บทที่ 299: ความมั่นใจที่ผิดที่ผิดทาง
ท่าทีของพ่อหยางดูไม่สู้ดีนัก คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันจนเป็นปมแน่น
“ถ้าเขาไม่ยอม... ถ้าเจียงกั๋วอันมันยังดื้อดึงปฏิเสธ งั้นก็ไล่ออกไปเลยสิคะ! พ่อก็รู้ว่าหนูไม่ยอมให้ใครมาหักหน้าแบบนี้เด็ดขาด ในเมื่อเขากล้าทำให้หนูเสียใจ หนูก็จะไม่มีวันยอมให้เขาได้ทำงานอยู่ที่บริษัทปิโตรเคมีปักกิ่งอีกต่อไป!” น้ำเสียงของหยางจื่อเจวียนเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจ
คนเป็นแม่ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ จึงต้องเอ่ยปากปรามลูกสาว “จื่อเจวียน ใจเย็นๆ ก่อนลูก พ่อกับแม่แล้วก็ทุกคนในบ้านรักลูกนะ ไม่อยากเห็นลูกต้องมานั่งเสียใจแบบนี้ แต่เรื่องของสหายเจียงกั๋วอันน่ะ มันเป็นลูกเองนะที่เริ่มทำไม่ถูกตั้งแต่แรก”
“หนูทำอะไรไม่ถูกคะ! นี่แม่ยังเป็นแม่ของหนูอยู่รึเปล่า” หยางจื่อเจวียนหันไปหาแม่ของตัวเอง ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้าง
“การที่เขาเข้ามาอยู่ในสายตาหนูน่ะ มันก็เป็นบุญของเขาแค่ไหนแล้ว หนูแค่อยากจะทำตามหัวใจตัวเอง กล้าที่จะไล่ตามความรักของหนูเองแบบนี้มันผิดตรงไหนกันคะ”
“แม่ต้าเหว่ย หลานฉันพูดถูกแล้ว” ย่าหยางที่นั่งอยู่ด้วยเอ่ยสนับสนุนหลานสาวอย่างเต็มที่ “การที่เด็กคนนั้นไปเข้าตาจื่อเจวียนได้น่ะ ถือเป็นโชคดีของเขาแล้ว แล้วการที่หลานยัยแก่คนนี้กล้าไล่ตามความรู้สึกของตัวเองแบบนี้ มันก็แสดงให้เห็นว่าเด็กบ้านเราซื่อตรงกับความรู้สึกตัวเอง ไม่ต้องมานั่งหลบๆ ซ่อนๆ”
เมื่อถูกแม่สามีขัดขึ้นมาแบบนี้ แม่หยางก็ได้แต่ถอนหายใจ “แต่ว่าเขาคนนั้นมีคนที่คบหาดูใจอยู่แล้วนะคะคุณแม่”
“ก็แค่คบหากัน ยังไม่ได้แต่งงานสักหน่อย งั้นก็ยังมีโอกาสน่ะสิ!”
พอมีคุณย่าอยู่ข้างเดียวกัน หยางจื่อเจวียนก็มีกำลังใจขึ้นมาทันตา เธอยืดอกพูดอย่างไม่ยอมแพ้
“ตราบใดที่เจียงกั๋วอันยังไม่ได้เข้าพิธีวิวาห์ หนูก็จะตามเขาไปทุกวัน ใครจะยอมแพ้ง่ายๆ กันคะ หนูทำไม่ได้หรอก”
แต่พูดจบประโยค ความมั่นใจเมื่อครู่ก็สลายไป หยางจื่อเจวียนกลับมาร้องไห้ฟูมฟายอีกครั้ง “คุณย่าขา... แต่หนูสู้แฟนของเขาไม่ได้เลยค่ะ เธอดูสวยกว่าหนูตั้งเยอะ แล้ว... แล้วที่สำคัญ บ้านของเธอดูเหมือนจะมีฐานะดีกว่าบ้านเราอีกนะคะ เสื้อผ้าที่เธอใส่แต่ละชุดดูยังไงก็รู้ว่าแพงแน่ๆ... พอเขามีแฟนดีขนาดนั้น เจียงกั๋วอัน... เขาคงยิ่งไม่อยากจะมองหนูเข้าไปใหญ่!”
“หลานยังมีพ่ออยู่นี่!” ย่าหยางบอกหลานสาว ก่อนจะหันไปทางลูกชาย “หยางกั๋วผิง แกช่วยพูดอะไรกับหลานฉันหน่อยสิ”
“จื่อเจวียนก่อเรื่องไม่เป็นเรื่อง แม่จะมาผสมโรงไปกับหลานด้วยทำไมครับ!” พ่อหยางตอบกลับมารดาด้วยความเหนื่อยใจ เขาพยายามอธิบายสถานการณ์ให้ทุกคนเข้าใจ
“อย่างแรกเลยนะ พ่อไม่มีอำนาจมากพอที่จะไปไล่พนักงานคนไหนออกตามใจชอบได้ แล้วอีกอย่าง สหายหนุ่มที่ชื่อเจียงกั๋วอันคนนั้น... เขาไม่ได้เข้ามาทำงานที่นี่ง่ายๆ นะ เขาเป็นคนที่เบื้องบนส่งตัวมาโดยตรงเลย”
“ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่เขาเข้ามาทำงาน ผลงานของเขาก็ดีมาตลอด ไม่มีที่ติเลยสักนิด พนักงานดีเด่นแบบนี้ พวกหัวหน้าคนอื่นๆ ก็จับตาดูอยู่เหมือนกัน พ่อจะใช้คำพูดแค่ไม่กี่คำไปไล่เขาออกได้ยังไง”
ขณะที่บรรยากาศในบ้านกำลังตึงเครียด ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางประตู
“พ่อจะไล่ใครออกจากงานเหรอครับ”
หยางเสี่ยวเหว่ย พี่ชายคนที่สองของหยางจื่อเจวียนก้าวเข้ามาในบ้านพอดี
พ่อหยางส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างอ่อนแรง “ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน น้องสาวแกนั่นแหละที่กำลังก่อเรื่องอยู่”
“แม่ครับ ผมซื้อหมูพะโล้มาจากโรงอาหารพอดีเลย เอาไว้กินเป็นกับข้าวตอนกลางวันนะครับ” หยางเสี่ยวเหว่ยไม่ได้สนใจเรื่องวุ่นวาย เขายื่นกล่องข้าวในมือให้ผู้เป็นแม่ ก่อนจะกวาดตามองพี่ชายและคุณย่าที่นั่งอยู่ในห้อง แล้วจึงเริ่มพูดอย่างมีหลักการ
“คุณย่าครับ พี่ใหญ่ ผมเข้าใจดีว่าพวกท่านรักแล้วก็อยากจะปกป้องจื่อเจวียนในทุกๆ เรื่อง ผมเองก็รู้สึกไม่ต่างกันหรอกครับ แต่ว่าบางเรื่อง เราก็ต้องใช้เหตุผลคุยกันบ้างนะครับ”
“พี่รอง! ปกติพี่ยังเทศนาฉันไม่พออีกเหรอคะ วันนี้ยังจะมาสั่งสอนคุณย่ากับพี่ใหญ่อีกหรือไง” หยางจื่อเจวียนแหวกลับพี่ชายทันควัน
“พี่แค่ไม่อยากให้คุณย่ากับพี่ใหญ่ต้องมาลำบากใจเพราะเรื่องของเธอไปมากกว่านี้” หยางเสี่ยวเหว่ยตอบกลับน้องสาวด้วยท่าทีจริงจัง
“พี่เพิ่งกลับมาจากโรงอาหาร รู้ไหมว่าพี่ไปเจอใครมา”
“หนูไม่อยากฟัง!” หยางจื่อเจวียนรีบยกมือขึ้นมาปิดหูทั้งสองข้าง
แต่หยางเสี่ยวเหว่ยก็ยังคงพูดต่อไป “ถึงเธอไม่อยากฟัง แต่พี่ก็ต้องพูดให้ฟังอยู่ดี ตอนที่สหายเจียงกั๋วอันปฏิเสธเธอ เขาก็บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าเขามีแฟนแล้ว แต่เธอก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เข้าไปวุ่นวายกับเขาไม่เลิก แล้วตอนนี้ แฟนของเขา...”
คำพูดของพี่ชายเล็ดลอดเข้ามาในหูจนได้ หยางจื่อเจวียนกระทืบเท้าอย่างขัดใจ “พี่รอง! พี่จะบีบให้หนูไปตายเลยใช่ไหม!”
“พี่กำลังจะทำให้เธอตาสว่างต่างหาก จะได้เลิกทำเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้สักที” หยางเสี่ยวเหว่ยมองน้องสาวของตนอย่างที่จนใจจะพูดต่อ
[จบบท]