บทที่ 300: ไม่จำเป็นต้องฝืนใจตน
“ก็เพราะที่บ้านตามใจเธอเกินไป เพราะคิดว่าบ้านเราพอจะมีหน้ามีตาน่ะสิ ตั้งแต่จบมัธยมต้นเธอก็เริ่มคบผู้ชาย แถมยังเปลี่ยนผู้ชายทุกๆหกเดือน รู้ตัวไหมว่าคนอื่นเขานินทากันสนุกปากแค่ไหน แล้วพวกเขาก็เอาเรื่องของเธอมาด่ากระทบถึงครอบครัวเราด้วย พี่ใหญ่กับฉันก็โตจนถึงวัยที่ต้องมีคู่ครองแล้ว แต่ตอนนี้เป็นไงล่ะ เราสองคนมีใครหน้าไหนเขาสนใจบ้าง”
“...แล้วมันความผิดหนูเหรอคะ” หยางจื่อเจวียนเสียงอ่อยลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อถูกพี่ชายซักฟอกกลางวงญาติ
“จะไม่ใช่ความผิดเธอได้ยังไง เรื่องชื่อเสียงเสียๆ หายๆ ของเธอน่ะช่างมันก่อน แต่พอมีผู้หญิงดีๆ คนไหนเขาเข้ามาสนใจฉันกับพี่ใหญ่ เธอก็แจ้นไปหาเรื่องเขา ไปเตือนผู้หญิงพวกนั้นว่าคางคกอย่างพวกเธออย่าหวังจะได้กินเนื้อหงส์ ถ้าทำแค่ครั้งสองครั้งก็ยังพอทน แต่นี่เธอทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วแบบนี้จะมีผู้หญิงคนไหนกล้าเข้ามาในบ้านเราอีก”
“หยางจื่อเจวียน ตื่นได้แล้ว! พ่อเราเป็นแค่หัวหน้าแผนกคนหนึ่ง แม่ก็เป็นแค่หัวหน้าพยาบาล ฐานะบ้านเรามันวิเศษวิโสมาจากไหนนักหนา ถึงทำให้เธอหยิ่งผยอง ไม่เห็นหัวใครแบบนี้! เธอทำเหมือนความรักเป็นของเล่น แล้วยังมาจุ้นจ้านเรื่องของพี่ๆ อีก ฉันทนเธอมาพอแล้วนะ!”
“จื่อเจวียน ที่พี่รองพูดมาทั้งหมดนี่มันเรื่องจริงเหรอ” ย่าหยางหันมาถามหลานสาวด้วยความตกใจ
หลานชายคนโตของท่านอายุ 23 ส่วนคนรองก็ 21 แล้ว ทั้งคู่ก็มีหน้ามีตาในสังคม แต่กลับไม่มีวี่แววเรื่องคู่ครอง ไม่เคยมีแม่สื่อคนไหนย่างกรายมาที่บ้าน ที่แท้ต้นเหตุก็มาจากหลานสาวสุดที่รักของท่านเอง
“หนู... หนูก็แค่อยากให้พี่ๆ ได้สิ่งที่ดีที่สุดนี่คะ ผู้หญิงพวกนั้นแต่ละคนหน้าตาก็ไม่สวย ไม่มีใครคู่ควรกับพี่ใหญ่พี่รองสักคน หนูก็เลยไปบอกให้พวกเธอเจียมตัว จะได้ไม่ต้องมาเจ็บใจทีหลัง แล้วก็อย่าได้คิดจะก้าวขาเข้ามาในบ้านเราเป็นอันขาด”
หากหยางเสี่ยวเหว่ยรู้จักศัพท์สมัยใหม่ที่เรียกว่า “สองมาตรฐาน” เขาคงไม่ลังเลที่จะใช้มันกับน้องสาวคนนี้ของเขาเป็นแน่
“จื่อเจวียน ลูกทำให้แม่ผิดหวังจริงๆ” ผู้เป็นแม่กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนจะหยิบกล่องข้าวที่ลูกชายยื่นให้แล้วเดินเลี่ยงเข้าไปในครัว
พ่อหยางมองลูกสาวด้วยสีหน้าเย็นชา “เรื่องที่พี่ๆ ของลูกจะคบใครหาใคร ต่อไปนี้ลูกห้ามเข้ามายุ่งเด็ดขาด”
“จื่อเจวียนเอ๊ย... หลานนี่มันเอาแต่ใจตัวเองเกินไปจริงๆ” ย่าหยางทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินกลับเข้าห้องของตัวเองไป ปล่อยให้บรรยากาศในห้องนั่งเล่นหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
***
หลังจากที่เจียงกั๋วอันพาเจียงหลีไปทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารสำหรับพนักงานเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็พากันเดินกลับมายังหอพักของเขา บรรยากาศเงียบๆ ทำให้เจียงหลีนึกถึงเรื่องที่คาใจขึ้นมาได้
“พี่คะ ผู้ชายคนที่เราเจอตอนออกจากโรงอาหารเมื่อกี้นี้เขาเป็นใครเหรอคะ ทำไมสายตาที่เขามองมาทางพี่มันดูแปลกๆ จัง”
“เขาเป็นพี่ชายคนที่สองของหยางจื่อเจวียนน่ะ เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแรงงาน-ชาวนา-ทหารมา ทำงานอยู่ที่ฝ่ายเทคนิค” เจียงกั๋วอันตอบโดยไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเป็นพิเศษ
“อ้าว พวกพี่รู้จักกันด้วยเหรอคะ” เจียงหลีถามต่อด้วยความอยากรู้
“เคยคุยกันเรื่องงานบ้าง แล้วประกอบกับเรื่องที่น้องสาวเขาชอบมาวุ่นวายกับพี่อยู่เรื่อยๆ การที่เขาจะจำพี่ได้ก็ไม่แปลกหรอก”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงหลีจางลง เธอเรียกเขาเบาๆ “พี่คะ...”
“หืม” เขาขานรับในลำคอ
“พี่ทำงานที่นี่มีความสุขดีรึเปล่า”
คำถามนั้นทำให้เจียงกั๋วอันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา “...มีความสุขสิ พี่ชอบงานที่นี่มาก”
“ถ้างั้นพี่ก็ไม่ต้องทนอีกต่อไปแล้วนะคะ” เจียงหลีพูดอย่างจริงจัง “ในเมื่อพี่ก็ไม่ได้ชอบหยางจื่อเจวียนคนนั้น ถ้าเธอยังมาวุ่นวายไม่เลิก พี่ก็จัดการได้เลย ไม่ต้องไปเกรงใจ ไม่ต้องกลัวคำขู่ของเธอด้วย หนูเชื่อว่าไม่มีใครมีอำนาจมากพอที่จะไล่พี่ออกจากงานได้ง่ายๆ ตราบใดที่พี่ไม่ได้ทำอะไรผิด”
คำพูดของเธอทำให้หัวใจของเจียงกั๋วอันอบอุ่นขึ้นมา “เด็กโง่” เขาพูดด้วยรอยยิ้ม “ต่อให้โดนไล่ออกจริงๆ พี่ก็ไม่กลัวหรอก อย่างมากก็แค่กลับบ้านเราไปทำนาเก็บคะแนนงานเหมือนเดิม จะให้พี่เอาชีวิตคู่ไปแลกกับตำแหน่งงานที่นี่ พี่ทำไม่ได้หรอกนะ”
“พี่วางใจได้เลยค่ะ” เจียงหลีกล่าวย้ำ “ถ้าพี่ไม่ได้อยากลาออกเอง จะไม่มีใครหน้าไหนมาใช้อำนาจไม่เป็นธรรมไล่พี่ออกได้แน่นอน เรื่องแบบนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นค่ะ”
[จบบท]