บทที่ 29: คำพูดคน
เสียงจอแจของเหล่าแม่บ้านยังคงดังต่อเนื่องมาจากลานหน้าบ้าน หวังชุนฮวาที่กำลังง่วนอยู่กับการเด็ดผักอดไม่ได้ที่จะผสมโรงกับวงสนทนาที่กำลังออกรสชาติ
“นี่ๆ เราอย่าเพิ่งนอกเรื่องกันจะได้ไหม ฉันคนหนึ่งล่ะที่ไม่ชอบการกระทำของโจวต้าอิงเลยจริงๆ เมื่อ 3 ปีก่อนนู่น เธอกระตือรือร้นไปถึงบ้านผู้ใหญ่บ้านด้วยตัวเองเพื่อสู่ขอเจียงหลีให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน”
“พอมาวันนี้ 3 ปีให้หลัง ก็เป็นเธออีกนั่นแหละที่บุกไปถึงบ้านตระกูลเจียงเพื่อขอถอนหมั้นให้ลูกชายคนเดิม ทำแบบนี้มันรังแกกันชัดๆ!”
หวังชุนฮวาสบถพร้อมกับเหลือบตามองฟ้าอย่างระอาใจ “อ้างเหตุผลสารพัด บอกว่าไม่อยากให้ลูกชายต้องไร้ทายาทสืบสกุล แล้วตอนนั้นเธอเอาสมองไปไว้ที่ไหน ทำไมถึงไม่คิดให้รอบคอบ!”
“เออ จริงของแกเลย!” ชุยปากลำโพงรีบเสริมทัพทันควัน “เมื่อ 3 ปีก่อนโจวต้าอิงมัวแต่ไปทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ พอมาตอนนี้กลับทำท่ารังเกียจเจียงหลี โยนความผิดทุกอย่างไปให้ฝั่งนั้นแล้วขอถอนหมั้นอย่างหน้าตาเฉย คนอะไรจะไร้ยางอายได้ขนาดนี้!”
“เฮ้อ ให้มันได้อย่างนี้สิ”
หลี่ต้าหนิวที่นั่งเงียบอยู่นานถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ฟังพวกเธอเถียงกันไปมาแล้วฉันว่านะ เรานี่มันเหมือนคนที่เดือดร้อนแทนเจ้าของเรื่องไม่มีผิด”
คำพูดนั้นทำให้หวังชุนฮวาและชุยปากลำโพงต้องละสายตาจากงานในมือแล้วหันไปมองหลี่ต้าหนิวเป็นตาเดียวกัน พวกเธอดูจะไม่เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ
“อะไรกัน มองฉันด้วยสายตาแปลกๆ แบบนั้นทำไม”
หลี่ต้าหนิวขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “ก็เมื่อกี้ชุยเอ้อร์ฮวาไม่ใช่เหรอที่เป็นคนพูดว่าอีกไม่นานเจียงหลีจะต้องซมซานร้องไห้กลับมาบ้านพ่อแม่ ฉันได้ยินแล้วก็อดคิดตามไม่ได้ว่ามันอาจจะเป็นจริงอย่างที่เธอว่า เลยเผลอเป็นห่วงยัยหนูเจียงหลีขึ้นมา”
“แน่ใจเหรอว่าห่วงจริง ไม่ใช่ว่าสมน้ำหน้าอยู่ล่ะสิ ฉันไม่เชื่อลมปากเธอหรอกน่า!”
ชุยปากลำโพงหัวเราะเสียงดังลั่น “ฉันว่าเธอกับฉันก็คงคิดไม่ต่างกันหรอก รอวันที่ครอบครัวผู้ใหญ่บ้านจะได้อับอายนั่นแหละ สองสามีภรรยานั่นก็เหลือเกินนะ ต่อให้เจียงหลีจะโดนบ้านโจวปฏิเสธ ต่อให้ร่างกายจะไม่แข็งแรงจนมีลูกยาก ก็ไม่เห็นจะต้องรีบร้อนผลักไสลูกสาวตัวเองไปให้พ่อม่ายที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วย่ำยีศักดิ์ศรีกันแบบนี้!”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็คงต้องตั้งตารอดูกันต่อไปแล้วล่ะ!”
หวังชุนฮวาเองก็หัวเราะออกมาอย่างไม่ปิดบังความรู้สึกที่แท้จริง
ในขณะเดียวกันบรรยากาศภายในบ้านตระกูลเจียงกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
พ่อเจียงเคาะก้านไปป์ลงบนที่เขี่ยเบาๆ เพื่อให้ขี้เถ้าหลุดออก ก่อนจะเอ่ยกับทุกคนในครอบครัวที่นั่งกันพร้อมหน้าในห้องโถงกลาง “ไม่ต้องไปให้ราคาคำพูดพล่อยๆ ของคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะเจียงหลีลูกพ่อ อย่าเอาเรื่องพวกนี้มาใส่ใจหรือเก็บไปคิดให้รกสมอง ตั้งหน้าตั้งตาใช้ชีวิตของลูกกับสามีที่ปักกิ่งให้มีความสุขก็พอแล้ว”
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศยังคงตึงเครียด พ่อเจียงจึงพูดเสริมขึ้นมาอีกครั้ง “ที่พ่อจัดการเรื่องแต่งงานให้ลูกอย่างเร่งด่วน พาลูกไปจดทะเบียนสมรส ทั้งหมดก็เพราะพ่อหวังดีกับลูกจริงๆ นะ”
เจียงหลีเงยหน้าขึ้นสบสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยของพ่อ เธอรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “หนูไม่สนใจสักนิดว่าใครจะพูดอะไร หนูรู้ว่าพ่อทำทุกอย่างก็เพื่อหนู อีกอย่างเรื่องแต่งงานกับสหายลั่วก็เป็นสิ่งที่หนูตัดสินใจด้วยตัวเอง ใครอยากจะพูดอะไรก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของลมปากเขาไปเถอะค่ะ”
เจียงกั๋วเวย พี่ชายคนโตของบ้านขยับตัวเล็กน้อย “พ่อครับ พ่ออย่าทำหน้าเครียดขนาดนั้นสิครับ แค่คำพูดไร้สาระของคนไม่กี่คน ถ้าเราเก็บมันมาใส่ใจก็เท่ากับว่าเราทำตามความต้องการของพวกที่รอเหยียบย่ำเราน่ะสิครับ พ่อวางใจได้เลย ผมไม่สนใจเรื่องพวกนี้หรอก”
พี่สะใภ้ใหญ่พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ค่ะคุณพ่อ ฉันเองก็ไม่สนใจเหมือนกัน พ่อกับแม่เป็นคนแบบไหน รักและห่วงใยเจียงหลีมากแค่ไหน ในฐานะลูกสะใภ้ของบ้านนี้ฉันรู้ดีแก่ใจค่ะ จะไม่ยอมให้คำพูดของคนนอกมาทำลายความสัมพันธ์ของเราเด็ดขาด”
หลังจากนั้นพี่น้องคนอื่นๆ รวมถึงหลานๆ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะไม่นำพาต่อคำนินทาว่าร้ายเหล่านั้น
“เอาล่ะๆ พอได้แล้ว” ไช่ซิ่วเฟินตบเข่าฉาดใหญ่เพื่อยุติบทสนทนาที่แสนจะเคร่งเครียด “ใครจะพูดอะไรก็ช่างเขา คิดซะว่าเป็นเสียงนกเสียงกา ตอนนี้ใครมีหน้าที่อะไรก็แยกย้ายกันไปทำได้แล้ว”
พูดจบเธอก็หันไปหาลูกสาวและลูกชายคนเล็ก “นี่เจียงหลีกับกั๋วอันยังไม่ได้กินข้าวกลางวันกันใช่ไหม”
“ยังเลยค่ะแม่ พอหนูซื้อของเสร็จก็แวะไปนั่งคุยกับพี่สี่ที่บ้านเขาแป๊บนึง แล้วก็รีบกลับมานี่แหละค่ะ ไม่คิดว่าจะช้ากว่าเวลาที่แม่กำหนดไว้”
เจียงหลีส่งยิ้มหวานประจบประแจงผู้เป็นแม่ ก่อนจะชี้ไปที่ถุงผ้าใบใหญ่สองใบที่เจียงกั๋วอันวางไว้ข้างตัว “หนูมีของขวัญมาฝากทุกคนด้วยนะคะ รับรองว่ามีครบทุกคนแน่นอน!”
ว่าแล้วเธอก็ลุกขึ้นแบกถุงผ้าทั้งสองใบไปวางบนโต๊ะสี่เหลี่ยมที่อยู่ใกล้ๆ แล้วเริ่มรื้อของข้างในออกมาทีละชิ้นสองชิ้นด้วยความตื่นเต้น
“แม่คะ เสื้อนอกตัวนี้เป็นของแม่นะ รอให้อากาศเย็นลงอีกหน่อยก็ใส่ได้พอดีเลยค่ะ!”
[จบบท]