บทที่ 362: รักแท้ที่น่าสงสัย
ผู้เฒ่าซ่งเอนหลังพิงโซฟาในห้องนั่งเล่น มือข้างหนึ่งยกขึ้นนวดคลึงหว่างคิ้วของตัวเองเบาๆ ก่อนจะเปรยขึ้นมาลอยๆ ว่า “เฮ้อ เรื่องวันนี้มันน่าโมโหจริงๆ ถ้าไม่เห็นแก่ว่าเป็นเพื่อนตายกันมาตั้งหลายปีนะ ป่านนี้ตาเฒ่าเฝิงหลินนั่นโดนผมซัดไปแล้วสักสองสามหมัดแล้ว”
แม่เฒ่าฉีที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่ได้คล้อยตามไปกับสิ่งที่เขาพูด แต่เลือกที่จะเอ่ยถามถึงบ้านเฝิงต่อ “แล้วสองคนนั้นเขาไปทำไม”
“ก็คงไม่พ้นไปขอโทษขอโพยแล้วก็ไปขอบคุณหลีเป่าน่ะสิ!” ผู้เฒ่าซ่งถอนหายใจออกมาอีกรอบ “
ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ตอนหนุ่มๆ ก็ดูเป็นคนมีหัวคิดดีอยู่หรอกนะ แต่พอได้เจอกับผู้หญิงอย่างฟางซู่เข้าหน่อย ก็เหมือนโดนของเข้าเต็มๆ ทั้งหัวใจทั้งสายตากลายเป็นของยัยนั่นไปหมด พอแก่ตัวเข้าหน่อยก็ยิ่งเลอะเลือนเข้าไปใหญ่”
“เหอะ” แม่เฒ่าฉีแค่นเสียงในลำคอ พร้อมกับสวนกลับไปอย่างไม่ไว้หน้า “คุณแน่ใจได้ยังไงว่าเขารักผู้หญิงคนนั้นจริงๆ ไม่ใช่ว่าแค่หลอกใช้ให้เลี้ยงลูกติดจากเมียเก่าให้ก็เท่านั้นแหละ ที่ทำเป็นรักเป็นหลงก็คงเพราะสงสารลูกๆ ของตัวเองมากกว่า”
คำพูดของเธอทำให้ผู้เฒ่าซ่งหันมามองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป “แปลกจัง เมื่อก่อนคุณไม่ใช่คนพูดอะไรแบบนี้นี่นา”
“ทำไมล่ะ คนเราจะมองคนผิดพลาดกันบ้างไม่ได้รึไง” ถ้าเขารักและเป็นห่วงฟางซู่ที่เป็นเมียแต่งคนที่สองจริง ทำไมตอนเกิดเรื่องถึงไม่รีบเข้าไปดูแลประคองกันเป็นคนแรก แต่พอเห็นว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างเฝิงเซียวโดนเยี่ยนชิงอัดจนน่วม ก็กลับร้อนรนกระวนกระวายใจเสียยกใหญ่ ท่าทีแบบนั้นมันทำให้เธออดคิดไม่ได้เลยว่าความรักที่ตาเฒ่านั่นมีให้ยัยโง่ฟางซู่มันเป็นของจริงหรือแค่ละครฉากหนึ่งกันแน่
แม่เฒ่าฉีทำหน้าไม่สบอารมณ์ขึ้นมา “แล้วนี่ต้องรออีกนานแค่ไหน”
ตอนนี้ใบหน้าของเจียงหลีซีดเผือดจนแทบไม่เหลือสีเลือดแล้ว ถ้าไม่ได้ไปเห็นกับตาตัวเองว่าลูกสาวปลอดภัยดี เธอก็คงนั่งไม่ติดแบบนี้ไปทั้งวันแน่
ผู้เฒ่าซ่งเข้าใจความร้อนใจของเธอดี เขาจึงได้แต่ส่ายหน้า “เรื่องนั้นผมจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ อย่างน้อยๆ ก็คงต้องให้เวลาพวกนั้นสักสิบยี่สิบนาที”
พอได้ฟังแบบนั้น แม่เฒ่าฉีก็ไม่ได้ซักไซ้เรื่องของตระกูลเฝิงต่อ ความขุ่นมัวบนใบหน้าก็ค่อยๆ จางลง แต่แล้วจู่ๆ เธอก็เหมือนเพิ่งนึกเรื่องสำคัญออก ใบหน้าพลันฉายแววกังวลขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “จริงสิ แล้วซ่งเซวียนไปไหน ทำไมไม่เห็นเลยล่ะ”
ผู้เฒ่าซ่งชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปตามที่เห็น “ตอนที่เยี่ยนชิงอุ้มหลีเป่าพาลูกๆ กลับไป ผมก็แวบๆ ว่าเห็นซ่งเซวียนเดินตามหลังพวกเขาออกจากประตูบ้านไปนะ”
“อะไรคือแวบๆ” แม่เฒ่าฉีขมวดคิ้วมุ่น
“ใจเย็นๆ น่า คุณก็รู้ว่าปกติซ่งเซวียนไม่เคยออกไปไหนมาไหนเองอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ใช่เด็กที่จะเดินตามใครไปง่ายๆ ด้วย” ผู้เฒ่าซ่งพยายามปลอบ แต่เมื่อเห็นว่าแววตาของแม่เฒ่าฉียังคงเต็มไปด้วยความกังวลและเริ่มจะอยู่ไม่สุข เขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืน
“ถ้างั้นก็ไปกันเถอะ คุณอยากไปดูอาการหลีเป่าด้วยไม่ใช่เหรอ ผมจะไปเป็นเพื่อนคุณเอง”
“พูดอย่างกับว่าคุณไม่ได้เป็นห่วงหลีเป่ากับซ่งเซวียนอย่างนั้นแหละ”
แม่เฒ่าฉีเหน็บแนมทิ้งท้าย ก่อนจะลุกพรวดจากโซฟาแล้วเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องนั่งเล่นไป โดยไม่คิดจะรอชายสูงวัยที่นั่งอยู่ข้างๆ เลยสักนิด
“แม่คุณ จะรีบเดินไปไหน เดินช้าๆ หน่อยสิ”
ผู้เฒ่าซ่งรีบเดินตามไปติดๆ พร้อมกับบอกข่าวสำคัญ “เอ้อ บ่ายนี้ผมไม่กลับไปที่สถาบันแล้วนะ”
แม่เฒ่าฉีหยุดเดินแล้วหันกลับมามองเขา “นี่คุณคิดจะอยู่เข้าเวรแทนพ่อหนุ่มเยี่ยนชิงเขารึไง”
“ก็หลีเป่าเป็นซะขนาดนี้ คุณคิดว่าเจ้าหนุ่มนั่นมันจะวางใจทิ้งภรรยาไปทำงานได้ลงคอเหรอ”
“นั่นสินะ ในสภาพแบบนี้เยี่ยนชิงไม่มีทางทิ้งหนูหลีเป่าไปไหนแน่” แม่เฒ่าฉีนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะถามต่อ “ถ้างั้นก็หมายความว่าพวกคุณจะออกเดินทางกันพรุ่งนี้เช้าสินะ”
“อืม”
“ก็ได้ ฉันเข้าใจแล้ว”
เมื่อตกลงกันได้แล้ว ทั้งสองก็ไม่รอช้า จัดการล็อกประตูบ้านให้เรียบร้อยแล้วมุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกัน
***
บ้านสกุลลั่ว
“…เป็นพวกคุณเองเหรอครับ”
ลั่วเยี่ยนชิงเปิดประตูออกมาแล้วพบว่าเป็นท่านผู้เฒ่าเฝิงกับเฝิงเซียวที่ยืนอยู่หน้าบ้าน สีหน้าของเขาก็เรียบตึงขึ้นมาทันที “มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”
ท่านผู้เฒ่าเฝิงเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนา “คือฉันตั้งใจจะมาขอบคุณภรรยาของเธอ...สหายเจียงหลีน่ะ ไม่คิดจะเชิญพวกเราเข้าไปข้างในหน่อยเหรอ”
“คงไม่จำเป็นหรอกครับ”
น้ำเสียงของลั่วเยี่ยนชิงเย็นชาและห่างเหิน แววตาที่มองมาก็ว่างเปล่าไร้ซึ่งระลอกคลื่นใดๆ
[จบบท]