บทที่ 292 บ้านที่มีเราสองคน
ลั่วเยี่ยนชิงเห็นภรรยาของเขาต้องวุ่นวายอยู่กับการดูแลลูกๆ และงานบ้านมาทั้งวัน แม้เธอจะไม่เคยปริปากบ่น แต่เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเสนอความคิดที่อยู่ในหัวออกมาหลังจากครุ่นคิดมาสักพัก
“ผมว่าจะลองคุยกับหัวหน้าสถาบันดู ให้ท่านช่วยหาคนที่ไว้ใจได้สักคนมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน”
เจียงหลีเงยหน้าขึ้นจากหนังสือในมือ มองสามีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความสงสัย
เขากล่าวต่อ “ให้เขามาช่วยทำอาหาร แล้วก็รับส่งเจ้าสามแสบไปโรงเรียนอนุบาล คุณจะได้ไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้ แถมยังมีเวลาว่างเป็นของตัวเองมากขึ้นด้วย”
ข้อเสนอของเขาทำให้เจียงหลีชะงักไปเล็กน้อย จริงอยู่ที่การมีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่เธอก็รู้ดีว่าในยุคสมัยนี้ การกระทำเช่นนั้นอาจถูกมองว่าเป็นการใช้สิทธิพิเศษเกินความจำเป็นได้
“ไม่ต้องหรอกค่ะ” เธอส่ายหน้าปฏิเสธ “พ่อบุญธรรมกับแม่บุญธรรมตำแหน่งใหญ่โตกว่าเราตั้งเยอะ ท่านยังไม่เคยจ้างใครมาช่วยดูแลเรื่องส่วนตัวที่บ้านเลย เราเป็นแค่คนธรรมดา อย่าทำตัวให้แตกต่างจากคนอื่นเลยค่ะ เดี๋ยวคนจะมองไม่ดี”
ลั่วเยี่ยนชิงเข้าใจในสิ่งที่เธอเป็นกังวล แต่เขาก็มีเหตุผลของตัวเอง “ที่แม่บุญธรรมไม่จ้างใคร ไม่ใช่เพราะท่านเกรงใจคนอื่นหรอก แต่เป็นเพราะท่านไม่ชอบให้มีคนแปลกหน้าเข้ามาวุ่นวายในพื้นที่ส่วนตัวมากกว่า”
“นั่นแหละค่ะ ฉันก็เป็นเหมือนกัน” เจียงหลีรีบคว้าเหตุผลนั้นมาสนับสนุนความคิดของตัวเองทันที
“ฉันชอบอยู่เงียบๆ ถ้าจู่ๆ มีคนอื่นมาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในบ้านทั้งวัน ฉันคงอึดอัดแย่เลยค่ะ อยากจะทำอะไรก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง”
แน่นอนว่านั่นไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด ก่อนที่เธอจะทะลุมิติมายังโลกแห่งนี้ ชีวิตคุณหนูของเธอมีคนคอยรับใช้ดูแลแทบจะทุกฝีก้าว จะมีก็แต่เพียงคอนโดมิเนียมส่วนตัวของเธอเท่านั้นที่เธอสงวนไว้เป็นพื้นที่ส่วนตัวอย่างแท้จริง
แต่ในยุค 70 นี้ การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและไม่โดดเด่นจนเกินไป ถือเป็นเรื่องที่ฉลาดที่สุดแล้ว
เมื่อเห็นสามียังคงนั่งเงียบขรึม เจียงหลีจึงต้องหาทางพูดให้เขาเข้าใจ “คุณยังไม่สบายใจเรื่องคราวก่อนอยู่ใช่ไหมคะ” เธอยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน
“ฉันให้สัญญาเลยค่ะว่าจะไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีกแน่นอน ฉันจัดการทุกอย่างได้สบายมากค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ”
ในที่สุดกำแพงน้ำแข็งของลั่วเยี่ยนชิงก็เริ่มละลาย “ตอนที่ผมกลับมาจากต่างประเทศใหม่ๆ ท่านผู้นำเคยเสนอจะหาคนมาช่วยดูแลเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ให้ผม แต่ผมปฏิเสธไปเอง”
เขายอมเล่าเรื่องในอดีตให้เธอฟัง “แต่พอมีเจ้าสามแสบเข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป พวกเขาต้องการคนดูแลมาก ตอนนั้นยังไม่ทันที่ผมจะต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ท่านผู้นำก็จัดการส่งคนมาให้ที่บ้านเรียบร้อยแล้ว”
“อ๋อ ฉันเข้าใจแล้วค่ะ” เจียงหลีพยักหน้ารับรู้ “แต่คุณก็เห็นแล้วนี่คะว่าคนที่ส่งมาสองคนก่อนหน้านี้เป็นยังไง ถ้าพวกเขาเป็นคนดีมีศีลธรรม ฉันก็คงไม่มีโอกาสได้เข้ามาอยู่ในบ้านของคุณแบบนี้หรอก”
“นี่คือบ้านของเรา”
คำพูดสั้นๆ ของเขาทำให้เจียงหลีใจเต้นแรง เธอแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ แต่รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากก็ไม่อาจปิดบังความรู้สึกยินดีที่เอ่อล้นอยู่ในใจได้
“ค่ะ...บ้านของเรา”
เมื่อเห็นว่ายังไม่สามารถเปลี่ยนใจภรรยาได้ ลั่วเยี่ยนชิงจึงลองเสนอทางออกอื่น “ถ้างั้น...คุณลองโทรไปถามที่บ้านเกิดดูไหมว่ามีใครอยากจะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณที่นี่บ้างไหม เราจะดูแลเรื่องอาหารกับที่พักให้ทั้งหมด ส่วนเรื่องเงินเดือน...”
“ฟังฉันนะคะ ไม่ต้องจริงๆ” เจียงหลีรีบพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่เขาจะพูดจบ “แต่ถ้าคุณยังไม่สบายใจอยู่ งั้นฉันมีข้อเสนอค่ะ”
เธอยิ้มอย่างมีเลศนัย “ฉันจะลองโทรไปคุยกับแม่ดู ว่าท่านอยากจะมาเที่ยวหาลูกสาวที่ปักกิ่งสักพักไหม ดีไหมคะ”
ข้อเสนอนี้ดูเหมือนจะถูกใจลั่วเยี่ยนชิงไม่น้อย “ให้ท่านมาอยู่ยาวเลยก็ได้นะ ที่บ้านเรายังมีห้องว่างอีกตั้งเยอะ”
“ได้ค่ะ” เจียงหลียิ้มกว้าง “เดี๋ยวฉันจะรีบโทรไปบอกข่าวดีกับแม่เลยว่า ลูกเขยคนโปรดของท่านลงทุนเอ่ยปากชวนให้มาอยู่ปักกิ่งด้วยกันยาวๆ เลย”
คำหยอกล้อของเธอทำให้ใบหน้าของลั่วเยี่ยนชิงร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“นอนพักได้แล้วค่ะ คนป่วยต้องพักผ่อนเยอะๆ นะคะ”
“อืม”
“ฝันดีนะคะ”
“...ฝันดีครับ”
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงหลีก็จัดการเตรียมตัวให้ลูกๆ ทั้งสามคนไปโรงเรียนอนุบาลด้วยตัวเอง เธอไม่อนุญาตให้ลั่วเยี่ยนชิงก้าวเท้าออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว และในช่วงบ่าย เธอก็ไปรับเด็กๆ กลับบ้านตามลำพังเช่นเคย
เธอให้เหตุผลว่าในเมื่อเขากลับมาพักฟื้นที่บ้าน ก็ควรจะใช้เวลาพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อให้อาการไอที่ดูเหมือนจะไม่ร้ายแรงนี้หายขาดเสียที
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดวันที่สามของการพักฟื้นก็มาถึง วันนี้ลั่วเยี่ยนชิงไม่มีอาการไอให้เห็นอีกแล้ว แต่เพื่อความรอบคอบ ช่วงกลางวันเจียงหลีจึงพาเขาไปที่โรงพยาบาลใกล้ๆ เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้ง
ผลการตรวจยืนยันว่าเขาหายเป็นปกติแล้ว ลั่วเยี่ยนชิงจึงไม่ต้องการเสียเวลาอยู่ที่บ้านอีกต่อไป หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ เขาก็ตรงไปที่โทรศัพท์และโทรเข้าไปที่สถาบันวิจัยทันที
“ผมเอง ลั่วเยี่ยนชิง...ครับ...ผมพร้อมกลับไปทำงานช่วงบ่ายนี้ได้เลย...ครับ...ผมจะรออยู่ที่บ้าน...สวัสดีครับ”
เขาวางหูโทรศัพท์แล้วหันมาพูดกับเจียงหลี “ประมาณบ่ายโมงครึ่งจะมีรถจากสถาบันมารับผมนะ”
“ฉันเตรียมของให้คุณเรียบร้อยหมดแล้วค่ะ พอรถมาถึง คุณก็แค่หยิบกระเป๋าแล้วออกไปได้เลย ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น”
[จบบท]