บทที่ 339 จิตสำนึกที่ถูกหมากิน
เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์คันหรูที่คุ้นเคยดังมาจอดสนิทอยู่หน้าประตูบ้านพักของมั่วเหยียน ความเงียบที่เข้ามาแทนที่นั้นดังเสียยิ่งกว่าเสียงใดๆ พร้อมกับการมาเยือนของบุคคลที่เฝิงอี้ไม่อยากเจอหน้าที่สุดในวันแรกของปีใหม่ บานประตูรถฝั่งหนึ่งถูกผลักออกอย่างแรง ฟางซู่ก้าวลงมายืนนิ่งอยู่ข้างตัวรถ เธอไม่ได้มองมาทางเขา แต่สายตาที่ทอดมองไปยังประตูบ้านนั้นกลับว่างเปล่าและไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับว่าเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ
“เราคุยกันรู้เรื่องแล้วไม่ใช่เหรอจากที่บ้าน ตกลงกันแล้วว่าจะคุยกับลูกดีๆ”
น้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยใจดังมาจากท่านผู้เฒ่าเฝิงที่ก้าวลงจากรถตามมา ท่านเดินตรงเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างภรรยา พลางขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากเตือนสติเธออีกครั้ง
“พี่เหยียน เข้าไปข้างในก่อนเถอะครับ”
เฝิงอี้หันไปบอกมั่วเหยียนด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยจนน่าใจหาย ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับคนทั้งสองที่ทางเข้า เขาใช้ตัวเองเป็นปราการกั้นพวกเขาออกจากประตู สายตาที่เคยอบอุ่นในวันวานบัดนี้กลับเย็นชาเสียยิ่งกว่าลมหนาวในวันขึ้นปีใหม่
“วันนี้มาหาผมอีก มีเรื่องอะไรอยากจะพูดอีกเหรอ”
ประโยคคำถามนั้นชัดเจนว่าเขาต้องการคำตอบจากบิดาของตน
“วันนี้วันแรกของปีใหม่นะ พ่อกับแม่ของแกอุตส่าห์มาหาถึงที่นี่ แกจะปล่อยให้เราสองคนยืนคุยกับแกอยู่ตรงนี้จริงๆ เหรอ”
ท่านผู้เฒ่าเฝิงพยายามควบคุมอารมณ์และพูดด้วยเหตุผล “หรือถ้าไม่สะดวกใจคุยตรงนี้ ก็กลับบ้านไปกับพวกเรา ไปนั่งคุยกันที่บ้านของเราให้มันรู้เรื่อง ความทุกข์ความอัดอั้นตันใจที่แกเก็บมันไว้มาหลายปี พูดมันออกมาให้หมด”
“ผมไม่มีบ้าน และผมกับพวกคุณก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกต่อไปแล้ว”
เฝิงอี้สวนกลับทันควัน ดวงตาของเขาสบประสานกับสายตาของผู้เป็นพ่ออย่างไม่เกรงกลัว “กลับไปกันเถอะครับ ในเมื่อพวกคุณก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับการไม่มีลูกชายอย่างผมอยู่แล้ว และในเมื่อผมก็เป็นคนเลือกที่จะตัดขาดทุกอย่างเอง ก็ช่วยคิดซะว่าลูกชายที่ชื่อเฝิงอี้มันได้ตายไปจากโลกนี้แล้วก็แล้วกัน!”
เปลวไฟในใจของฟางซู่ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง แต่คำพูดของสามียังคงดังก้องอยู่ในหัว เธอจึงทำได้เพียงแค่ข่มความรู้สึกนั้นเอาไว้ แล้วเค้นเสียงพูดออกมาทีละคำอย่างเชื่องช้า
“ตัดขาดความสัมพันธ์อย่างนั้นเหรอ แกคิดว่าแค่ลมปากของแกจะลบล้างความจริงที่ว่าแกเป็นลูกของฉันกับพ่อแกได้หรือไง แกคือเลือดในอกที่ฉันอุ้มท้องมาเกือบสิบเดือน คือชีวิตที่ฉันยอมแลกด้วยชีวิตของฉันเองเพื่อให้แกได้ลืมตาดูโลก พ่อแกกับฉันเลี้ยงดูแกมาสิบกว่าปี แกคิดว่าแค่คำพูดสิ้นคิดประโยคเดียวจะขีดเส้นแบ่งระหว่างเราได้จริงๆ เหรอ”
“เฝิงอี้ ไอ้จิตสำนึกผิดชอบชั่วดีของแกมันหายไปไหนหมดแล้ว”
“สงสัยมันคงถูกหมากินไปแล้วล่ะมั้งครับ!”
เฝิงอี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่ทุกข์ไม่ร้อน “พูดจาอ้อมค้อมอยู่ตั้งนาน สรุปก็คือคุณฟางอยากได้ชีวิตที่เคยให้ผมมาคืนไปใช่ไหม ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมก็ยินดีจะคืนให้!”
สิ้นเสียงของเฝิงอี้ เขาก็หันหลังกลับเดินเข้าบ้านไปทันที ทิ้งให้ท่านผู้เฒ่าเฝิงและฟางซู่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่นานนัก เขาก็เดินกลับออกมา ในมือของเขาไม่ได้มีเพียงความว่างเปล่าอีกต่อไป แต่กลับมีมีดทำครัวด้ามใหญ่ที่สะท้อนแสงแดดยามเช้าจนน่าใจหาย
เมื่อเห็นดังนั้น คนทั้งสองจึงรีบก้าวเท้าตามเข้าไปในบ้าน ภาพที่เห็นคือเฝิงอี้ที่กำลังจ้องมองมาที่พวกเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า “อยากได้ชีวิตผมคืนใช่ไหม ได้ ผมให้! ผมจะให้พวกคุณเดี๋ยวนี้แหละ!” เขาตวาดลั่น พร้อมกับยกมีดในมือขึ้นสูง เตรียมจะฟาดลงบนลำคอของตัวเอง
“แกมันบ้าไปแล้วเหรอเฝิงอี้!”
มั่วเหยียนที่เพิ่งออกมาจากตัวบ้านพุ่งเข้าคว้ามีดจากมือของน้องรักได้ทันท่วงที ก่อนจะตวัดฝ่ามือฟาดลงบนใบหน้าของเฝิงอี้อย่างแรง ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ
“แกมีสมองไว้คั่นหูหรือไงวะ ชีวิตคนเรามันมีแค่ชีวิตเดียวนะเว้ย ถ้าตายไปแล้วมันก็คือจบทุกอย่าง แกเอาเรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้มาล้อเล่นได้ยังไงกัน!”
วินาทีที่คมมีดเกือบจะสัมผัสกับผิวเนื้อของเฝิงอี้ ท่านผู้เฒ่าเฝิงและฟางซู่ก็ถึงกับหน้าซีดเป็นไก่ต้ม หากไม่ได้ต่างฝ่ายต่างประคองกันไว้ ร่างของทั้งสองคงทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างหมดแรง
“พี่เหยียน ผมไม่ได้ล้อเล่น ผมรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปมันเหนื่อยเหลือเกินจริงๆ พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดที่ยืนอยู่ตรงนี้ พวกเขาเป็นคนให้ชีวิตผมมา และในเมื่อตอนนี้พวกเขาอยากได้มันคืน ผมก็สมควรที่จะคืนให้พวกเขาไปไม่ใช่เหรอ!”
เฝิงอี้กำลังยิ้ม แต่รอยยิ้มของเขานั้นช่างขมขื่นและฝืดเฝื่อนเสียยิ่งกว่าการร่ำไห้ จนทำให้คนที่มองอยู่รู้สึกเจ็บปวดไปทั้งหัวใจ
“ไอ้ลูกเวร พ่ออยากได้ชีวิตแกไปตอนไหน!” ท่านผู้เฒ่าเฝิงตวาดลั่นด้วยความโกรธจนริมฝีปากสั่นระริก “ที่พ่อกับแม่มาที่นี่ ก็เพื่อจะรับแกกลับบ้าน!”
ฟางซู่ที่ได้สติกลับคืนมาปรี่เข้าไปตบหน้าลูกชายซ้ำอีกสองครั้ง เธอตะคอกใส่หน้าเขาด้วยเสียงเกรี้ยวกราด “อัดอั้นตันใจเหรอ แกกล้าพูดว่าอยู่ที่บ้านมันทำให้แกอึดอัดงั้นเหรอ ที่ผ่านมาฉันเคยปล่อยให้แกอดมื้อกินมื้อ หรือเคยไม่ให้เสื้อผ้าแกใส่ หรือว่าไม่เคยส่งเสียให้แกได้เรียนหนังสือกันแน่ แกเอาสิทธิ์อะไรมารู้สึกแบบนั้น แล้วตอนนี้ยังจะมาทำร้ายตัวเองตายต่อหน้าฉันอีก แกอยากจะให้ฉันต้องแบกรับตราบาปไปตลอดชีวิตใช่ไหม ตอบมาสิ ทำไมแกถึงได้เป็นคนใจดำอำมหิตได้ขนาดนี้!”
เธอตบหน้าเขาซ้ำอีกสองครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเสแสร้งหรือความรู้สึกที่แท้จริงก็ตาม แต่หยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างของเธอนั้นคือของจริง
[จบบท]