด็กสองคนนั่นจะพากันสละสิทธิ์ ไม่เอาตำแหน่งงานที่เหลืออยู่เลย" ฉีฟางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมาอีกครั้ง
"ดูท่าว่าแม่คงต้องลองหาลู่ทางอื่นดูอีกที"
"พอเถอะค่ะ แม่บุญธรรมไม่ต้องไปเดือดร้อนเพื่อพวกเขาอีกแล้ว" เจียงหลีรีบส่ายหน้าปฏิเสธ เธอจับมือของฉีฟางเอาไว้แล้วพูดต่อไปว่า "ถ้าพวกเขาสองคนเลือกที่จะทิ้งโอกาสนี้ไปจริงๆ ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามการตัดสินใจของพวกเขาค่ะ ท้ายที่สุดแล้ว แม่ก็ไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณอะไรพวกเขาเลย เรื่องทั้งหมดต้องโทษที่หนูเองที่ไม่ควรไปเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากแม่ตั้งแต่แรก หนูต้องขอโทษจริงๆ นะคะ"
***
ณ บ้านของมั่วเหยียนในย่านชานเมืองฝั่งตะวันตก
"นายจะเลิกทำตัวงี่เง่าได้รึยัง"
มั่วเหยียนตวาดลั่นด้วยความโมโห หลังจากได้ยินเพื่อนสนิทประกาศกร้าวว่าจะไม่ไปรายงานตัวที่โรงงาน ความโกรธของเขาพุ่งขึ้นสูงจนแทบอยากจะซัดหน้าเฝิงอี้สักสองสามหมัดให้หายแค้น
"ผมไม่ได้งี่เง่าซะหน่อย ก็เราตกลงกันแล้วว่าจะเข้าโรงงานพร้อมกัน ไปทำงานด้วยกัน กลับบ้านพร้อมกัน แต่ตอนนี้กลับมีแค่ผมคนเดียวที่ได้งาน ส่วนพี่… เพราะงั้นผมไม่ไปทำงานคนเดียวเด็ดขาด"
หลังจากที่เฝิงอี้และมั่วเหยียนได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล ทั้งสองก็กลับมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของมั่วเหยียนเหมือนเดิม เมื่อวานนี้พวกเขาเพิ่งจะพากันไปสมัครงานชั่วคราวที่โรงงานเครื่องจักรหมายเลขสอง แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเช้าวันนี้ตอนที่ไปดูบอร์ดประกาศผล กลับพบว่าบนรายชื่อพนักงานใหม่ไม่มีชื่อของมั่วเหยียนอยู่ด้วย
ในหัวของเฝิงอี้ตอนนั้นมีเรื่องราวมากมายผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ตลอดเส้นทางกลับบ้านจึงไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรออกมาสักคำ บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนตึงเครียดจนน่าอึดอัด และทันทีที่ถึงบ้าน เฝิงอี้ก็ประกาศจุดยืนของตัวเองออกมาทันทีว่า ในฐานะพี่น้อง พวกเขาต้องก้าวไปข้างหน้าและถอยหลังพร้อมกันเสมอ
คำพูดของเฝิงอี้ทำให้มั่วเหยียนโกรธจนควันออกหู
งานมันหายากลำบากแค่ไหน พวกเขาทั้งสองคนต่างก็รู้ซึ้งดีแก่ใจ ตอนนี้มีคนหนึ่งได้งานแล้ว มันก็ควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เฝิงอี้กลับกำลังจะโยนโอกาสทองนี้ทิ้งไป เพียงเพื่อคำว่า "ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย" บ้าๆ บอๆ นี่สมองกระทบกระเทือนหรือสติเลอะเลือนไปแล้วกันแน่
"ฉันว่านายต้องป่วยแน่ๆ แล้วก็ป่วยหนักมากด้วย"
[จบบท]