บทที่ 305: ไม่มีใครไม่อยากได้เงิน
บรรยากาศภายในโรงอาบน้ำสาธารณะฮุ่ยหมินเปลี่ยนไปถนัดตา ความอึดอัดเข้าปกคลุมแทนที่ความอยากรู้อยากเห็นระคนตื่นเต้นก่อนหน้านี้
หลังจากที่มั่วเหยียนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจพาตัวออกไป ทั้งฝ่ายบริหารและพนักงานคนอื่นๆ ต่างก็มีอคติในใจไปแล้ว แม้จะไม่ได้แสดงออกโจ่งแจ้งหรือซุบซิบนินทาเหมือนกลุ่มลูกค้าที่มุงดูเหตุการณ์ แต่สายตาที่มองตามแผ่นหลังของเด็กหนุ่มไปนั้นมันฟ้องทุกอย่าง
ใครจะไปคาดคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดจะกลับตาลปัตรกลายเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด
ความเงียบเข้าครอบงำอยู่ชั่วครู่ บรรดาลูกค้าที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จและยังคงจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ ต่างพากันรู้สึกเก้อเขินขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เช่นเดียวกับพนักงานของโรงอาบน้ำที่ยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ใกล้ๆ
“ฉันว่าแล้วเชียว” เสียงของลูกค้าคนหนึ่งทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
“เด็กหนุ่มคนนั้นน่ะ ดวงตาเขาใสซื่อซะขนาดนั้น มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนยังไง แถมหน้าตาก็ดูดี คิ้วเข้มตาคมแฝงแววซื่อตรง จะไปทำเรื่องขโมยของแบบนั้นได้ยังไงกัน”
พอมีคนเปิดประเด็น เสียงอื่นๆ ก็ตามมาติดๆ ราวกับนัดกันไว้
“นั่นสิ ตอนแรกฉันก็รู้สึกแปลกๆ ว่าเขาต้องโดนใส่ร้ายแน่ๆ”
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกเราจะคิดตรงกันหมด ไม่มีใครเชื่อเลยสักคนว่าเด็กคนนั้นจะเป็นขโมย”
“ยังดีนะที่ความจริงกระจ่างซะก่อน ไม่อย่างนั้นเด็กดีๆ คนหนึ่งต้องมีมลทินติดตัวไปตลอดชีวิต”
บทสนทนาที่พยายามแก้ต่างให้ตัวเองยังคงดำเนินต่อไป แต่คนที่ตกเป็นเป้าสายตาในตอนนี้คือมั่วเหยียนที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาพร้อมกับหัวหน้าของเขา
“เสี่ยวมั่ว ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว วันนี้เธอคงตกใจมาก กลับบ้านไปพักก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยกลับมาทำงานเหมือนเดิมก็แล้วกัน”
ผังหมิงฟา หรือหัวหน้าผังที่ทุกคนรู้จักกันดีเอ่ยขึ้น เขาคือหัวหน้างานที่นี่ มั่วเหยียนได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับโดยไม่เว้นจังหวะให้คิด “ขอโทษด้วยครับหัวหน้าผัง ผมตัดสินใจแล้วว่าจะลาออก”
“หา...”
หัวหน้าผังซึ่งเป็นชายวัยกลางคนร่างเล็กและผอมบางถึงกับชะงักไป เขากระตุกมุมปากอย่างฝืดเฝื่อน ก่อนจะเปลี่ยนมาพูดจาหว่านล้อมด้วยท่าทีอ่อนลง
“เสี่ยวมั่วเอ๊ย ตอนนี้จะหางานแต่ละทีมันยากแค่ไหนเธอก็น่าจะรู้ดีนะ ลุงเห็นว่าเธอเป็นคนซื่อๆ เลยอยากจะเตือนสติสักหน่อย อย่าคิดสั้นพูดเรื่องลาออกไปแบบนี้”
เขาเอื้อมมือไปตบที่ไหล่ของมั่วเหยียนเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ “เอาเป็นว่า กลับบ้านไปนอนคิดดีๆ ก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาให้คำตอบลุงอีกครั้ง”
มั่วเหยียนเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น เขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นครู่ใหญ่ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมาอีก เขาเพียงแค่โค้งตัวให้หัวหน้าเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปเงียบๆ
ภาพแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวนั้นทำให้กลุ่มพนักงานที่ยืนอยู่ข้างหลังหัวหน้าผังเริ่มเปิดประเด็นซุบซิบกันอีกครั้ง ไม่ต่างจากกลุ่มลูกค้าที่ยังคงจับเจ่าไม่ไปไหน
“นี่ว่า... เสี่ยวมั่วจะโกรธพวกเราหรือเปล่า”
“ทำไมล่ะ”
“ใช่ เขาจะมาโกรธพวกเราเรื่องอะไร”
“เอ้า ก็ตอนที่เขาโดนตำรวจพาตัวไป ไม่มีใครออกหน้าไปช่วยพูดให้เขาเลยสักคนนี่ไง”
“จะบ้าเหรอ! จะไปโทษพวกเราได้ยังไง ตอนนั้นสถานการณ์มันเป็นแบบไหน... พวกเราก็ไม่รู้ความจริงนี่นา ถ้าเกิดพูดสุ่มสี่สุ่มห้าออกไป มันก็เท่ากับเป็นพยานเท็จนะ ไม่แน่ว่าอาจจะโดนตำรวจลากตัวไปด้วยอีกคน ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ ล่ะก็ มีหวังได้อับอายขายขี้หน้ากันพอดี!”
เสียงแหลมของพนักงานหญิงที่ทำหน้าที่ขัดเท้าให้ลูกค้าดังขึ้นอย่างไม่พอใจ
“พอได้แล้ว! เลิกพูดกันได้แล้ว ใครมีหน้าที่อะไรก็แยกย้ายไปทำซะ ถ้าฉันได้ยินใครพูดเรื่องนี้อีกแม้แต่คำเดียว เงินรางวัลของเดือนนี้โดนหักครึ่งหนึ่ง”
เสียงประกาศิตของหัวหน้าผังทำให้วงสนทนาแตกฮือ เงินรางวัลพิเศษจำนวนสองหยวนอาจจะฟังดูไม่เยอะสำหรับบางคน แต่สำหรับพนักงานระดับล่างในโรงอาบน้ำแห่งนี้ มันคือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้ชีวิตคล่องตัวขึ้นในแต่ละเดือน
เพราะเงินสองหยวนในยุคนี้มีค่าไม่น้อยเลย จะเอาไปซื้อเนื้อหมูก็ได้ตั้งเกือบสามจิน หรือถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวที่ต้องกักตุนอาหาร เงินจำนวนนี้สามารถเปลี่ยนเป็นผักกาดขาวได้มากถึงสองร้อยจินเลยทีเดียว เพราะราคาผักกาดขาวในช่วงนั้นตกอยู่ที่จินละ 5 เฟินถึง 1 เหมาเท่านั้น เรื่องนี้ไม่ใช่การพูดเกินจริงแต่อย่างใด
แน่นอนว่าด้วยกำลังซื้อมหาศาลขนาดนี้ สองหยวนจึงสามารถแลกเปลี่ยนเป็นของจำเป็นอื่นๆ ได้อีกนับไม่ถ้วน
ดังนั้น พอสิ้นเสียงของหัวหน้าผัง เหล่าพนักงานก็สลายตัวกันอย่างรวดเร็วราวกับนกแตกรัง
แน่นอนว่าทุกคนต่างมีตาชั่งอยู่ในใจ ไม่มีใครโง่พอที่จะหาเรื่องให้เงินในกระเป๋าตัวเองหายไปหรอก!
หัวหน้าผังได้แต่ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ขณะมองตามหลังลูกน้องที่แยกย้ายกันไป เขาเข้าใจดีว่าทำไมทุกคนถึงทำแบบนั้น แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เข้าใจความรู้สึกของมั่วเหยียนตอนที่ถูกพาตัวออกไปโดยไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเลยสักคน
[จบบท]