บทที่ 348 สายตาแห่งความปรารถนา
"ก็ได้ค่ะ ตกลงตามนี้เลย ฉันจะทำตัวเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่มีข้อแม้นะ ห้ามคุณมาบ่นว่าฉันน่ารำคาญทีหลังเด็ดขาด"
"ไม่มีวันนั้นหรอกครับ"
ลั่วเยี่ยนชิงตอบกลับทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว
รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามของเจียงหลีอีกครั้ง "งั้นไปกันเลยค่ะ ไปดูของขวัญที่ฉันเตรียมไว้ให้พ่อบุญธรรมกับแม่บุญธรรมกันดีกว่า" ลั่วเยี่ยนชิงขานรับในลำคอ ขณะเดียวกันก็ลอบผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่สุด
บริเวณใต้ต้นไทรใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่นอกรั้วบ้าน กลายเป็นพื้นที่รวมตัวของเหล่าเด็กน้อยต่างวัยในละแวกนั้น ลั่วหมิงรุ่ย ลั่วหมิงหาน และลั่วหมิงเวย สามพี่น้องตกเป็นเป้าสายตา ถูกรายล้อมอยู่ใจกลางวงของเพื่อนๆ เด็กๆ ทั้งสามคนยืนเป็นแบบให้เพื่อนๆ ได้สำรวจเสื้อผ้าชุดใหม่เอี่ยมอ่องกันอย่างเต็มที่ ทั้งหมวกไหมพรมกันหนาวที่มีที่ปิดหู ผ้าพันคอ และถุงมือเข้าชุด ต่างก็เรียกเสียงฮือฮาและคำชื่นชมได้ไม่ขาดปาก
เด็กหญิงเฝิงลู่เขย่าแขนของลั่วหมิงเวยเบาๆ "เวยเวย เมื่อวานฉันกลับบ้านไปเล่าให้แม่ฟังด้วยนะ แต่แม่บอกว่าแม่ฝีมือไม่ดี ถักหมวกกับถุงมือสวยๆ แบบที่แม่ของน้องทำให้ไม่ได้หรอก แต่แม่สัญญาแล้วนะว่าจะช่วยถักผ้าพันคอแบบนี้ให้ฉันเหมือนกัน"
"คุณแม่ของหนูท่านหัดทำตามหนังสือค่ะ ตอนที่หิมะยังไม่ตก คุณแม่ก็ถักให้พี่ใหญ่กับพี่รองเสร็จไปคนละชุดแล้วนะคะ ก่อนจะเริ่มทำคุณแม่ก็ถามพวกเราก่อนว่าชอบไหมพรมสีอะไร หนูบอกว่าหนูชอบสีแดง ส่วนพี่ใหญ่กับพี่รองบอกว่าชอบสีดำกับสีน้ำเงิน ของของหนูทั้งหมวก ผ้าพันคอ แล้วก็ถุงมือก็เลยเป็นสีแดงทั้งหมดเลยค่ะ"
ลั่วหมิงเวยอธิบายให้เพื่อนรุ่นพี่ฟังด้วยน้ำเสียงเล็กๆ น่ารักน่าเอ็นดู
ในตอนนั้นเอง กู้ฉือก็เอื้อมมือไปลองสัมผัสถุงมือไหมพรมบนมือของลั่วหมิงหานดูบ้าง "อูย อุ่นจริงๆ ด้วย"
ซ่งฮุยกับเฝิงเทายืนขนาบข้างลั่วหมิงหานอยู่ สายตาของเด็กชายทั้งสองฉายแววปรารถนาอย่างปิดไม่มิด ซ่งฮุยเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน "รุ่ยรุ่ย แม่ของนายใจดีกับพวกนายมากเลยนะ ฉันว่าท่านดีกว่าแม่ของฉันตั้งเยอะแหนะ อิจฉานายจังเลยที่มีคุณแม่แสนดีเหมือนคุณน้านางฟ้า"
ลั่วหมิงรุ่ยได้แต่กะพริบตาปริบๆ มองเพื่อน เขาไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ ออกไป แต่รอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากก็บ่งบอกความรู้สึกภาคภูมิใจในใจของเขาได้เป็นอย่างดี
ซึ่งก็เป็นความจริงตามนั้น หมวกกันหนาว ผ้าพันคอ และถุงมือที่เด็กๆ ทั้งสามคนสวมใส่อยู่นั้นเป็นฝีมือการถักของเจียงหลีเองทั้งหมด
และก็เป็นอย่างที่ลั่วหมิงเวยเล่าให้เพื่อนฟังไม่มีผิดเพี้ยน คือเธออาศัยตำราสอนถักไหมพรมเป็นคู่มือ
เรื่องทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นมาจากเสียงกระซิบกระซาบของตุนตุน
"[พี่สาวครับ ถ้าพี่สาวถักหมวกกันหนาว ผ้าพันคอ แล้วก็ถุงมือให้เด็กๆ ของพี่สาวล่ะก็ พี่สาวจะได้รับค่าความสุขกับค่าความผูกพันจากพวกเขาแบบเต็มๆ เลยนะครับ]"
ประโยคนี้ถูกตุนตุนกรอกหูเจียงหลีซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จักเบื่อ แถมยังเสนอตัวว่าจะจัดหาทั้งหนังสือสอนถักไหมพรม ไหมพรม และเข็มถักให้เป็นกรณีพิเศษอีกด้วย
เหวินอวี๋ซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเวยเวย เธอยืนมองหมวกกันหนาวบนศีรษะ ผ้าพันคอสีสดใสที่พันอยู่รอบลำคอ และถุงมือขนนุ่มน่าสัมผัสของเพื่อนด้วยแววตาละห้อย เธอตัดสินใจดึงชายเสื้อของเหวินอี๋ผู้เป็นพี่สาว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
"พี่รองคะ เสี่ยวอวี๋ก็อยากได้หมวกสวยๆ กับถุงมือแบบนั้นบ้าง...เราไปขอให้แม่ถักให้เราบ้างได้ไหมคะ"
การที่ได้อยู่กับพี่สาวทั้งสองคนทุกวันทำให้ทักษะทางภาษาของเหวินอวี๋พัฒนาขึ้นมาก แม้จะยังพูดไม่คล่องเท่าลั่วหมิงเวย แต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าเมื่อหลายเดือนก่อนอย่างเห็นได้ชัด
"น้าซูไม่ทำให้พวกเราหรอก"
เหวินอี๋เม้มริมฝีปากแน่น เธอโน้มตัวลงไปกระซิบกับน้องสาว "ตอนนี้น้าซูมีน้องอยู่ในท้อง ท่านบอกว่าท่านเหนื่อยมาก ขนาดกับข้าวยังให้พี่ใหญ่เป็นคนทำให้พวกเรากินเลยนะ"
เฝิงลู่ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ ได้ยินบทสนทนาของสองพี่น้องเข้าพอดี เธอถึงกับเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "เหวินอี๋ นี่เธอพูดจริงเหรอ แม่ของเธอให้พี่สาวของเธอทำกับข้าวเลี้ยงทั้งบ้านจริงๆ น่ะเหรอ"
เหวินอี๋ทำเพียงแค่เหลือบมองเฝิงลู่ แต่ก็ไม่ได้ตอบคำถามนั้น
เฝิงลู่จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปคาดคั้นกับเหวินเยว่แทน "พี่เยว่เยว่ เหวินอี๋ไม่ได้โกหกใช่ไหมคะ แม่ของพี่ให้พี่ทำกับข้าวให้ทุกคนในบ้านกินจริงๆ เหรอ"
"เขาไม่ใช่แม่ของฉัน ที่บ้านฉันกับเหวินอี๋เรียกเขาว่าน้าซู"
เหวินเยว่ตอบด้วยสีหน้านิ่งเฉย เธอเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนจะเล่าต่อ "น้าซูบอกว่าเด็กผู้หญิงต้องเรียนรู้ที่จะทำอาหาร ฉันไม่อยากให้เหวินอี๋กับเหวินอวี๋ต้องทนหิว ตั้งแต่ปิดเทอมฤดูหนาวฉันก็เลยเริ่มหัดทำกับข้าว ตอนนี้ฉันไม่เพียงแค่ต้มข้าวต้มเป็นนะ แต่ยังหั่นผักแล้วก็ผัดกับข้าวเป็นแล้วด้วย"
[จบบท]