บทที่ 290 ความขัดแย้งที่ก่อตัว
บรรยากาศภายในบ้านหนักอึ้งจนน่าอึดอัด เหวินซือหย่วนนั่งนิ่งอยู่นาน ปล่อยให้ความเงียบทำงานของมันไปพักใหญ่ ก่อนจะหันไปมองใบหน้าเล็กๆ ของลูกสาวที่ยังคงมีคราบน้ำตาติดอยู่ เขาตัดสินใจทำลายความเงียบนั้นลงด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เยว่เยว่... เรื่องของพ่อกับแม่น่ะ เราเข้ากันไม่ได้จริงๆ แม่ของลูกเขาไม่ได้เป็นคนไม่ดีเหมือนที่ย่าพูดนะลูก”
เหวินเยว่ยังคงก้มหน้างุด ใช้หลังมือปาดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด แต่ก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ
เหวินซือหย่วนขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด “เดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อจะไปคุยกับย่าเอง จะบอกท่านว่าอย่าพูดถึงแม่ของลูกแบบนั้นอีก... ส่วนเรื่องคุณน้าซู วันนี้เขาอาจจะผิดที่ไม่ได้ฟังลูกก่อนแล้วให้ไปขอโทษเพื่อน แต่พ่อว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนั้นหรอกนะ”
เขาหยุดเว้นจังหวะ ให้ลูกสาวได้ประมวลผลตาม “ต่อไปนี้ลูกไม่ต้องเรียกเขาว่าแม่ก็ได้ เรียกว่าคุณน้าซูเหมือนเดิมก็พอ แต่ว่า... พ่อต้องไปทำงานทุกวัน ที่บ้านเราก็มีแค่คุณน้าซูที่คอยดูแลลูกกับน้องๆ ถ้าไม่มีเขาพ่อคงทำงานไม่สบายใจแน่ๆ ลูกโตแล้วนะ ต้องเข้าใจว่าอะไรดีไม่ดี อย่าเอาแต่ใจตัวเองแล้วมองว่าคุณน้าซูเป็นคนไม่ดีเลยนะ”
“หนูจะไปนอนแล้วค่ะ”
นั่นเป็นเพียงประโยคเดียวที่ออกมาจากปากของเด็กหญิง เธอไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ กับคำพูดของพ่อ แต่เลือกที่จะตัดบทสนทนาแล้วเดินเลี่ยงเข้าห้องนอนไป ทิ้งให้คนเป็นพ่อนั่งมองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นไปจนสุดสายตา
ให้ตายสิ นิสัยดื้อรั้นแบบนี้ได้ใครมากันนะ เหวินซือหย่วนขมวดคิ้ว ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน
เขานั่งทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้อยู่เงียบๆ คนเดียวในห้องนั่งเล่นอีกพักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง
ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้าไป ก็พบว่าซูม่านกำลังนั่งพิงหัวเตียงรออยู่ก่อนแล้ว แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงส่องให้เห็นแววตาเย็นชาที่เธอมองมา
“ฉันได้ยินหมดนั่นแหละ”
เหวินซือหย่วนปิดประตูลงช้าๆ ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาเป็นพิเศษ “ได้ยินแล้วก็ดี ผมจะได้ไม่ต้องพูดอีกรอบ”
เขาเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเตียง ทำให้ทั้งคู่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องสบตากันพอดี “ก่อนเราแต่งงานกัน คุณจำได้ไหมว่าพูดอะไรไว้ คุณบอกว่าลูกผมก็เหมือนลูกคุณ คุณจะดูแลพวกเขาให้ดีที่สุด ตอนผมลาพักร้อน คุณก็ย้ำกับผมตลอดว่าจะตั้งใจสอนเด็กๆ ผมเชื่อคำพูดของคุณ เลยฝากความหวังไว้ที่คุณ แต่เรื่องวันนี้มันอะไรกัน คุณทำแบบนี้ได้ยังไง”
ซูม่านแค่นหัวเราะออกมา “ฉันทำยังไง ฉันดูแลพวกแกยังไม่ดีพออีกหรือไง ซักผ้า ทำกับข้าว ดูแลลูกของคุณตั้งสามคน ฉันจะกลายเป็นคนใช้ของบ้านนี้อยู่แล้วนะ คุณยังจะเอาอะไรอีก”
เธอจ้องหน้าสามีเขม็ง “เหวินซือหย่วน ฟังสักนิดนะ คุณแต่งเมีย ไม่ได้จ้างคนใช้มาดูแลทุกคนในบ้าน แล้วตอนนี้ฉันก็ท้องอยู่นะ อารมณ์มันก็แปรปรวนเป็นธรรมดา ตอนคุณครูโทรมา คุณรู้ไหมว่าฉันใจหายแค่ไหน”
ซูม่านร่ายยาวถึงความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้น “ฉันกลัวว่าเยว่เยว่จะเป็นอะไรไป กลัวลูกจะโดนแกล้ง แต่พอไปถึงที่นั่นจริงๆ ฉันเห็นแค่รอยเล็บจางๆ บนมือลูกคุณ แต่เด็กคนนั้นน่ะแก้มเป็นรอยข่วนยาวสองรอย เห็นแล้วใครจะไม่ตกใจบ้างล่ะ ตอนนั้นฉันจะคิดเรื่องอื่นได้ยังไง”
“แล้วทำไมกลับมาถึงไม่คุยกับลูกดีๆ ตอนนั้นคุณก็น่าจะรู้แล้วนี่ว่าเรื่องมันเป็นยังไง” เหวินซือหย่วนยังคงถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ฉันก็คนนะ ไม่ใช่พระอิฐพระปูน ฉันก็มีอารมณ์เหมือนกัน พอกลับมาถึงบ้าน เห็นลูกคุณไม่ยอมทำการบ้าน เอาแต่นั่งเล่นกับน้องๆ อยู่หน้าบ้าน จะให้ฉันพูดดีๆ ด้วยไหวเหรอ” ซูม่านสวนกลับทันควัน
“เด็กๆ ทำผิดคุณจะดุจะว่าก็ได้ แต่พวกเขายังเล็กนะ ต้องการคนใส่ใจมากกว่า” เหวินซือหย่วนรู้สึกว่ายิ่งคุยก็ยิ่งเหนื่อย เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ผมเหนื่อยนะซูม่าน ช่วงนี้ผมทำงานหนักมากจริงๆ คุณช่วยดูแลเด็กๆ ให้ดีกว่านี้หน่อยได้ไหม ให้ผมไปทำงานแบบไม่ต้องพะวงหลัง”
“คุณงานยุ่ง แล้วสหายลั่วล่ะไม่ยุ่งหรือไง ทำไมเขายังกลับบ้านมาพักได้เลย” การเอ่ยถึงบุคคลที่สาม โดยเฉพาะคนที่ทำให้เธอต้องเสียหน้ามาเมื่อตอนบ่าย ยิ่งทำให้ไฟในใจของซูม่านลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
“นั่นเพราะเขาล้มป่วย ท่านหัวหน้าสถาบันเลยให้เขากลับมาพักเป็นกรณีพิเศษ แต่ผมแข็งแรงดี จะให้หาเรื่องกลับบ้านได้ยังไง” เหวินซือหย่วนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าเต็มที
[จบบท]