บทที่ 364 เห็นแล้วก็อดอิจฉาไม่ได้
"แต่สองพ่อลูกเรากลับถูกไล่ตะเพิดออกมา ถ้าเดี๋ยวพวกคุณเจอสหายเจียงเข้า ฝากรบกวนช่วยผมบอกขอบคุณเธอสักคำ แล้วก็ถือโอกาสบอกขอโทษแทนผมไปด้วยเลยนะ"
แม่เฒ่าฉีเอาแต่ยืนนิ่งไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ
ส่วนผู้เฒ่าซ่งก็รับปาก "เอาเถอะน่า"
ท่านผู้เฒ่าเฝิงยังคงพูดต่อ "เดี๋ยวผมจะให้เจ้าเด็กเฝิงอี้เอาเงินกับตั๋วปันส่วนมาคืนให้..."
ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคดี แม่เฒ่าฉีก็สวนกลับมาทันควัน "นี่คิดจะดูถูกกันใช่ไหม เฝิงอี้เรียกตาเฒ่าซ่งบ้านฉันว่าคุณลุงซ่ง เรียกฉันว่าป้าฉี แล้วแค่ฉันจะให้เงินให้ตั๋วปันส่วนกับหลานเนี่ย มันจะไปหนักหนาสาหัสอะไรนักหนา!"
หลังจากจ้องหน้าท่านผู้เฒ่าเฝิงเขม็ง แม่เฒ่าฉีก็สำทับต่ออีกประโยค "แต่เรื่องเงินกับตั๋วปันส่วนที่หลีเป่าลูกสาวฉันต้องเสียไปในคราวนั้น คุณก็อย่าได้คิดจะลืมใช้คืนให้ลูกสาวฉันแทนลูกชายตัวดีของคุณเป็นอันขาด"
"แน่นอนอยู่แล้วครับ ไม่มีทางลืมเด็ดขาด"
ท่านผู้เฒ่าเฝิงรีบพยักหน้ารับปากเป็นพัลวัน
***
ทางด้านเหวินซือหย่วนที่เพิ่งจะไปขอโทษขอโพยบ้านเซวียจากเรื่องที่เหวินเยว่ลูกสาวตัวดีไปก่อเอาไว้ ในจังหวะที่เซวียเฟิงเดินออกมาส่งเขาที่หน้าประตูบ้าน ทั้งสองคนก็บังเอิญเงยหน้าขึ้นไปเห็นภาพของสองพ่อลูกตระกูลเฝิงกำลังเดินจากไปไกลลิบๆ โดยมีผู้เฒ่าซ่งและแม่เฒ่าฉีคอยยืนมองส่งอยู่พอดี
ภาพตรงหน้าทำให้ทั้งคู่ต้องหันมาสบตากันอย่างช่วยไม่ได้ เหวินซือหย่วนเป็นฝ่ายเปิดประเด็นถามเซวียเฟิงก่อน "นั่นใช่พ่อตาเก่าของสหายลั่วหรือเปล่า"
เซวียเฟิงพยักหน้าเบาๆ "น่าจะใช่แหละ"
"แล้วจู่ๆ เขาโผล่มาที่นี่ได้ยังไง" เหวินซือหย่วนเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย เมื่อได้ฟังคำถามนั้น เซวียเฟิงก็ได้แต่ส่ายหน้า
"เรื่องแบบนี้คงมีแต่เจ้าตัวเขานั่นแหละที่รู้ดีที่สุด"
ในตอนนั้นเอง มุมปากของเหวินซือหย่วนก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มขมขื่นจางๆ "พูดไปแล้วคนเรานี่มันเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้เลยจริงๆ นะ ภรรยาคนก่อนที่สหายลั่วแต่งงานด้วยก็จัดว่าดีมากแล้ว โดยเฉพาะพื้นเพทางครอบครัวของเธอ พอมาถึงคนปัจจุบันที่อยู่บ้านเดียวกันตอนนี้ ก็ยังเป็นสหายหญิงที่เพียบพร้อมไปซะทุกด้านอีก ลองหันกลับมามองดูผมสิ บ้านช่องวุ่นวายไปหมด"
เซวียเฟิงถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้เลยว่าจะต้องพูดอะไรต่อดี
เหวินซือหย่วนบ่นต่อไปอีก "ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องอื่นไกลตัวเลย แค่เรื่องลูกๆ ที่บ้านก็น่าจะพอมองออกแล้ว เด็ก 3 คนบ้านสหายลั่วน่ะ แต่ละคนทั้งฉลาดทั้งรู้ความ น่ารักน่าเอ็นดูจะตายไป แต่พอลองหันกลับมามองดูลูก 3 คนของผมสิ จากที่เคยเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่าย กลับกลายเป็นว่าไม่กี่เดือนมานี้เอาแต่สร้างเรื่องสร้างราวอยู่ข้างนอกไม่เว้นแต่ละวัน!"
เซวียเฟิงให้ความเห็น "เด็กๆ ก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ มีอะไรที่ไม่ถูกไม่ควรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ สอนกันไปดีๆ รับรองว่าในอนาคตจะไม่เกิดเรื่องใหญ่อะไรตามมาหรอกน่า"
"ที่คุณพูดมันก็ถูก แต่ปัญหามันอยู่ที่พวกเรานี่สิ นอกจากจะยุ่งแล้วก็ยังมีแต่เรื่องยุ่งๆ เต็มไปหมด ผมจะเอาเวลาที่ไหนไปคอยดูแลพวกแกได้ตลอดล่ะ"
เหวินซือหย่วนรู้สึกขมขื่นในใจ เขามองเห็นภาพอนาคตได้ชัดเจนแล้วว่า การจะปั้นให้ครอบครัวของเขา ที่ประกอบด้วยผู้ใหญ่ 1 คนกับเด็กอีก 3 คน ให้กลายมาเป็นเหมือนครอบครัวแม่ลูกสี่แบบบ้านสหายลั่วที่รักใคร่ปรองดองกันนั้น มันคงไม่มีทางเป็นไปได้เลยแม้แต่น้อยนิด
ประการแรกเลยคือ ซูม่านมีอคติกับพวกเหวินเยว่ไปเรียบร้อยแล้ว ไหนจะตอนนี้เธอก็มีลูกของตัวเองอีก แล้วจะหวังให้เธอเปิดใจกว้างยอมอดทนสั่งสอนเด็กทั้งสามคนได้ยังไงกัน
ประการต่อมาคือพี่น้องอย่างพวกเหวินเยว่ ถึงแม้คนเล็กสุดอย่างเหวินอวี๋อาจจะยังเด็กเกินไป แต่เหวินเยว่กับเหวินอี๋ต่างก็รู้ดีว่าพวกเธอมีแม่แท้ๆ ของตัวเองอยู่ ยิ่งเหวินเยว่ที่อายุมากกว่าเหวินอี๋ถึงสองปี ยิ่งรู้เรื่องราวเกี่ยวกับแม่ผู้ให้กำเนิดของตัวเองเยอะกว่าเป็นธรรมดา พอมีพี่สาวคอยกรอกหูอยู่ทุกวันว่าแม่เลี้ยงไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ เหวินอี๋ก็คงจะเอนเอียงไปเข้าข้างพี่สาวอย่างช่วยไม่ได้ และพากันตั้งป้อมเป็นศัตรูกับซูม่าน ภรรยาคนปัจจุบันของเขา
แค่คิดถึงภาพความ "บันเทิง" ที่จะต้องเจอตอนกลับบ้านในวันหยุด เหวินซือหย่วนก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที
"โบราณเขาว่าสอนลูกให้สอนต่อหน้าคนอื่น แต่ถ้าจะสอนภรรยาให้ไปสอนกันลับหลัง ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปเถอะ!" เซวียเฟิงตบไหล่ของเหวินซือหย่วนเบาๆ
"ไม่ว่าจะบ้านคุณหรือบ้านสหายลั่ว ต่างก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัวเข้าหากันทั้งนั้นแหละ"
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ เหวินซือหย่วนก็พยักหน้ายอมรับ "นั่นสินะ คงต้องใช้เวลาปรับตัวเข้าหากันอีกเยอะ" พูดจบเขาก็เอ่ยลาเซวียเฟิง แล้วเดินมุ่งหน้ากลับไปที่ประตูบ้านของตัวเอง
บ้านตระกูลลั่ว
"พ่อบุญธรรม แม่บุญธรรมคะ หนูแค่รู้สึกเพลียๆ เท่านั้นเองจริงๆ ค่ะ ขอหนูนอนพักสักแป๊บเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว ไม่เห็นจะต้องไปตรวจอะไรที่โรงพยาบาลเลย"
[จบบท]