บทที่ 340 แล้วความเจ็บปวดจะช่วยอะไรได้
“ใช่สิ ฉันมันเป็นแม่ที่ใส่ใจลูกเลี้ยงอย่างพวกเฝิงเว่ยมากกว่าแก แต่เคยถามตัวเองบ้างไหมว่าที่ฉันต้องทำแบบนั้นมันเพื่อใคร!”
น้ำเสียงของฟางซู่แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของลูกชาย “ในฐานะแม่เลี้ยง วันแรกที่ฉันก้าวเท้าเข้าบ้านหลังนั้น พวกพี่น้องของแกก็โตจนจำความได้หมดแล้ว ถ้าฉันไม่เอาอกเอาใจพวกเขาให้มากหน่อย แกคิดว่าพวกเขาจะยอมรับผู้หญิงแปลกหน้าอย่างฉันได้ง่ายๆ เหรอ แล้วถ้าพวกเขาไม่ยอมรับ พ่อของแกจะมองฉันเป็นคนแบบไหน”
เธอเว้นจังหวะหายใจ ก่อนจะพูดต่อไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้น “ฉันเห็นแกถูกพวกเขารังแกมาตลอด แล้วยังไงล่ะ แกเคยสู้กลับบ้างไหม เคยเอ่ยปากฟ้องพ่อของแกสักคำหรือเปล่า ถ้าแกไปฟ้องเขาแล้วเขาไม่สนใจแกแม้แต่น้อย วันนั้นแหละแกจะได้เห็นดีกันระหว่างฉันกับเขาแน่”
“แต่แกเลือกที่จะเงียบ ยืนนิ่งเป็นหลักไม้ให้พวกเขากระทำย่ำยีศักดิ์ศรี พ่อของแกก็ทำเป็นมองไม่เห็น แล้วแกจะให้ฉันทำยังไงได้ในสถานการณ์แบบนั้น หรือแกอยากให้ฉันปรี่เข้าไปตบตีกับลูกๆ ของเขา เพื่อที่พ่อของแกจะได้มีเหตุผลดีๆ มาไล่เราสองแม่ลูกออกจากบ้านหลังนั้นอย่างนั้นเหรอ”
สีหน้าของท่านผู้เฒ่าเฝิงเปลี่ยนไปในทันที “คุณฟาง! จะอบรมสั่งสอนลูกก็พูดกันดีๆ อย่าลากผมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยจะได้ไหม”
ฟางซู่หันขวับไปเผชิญหน้ากับสามี แววตาของเธอเย็นชาจนไร้เงาของความอ่อนโยนที่เคยมี “ฉันพูดอะไรผิดไปหรือไง ถ้าที่ผ่านมาคุณใส่ใจลูกชายคนนี้ของฉันสักครึ่งหนึ่งของลูกๆ คนอื่น เขาจะต้องทนให้พวกเฝิงเว่ยรังแก ต้องกลายเป็นเบ๊ให้พวกนั้นโขกสับเหมือนคนรับใช้แบบนี้เหรอ แล้วกล้าปฏิเสธไหมล่ะว่าที่คุณดีกับฉันมาตลอดหลายปีนี้ ไม่ใช่เพราะฉันยอมลดความสำคัญของลูกตัวเองลง แล้วยกให้ลูกๆ ของคุณมาก่อนเป็นอันดับแรก”
ท่านผู้เฒ่าเฝิงนิ่งอึ้งไป คำพูดทุกคำของภรรยาแทงใจดำเขาราวกับมีดที่กรีดลงมาอย่างเลือดเย็น
ฟางซู่แค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างสมเพช เธอเบือนหน้าหนีจากสามี แล้วหันไปยื่นคำขาดกับลูกชาย “ฉันให้เวลาแก 3 นาที ถ้าคิดจะกลับบ้านด้วยกันก็เดินไปขึ้นรถซะ แต่ถ้าไม่… ชีวิตของแกหลังจากนี้จะเป็นยังไงก็เรื่องของแก ฉันจะไม่ยุ่ง!”
สิ้นคำพูดนั้น เธอก็หมุนตัวเดินกลับไปที่รถ เปิดประตูแล้วเข้าไปนั่งรออยู่ข้างในอย่างเงียบเชียบ
“กลับไปเถอะครับ และอย่ามาที่นี่อีกเลย”
เฝิงอี้เอ่ยกับบิดาเพียงสั้นๆ เขาเม้มปากแน่นเพื่อสะกดความเจ็บแสบที่แล่นริ้วอยู่บนใบหน้า ก่อนจะค่อยๆ หันหลังเดินกลับเข้าบ้านไป ปิดฉากการสนทนาที่แสนเจ็บปวดนี้ลง
ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศอีกครั้ง ท่านผู้เฒ่าเฝิงยืนนิ่งอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะหันไปหามั่วเหยียนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ไม่ห่าง “พ่อหนุ่ม ขอบใจมากนะที่ช่วยดูแลเฝิงอี้มาตลอด หลังจากนี้ก็คงต้องฝากฝังเจ้าเด็กนั่นไว้กับเธออีกสักพัก เงินจำนวนนี้เธอเก็บไว้ใช้จ่ายนะ ถ้ามีเรื่องอะไรฉุกเฉินก็ไปหาฉันได้ที่…”
เขาบอกที่อยู่ของตัวเองอย่างละเอียด พลางพยายามจะยัดธนบัตรในมือใส่มือของมั่วเหยียน
แต่มั่วเหยียนเพียงแค่ปรายตามองเงินนั้นอย่างไม่ใส่ใจ เขาไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงแค่หันหลังเดินกลับเข้าไปในครัวเพื่อเก็บมีดเข้าที่ ก่อนจะเดินตามเฝิงอี้เข้าไปในบ้านแล้วปิดประตูดังปัง เป็นการตัดขาดโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
ท่านผู้เฒ่าเฝิงก้มลงมองธนบัตรจำนวนราว 40-50 หยวนในมือที่บัดนี้ดูไร้ค่า ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง เขาเดินไปที่หน้าประตู ค่อยๆ วางเงินนั้นลงบนพื้น แล้วหยิบก้อนอิฐที่อยู่ใกล้ๆ มาวางทับไว้กันปลิว ก่อนจะเอ่ยกับประตูที่ปิดสนิท
“เฝิงอี้ พ่อรู้ว่าในสายตาของลูก พ่อไม่ใช่พ่อที่ดี พ่อผิดต่อลูกมาตลอด พ่อดูแลลูกไม่ดีพอ ถ้าลูกจะเกลียดพ่อ พ่อก็เข้าใจ”
“แต่พ่อไม่อยากให้ความเกลียดชังที่มีต่อพ่อคนนี้ มาทำให้ลูกต้องทิ้งบ้านไป ลูกอยากจะใช้เวลาอยู่ข้างนอกสักพักก็ได้ แต่เมื่อไหร่ที่ใจเย็นลงแล้ว กลับบ้านเรานะ ได้ไหม พ่อให้สัญญาตรงนี้เลย พ่อจะไม่ทำตัวละเลยลูกเหมือนที่ผ่านมาอีก ขอแค่ลูกให้โอกาสพ่อได้แก้ไขความผิดพลาดของตัวเองสักครั้ง”
“เฝิงอี้… ประตูบ้านของเราจะเปิดรอรับลูกกลับมาเสมอ พ่อจะรออยู่ที่บ้านนะลูก”
เขารู้ดีว่าทุกคำพูดของฟางซู่นั้นคือความจริง เขาดีกับเธอเพราะเธอดีกับลูกๆ ของเขา เขาตามใจเธอเพราะเธอเห็นลูกๆ ของเขาสำคัญกว่าลูกในไส้ของตัวเอง มันเป็นความผิดของเขาเองที่ปล่อยให้เรื่องราวเลวร้ายลงจนยากจะแก้ไข
ความรู้สึกผิดท่วมท้นในใจจนทำให้ชายชราดูทรุดโทรมลงไปถนัดตา เขาก้าวขึ้นรถด้วยเรี่ยวแรงที่หดหาย
บนรถ ฟางซู่เฝ้ารออย่างกระวนกระวาย แต่เมื่อเห็นเพียงสามีกลับมาคนเดียว หัวใจของเธอก็พลันเย็นเฉียบ
เขาคงเกลียดแม่คนนี้เข้ากระดูกดำแล้วจริงๆ
ถึงแม้คำพูดรุนแรงที่พ่นออกไปก่อนหน้านี้จะไม่ใช่ความรู้สึกทั้งหมดของเธอ แต่เนื้อในอกที่อุ้มชูมากับมือจะไม่ให้เจ็บปวดได้อย่างไร ทว่าในเมื่อเส้นทางชีวิตได้ถูกขีดเขียนมาถึงจุดนี้แล้ว ต่อให้เจ็บปวดเจียนตาย มันจะช่วยอะไรได้อีก
[จบบท]