บทที่ 366: การแสดง
คิ้วเข้มของลั่วเยี่ยนชิงค่อยๆ ขมวดเข้าหากันช้าๆ ขณะที่นัยน์ตาคมกริบสีดำสนิทดุจน้ำหมึกฉายชัดถึงความเย็นชา การที่จู่ๆ ก็มีผู้หญิงที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเข้ามาพูดคุยด้วยสร้างความไม่พอใจให้เขาอย่างมาก ที่สำคัญคือมันทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดีในใจ กลัวว่าเจียงหลีภรรยาของเขาจะเข้าใจผิด โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้หญิงคนนั้นตั้งชื่อลูกตัวเองว่าซือชิง ความตั้งใจของเธอคืออะไรกันแน่ ต้องการจะเหน็บแนมใครอย่างนั้นเหรอ
หากทุกอย่างเป็นไปตามที่ผู้เฒ่าเล่ามาจริงๆ ต่อไปนี้เวลาอยู่ที่สถาบันวิจัย เขาคงต้องเว้นระยะห่างจากผู้หญิงคนนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะดีที่สุดถ้าไม่ต้องพบเจอกันเลย เพื่อป้องกันไม่ให้มีข่าวลือไร้สาระออกไปสร้างความรำคาญใจให้กับชีวิตคู่ของเขากับเจียงหลี
สายตาของเขาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง แววตาที่จับจ้องไปยังทิวทัศน์ภายนอกนั้นเย็นชาราวกับเกล็ดน้ำแข็ง ปราศจากอุณหภูมิใดๆ เจือปน
ตระกูลเฝิง…
ถ้าไม่มีเรื่องในวันนี้ เขาก็คงไม่มีวันรู้เลยว่าตัวเองเคยมีเรื่องพัวพันกับคนจากตระกูลเฝิงด้วย แต่ในเมื่อรู้แล้วมันจะเป็นอะไรไป เพราะสำหรับเขาในตอนนี้ คนของตระกูลนั้นก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยแม้แต่น้อย
ประกายตาคมปลาบวูบผ่านนัยน์ตาของลั่วเยี่ยนชิง เขายอมรับกับตัวเองว่าบางทีเขาอาจจะยังใจร้ายไม่พอจริงๆ เพราะถ้าเขาเด็ดขาดกว่านี้ ผู้หญิงที่ชื่อฟางซู่คงไม่มีทางเดินออกจากบ้านตระกูลซ่งไปได้ง่ายๆ แบบนั้นแน่
ในขณะที่ลั่วเยี่ยนชิงกำลังมองว่าเสิ่นอวิ๋นเป็นผู้หญิงที่ไม่รู้จักกาละเทศะ ทางฝั่งของเสิ่นอวิ๋นเอง หลังจากกลับมาถึงบ้านตระกูลเสิ่น เธอก็ถูกเฉินเสียผู้เป็นแม่เรียกตัวเข้าไปคุยในห้องนอนทันที
บทสนทนาของสองแม่ลูกจึงเริ่มต้นขึ้น
“ชื่อภาษาจีนของจูเลี่ยน มีความเกี่ยวข้องกับสหายลั่วคนนั้นใช่รึเปล่า”
น้ำเสียงของผู้เป็นแม่ราบเรียบไร้ความรู้สึกใดๆ จนคนฟังคาดเดาอารมณ์ไม่ได้
เสิ่นอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่น เธอก้มหน้าลงมองพื้นอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับแม่ของตนเอง พร้อมกับตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมา “ในเมื่อแม่ก็เดาได้อยู่แล้ว จะมาถามหนูให้ได้อะไรขึ้นมาอีกล่ะคะ”
“ทำไมลูกถึงได้-… ทำไมถึงได้ทำตัวแบบนี้”
คำพูดต่อจากนั้นของผู้เป็นแม่ไม่ได้หลุดออกมาจากปาก
“แม่จะบอกว่าหนูมันหน้าไม่อายใช่ไหมล่ะคะ” แววตาของเสิ่นอวิ๋นยังคงสงบนิ่ง
“หนูชอบลั่วเยี่ยนชิง เรื่องนี้หนูไม่เคยปฏิเสธ ตอนที่หนูไปเรียนต่อต่างประเทศวันแรกที่ก้าวเท้าเข้าไปในมหาวิทยาลัย หนูก็ได้ยินชื่อเสียงของเขาแล้ว
เขาเป็นคนที่โดดเด่นมากจริงๆ หรือจะให้พูดให้ถูกก็คือ เขาเป็นคนที่โดดเด่นแบบหาใครเทียบได้ยาก
ไม่ใช่แค่นักศึกษาจากทั่วทุกมุมโลกที่ชื่นชมแล้วก็นับถือในความสามารถของเขา แต่ยังรวมไปถึงบรรดาศาสตราจารย์ชาวต่างชาติที่พอเอ่ยชื่อลั่วเยี่ยนชิงขึ้นมาทีไรก็มีแต่คำชื่นชมไม่ขาดปาก
ตัวหนูเองก็น่าจะถูกจัดว่าเป็นคนเก่งคนหนึ่ง ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกประเทศส่งไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่อายุ 21 ปี แต่ลั่วเยี่ยนชิงเก่งกว่าหนูไปอีกขั้น ตอนเขาอายุ 21 ปี เขาก็คว้าปริญญาเอกมาได้ถึงสองใบแล้ว แถมทางมหาวิทยาลัยกับอาจารย์ที่ปรึกษาก็ยังพยายามรั้งตัวเขาไว้สุดความสามารถ ทั้งเสนอเงินเดือนสูงๆ แล้วก็สิทธิพิเศษต่างๆ นานา แต่เขากลับปฏิเสธทั้งหมดอย่างเด็ดขาดเพื่อเลือกที่จะกลับมารับใช้ประเทศของเรา
หนูนับถือเขามากจริงๆ หนูพยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้เข้าไปอยู่ใกล้ๆ เขา เพื่อที่จะได้ทำความรู้จักกับเขา แต่สุดท้าย ลั่วเยี่ยนชิงก็ไม่เคยมีใจให้หนูเลยแม้แต่น้อย”
ดวงตาของเสิ่นอวิ๋นเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอ เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย “แต่ความรู้สึกของคนเรามันห้ามกันไม่ได้นี่คะ หนูหลงรักลั่วเยี่ยนชิงเหมือนคนโดนของ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยชายตามอง หนูก็ยังพยายามหาทางเอาตัวเองไปอยู่ตรงหน้าเขา แต่ผลสุดท้าย จนถึงวันที่เขาเดินทางกลับประเทศ บทสนทนาระหว่างเราสองคนก็มีอยู่ไม่กี่ประโยค
แต่หนูก็ยังแอบคิดเข้าข้างตัวเองว่า บางทีเขาอาจจะรู้ว่าหนูเป็นใครก็ได้ เพียงแต่เขาแค่เป็นคนแสดงความรู้สึกไม่เก่งเท่านั้นเอง ภายนอกเลยดูเหมือนไม่สนใจหนู
หนูเลยตั้งใจว่าจะเรียนให้เก่งเหมือนเขา รีบเรียนให้จบแล้วกลับประเทศมาหาเขา แต่ใครจะไปคิดล่ะคะว่าในงานเลี้ยงรุ่นครั้งหนึ่ง เพราะหนูมัวแต่คิดถึงลั่วเยี่ยนชิงก็เลยเผลอดื่มเบียร์เข้าไปสองสามแก้ว แล้วหนูก็เมาไปเลย”
เธอใช้หลังมือปาดน้ำตาออกจากใบหน้า แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว “พอตื่นขึ้นมาในเช้าวันต่อมา หนูก็เจอชาวต่างชาตินอนอยู่ข้างๆ เขาคือออสติน ตอนนั้นหนูทั้งโกรธทั้งกลัวจนอยากจะฆ่าตัวตายให้มันจบๆ ไป เป็นออสตินที่คอยอยู่ข้างๆ หนูตลอดเวลา เขาทำตัวเหมือนเงาตามตัว ไล่ยังไงก็ไม่ยอมไป
อาจจะเป็นเพราะความดีของเขาล่ะมั้งคะ พอเรียนจบหลักสูตรสามปี หนูก็เลยหน้ามืดตามัวตอบตกลงแต่งงานกับเขาไป”
[จบบท]