บทที่ 286 จะทำยังไงถ้าฉันโกหกคุณอยู่ล่ะ
ซูม่านเดินอาดๆ เข้ามาหยุดอยู่กลางลานบ้าน สายตาของเธอกวาดไปเห็นเหวินเยว่กับน้องสาวทั้งสองคนคือน้องรองเหวินอี๋ และน้องเล็กเหวินอวี๋กำลังนั่งยองๆ เล่นโยนก้อนหินกันอย่างสนุกสนาน
ภาพตรงหน้าทำให้ความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในอกปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เธอตวาดเสียงดังลั่น “เหวินเยว่ ฉันกำลังพูดกับเธออยู่ ทำไมไม่ตอบ”
“ก็คุณเป็นคนอยากจ่ายเงินชดเชยให้เขาเองนี่ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับหนูตรงไหนเลย”
เด็กหญิงเหวินเยว่ลุกขึ้นยืนทันที ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นจ้องมองซูม่านซึ่งเป็นแม่เลี้ยงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและท้าทาย
“ที่สำคัญที่สุด เงินที่คุณเอาไปจ่ายน่ะเป็นเงินที่พ่อหามาทั้งนั้น ตราบใดที่พ่อยังไม่พูดอะไร คุณก็ไม่มีสิทธิ์มาว่าหนู”
ซูม่านไม่อยากจะทนอีกต่อไป เธอจึงพูดสวนกลับไปว่า “ได้ งั้นฉันจะไปถามพ่อของเธอเองเลย ว่าเขาจะรู้สึกยังไงกับเรื่องที่ลูกสาวสุดที่รักของเขาไปก่อเรื่องชกต่อยกับเพื่อนที่โรงเรียนในวันนี้”
“อยากจะฟ้องก็ไปฟ้องเลยสิ ถ้าคุณคิดว่าหนูจะกลัวล่ะก็ คุณคิดผิดแล้ว ยัยคนใจร้าย”
เธอไม่ได้อยากจะมีเรื่องกับหวังนีนาเลยแม้แต่น้อย
เรื่องทั้งหมดมันเป็นเพราะหวังนีนาต่างหาก... ที่ไปเที่ยวป่าวประกาศบอกกับเพื่อนๆ ว่า... แม่แท้ๆ ของเธอเป็นคนไม่ดี ทิ้งพ่อไปอยู่กับผู้ชายคนอื่น ทอดทิ้งเธอและน้องๆ ไปอย่างไม่ไยดี แถมยังตราหน้าแม่อีกว่าเป็นผู้หญิงใจร้ายที่ทิ้งสามีกับลูกได้ลงคอ
พอได้ยินแบบนั้นเธอก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้า เลยด่าแม่ของหวังนีนากลับไปว่าเป็นผู้หญิงใจร้ายเหมือนกัน หลังจากนั้นสงครามน้ำลายก็บานปลายจนกลายเป็นการลงไม้ลงมือ
ซูม่านแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “ฉันเนี่ยนะเป็นคนใจร้าย ถ้าฉันเป็นคนแบบนั้นจริงๆ ฉันจะเสียสละเวลามานั่งดูแลพวกเธอสามพี่น้องอยู่ที่บ้านทำไม ฉันต้องซักผ้า ทำกับข้าวปรนนิบัติพวกเธอทุกวัน ไหนจะคอยรับส่งไปโรงเรียนอนุบาลอีก เธอก็โตจนจะเจ็ดขวบแล้วนะเหวินเยว่ หัดรู้จักแยกแยะดีชั่วซะบ้าง”
เหวินเยว่ตะโกนกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ “คุณนั่นแหละคือคนใจร้าย ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ พ่อกับแม่ของหนูก็ไม่มีวันหย่ากันเด็ดขาด”
ซูม่านรีบปฏิเสธทันควัน “เรื่องหย่าร้างของพ่อแม่เธอมันไม่เกี่ยวกับฉันแม้แต่นิดเดียว”
เหวินเยว่ไม่อยากฟังอีกต่อไปแล้ว “ไปให้พ้นเลยนะ หนูเกลียดคุณ”
หยดน้ำตามากมายไหลทะลักออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง หัวใจของเหวินเยว่ในตอนนี้เจ็บปวดรวดร้าวไปหมด เธอไม่อยากจะเชื่อคำพูดของหวังนีนาเลยสักนิดเดียว เพราะแม่ของเธอใจดีและรักเธอมาก
แต่หวังนีนากลับยืนยันหนักแน่นว่าสิ่งที่พูดเป็นความจริงทุกประการ
เด็กคนนั้นอ้างว่าน้าของตัวเองพักอยู่ที่บ้านพักข้าราชการหลังเดียวกับคุณย่า แถมบ้านของทั้งสองคนยังอยู่ติดกันอีกด้วย...
และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องราวทั้งหมด คุณย่าเป็นคนเล่าให้เพื่อนบ้านฟังด้วยตัวเอง...
“พี่จ๋า...”
เหวินอี๋ผู้เป็นน้องสาวลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินเข้าไปดึงแขนเสื้อของพี่สาวเบาๆ แล้วกระซิบปลอบ “พี่จ๋าอย่าร้องไห้นะคะ”
“อื้ม พี่จะไม่ร้องไห้”
แม้ปากจะบอกไปอย่างนั้น แต่น้ำตาของเหวินเยว่กลับยิ่งไหลพรากออกมาไม่ยอมหยุด
เมื่อเห็นพี่สาวถูกรังแกจนร้องไห้ เด็กน้อยเหวินอี๋จึงรวบรวมความกล้า เท้าสะเอวแล้วหันไปจ้องหน้าแม่เลี้ยงอย่างซูม่าน “คนใจร้าย อย่ามาแกล้งพี่สาวของหนูนะ”
“พวกเธอ... พวกเธอนี่มันจริงๆ เลย...” ซูม่านรู้สึกเหมือนหัวใจกับปอดของตัวเองกำลังจะแหลกสลายเพราะความดื้อรั้นของเด็กสองคนนี้
เธอกางนิ้วชี้หน้าเหวินเยว่กับเหวินอี๋ “ดี ดีมากเลยนะพวกเธอ ตอนนี้ปีกกล้าขาแข็งกันแล้วสินะ ถึงได้กล้ามาเถียงฉันฉอดๆ คนหนึ่งก็ว่าฉันใจร้าย อีกคนก็เหมือนกัน”
“ได้ งั้นฉันจะไปโทรศัพท์หาเหวินซือหย่วนเดี๋ยวนี้แหละ ให้เขามาจัดการหย่ากับผู้หญิงใจร้ายอย่างฉัน แล้วไปเชิญแม่แท้ๆ ผู้แสนดีของพวกเธอกลับมาอยู่ที่บ้านเลย”
ซูม่านทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น เธอตรงไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดเบอร์ต่อไปยังสถาบันวิจัยทันที
อีกด้านหนึ่ง ณ บ้านสกุลลั่ว
ภายในห้องครัว เจียงหลีกำลังยืนคนข้าวต้มในหม้อที่ตั้งอยู่บนเตาอย่างใจเย็น ระหว่างนั้นเธอสัมผัสได้ถึงการมาของใครบางคนที่เข้ามาในครัว จึงเอ่ยปากถามขึ้นมาเรียบๆ
“คุณไม่อยากรู้หน่อยเหรอคะ ว่าวันนี้สหายอู๋เยว่เขาพูดอะไรกับฉันบ้าง”
ลั่วเยี่ยนชิงตอบกลับมาอย่างรู้ทัน “ถ้าคุณอยากเล่า เดี๋ยวคุณก็คงเล่าให้ผมฟังเอง”
“แหม คุณนี่รู้ใจฉันจังเลยนะคะ”
เจียงหลีเผยรอยยิ้มหวาน ขณะที่มือยังคงบรรจงหั่นมันฝรั่งเป็นเส้นบางๆ เธอก็เริ่มเล่า
“สหายอู๋เยว่เป็นคุณแม่ของซ่งเสี่ยวหร่าน เพื่อนสนิทของเวยเวยน่ะค่ะ วันนี้เธอเรียกฉันเข้าไปคุยด้วย พอเจอหน้ากันปุ๊บก็พูดขึ้นมาเลยว่าเราสองคนเป็นแฟนกัน แล้วก็ยังชมไม่หยุดปากเลยว่าเราดูเหมาะสมกันมากจริงๆ”
“จากนั้นเธอก็วกเข้าเรื่องที่เด็กข้างบ้านไปมีเรื่องทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียน...”
เจียงหลีถ่ายทอดคำพูดของอู๋เยว่ให้ลั่วเยี่ยนชิงฟังด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและเป็นกลางที่สุด เธอไม่ได้ใส่ความคิดเห็นหรืออารมณ์ส่วนตัวลงไปแม้แต่น้อย ก่อนจะสรุปในตอนท้าย
“ตลอดการสนทนา ฉันไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรออกไปเลยสักคำเดียวค่ะ”
ลั่วเยี่ยนชิงให้คำตอบที่หนักแน่น “ผมเชื่อคุณ”
เจียงหลีเหลือบสายตาขึ้นมองเขาอย่างมีเลศนัย ก่อนจะเอ่ยถามอย่างขี้เล่น “แล้วถ้าเกิด...ฉันโกหกคุณอยู่ล่ะคะ”
[จบบท]