บทที่ 373: ไม่เชื่อ
ฟางจวี๋กับลูกๆ ทั้งสี่คนเพิ่งจะเดินคล้อยหลังไปได้ไม่ไกลนัก ซูม่านที่มองอยู่ก็เบือนหน้ามาทางประตูบ้านของลู่ผิงก่อนจะถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างไม่เกรงใจ ในแววตาของเธอฉายชัดถึงความดูถูกดูแคลน
บ้านสองหลังอยู่ตรงข้ามกันแค่นี้เอง แถมซูม่านก็ไม่ได้คิดจะลดเสียงลงเลยสักนิด ทำให้คำพูดแขวะลอยๆ นั่นดังเข้าหูลู่ผิงเต็มๆ เธอจึงโพล่งสวนกลับไปอย่างฉุนเฉียว
"แกหาว่าใครเป็นพวกตาขาวอิจฉาคนอื่น"
ซูม่านแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "ก็ใครร้อนตัวตอบกลับมา ฉันก็ว่าคนนั้นแหละ" เธอพูดต่ออย่างท้าทาย
"ถ้าเธอมีปัญญาหาเงินเองได้ ก็ลองเรียกรถแท็กซี่มารับถึงหน้าประตูบ้านไปเยี่ยมญาติแบบเขาดูสิ จะได้ไม่ต้องมายืนทำตาละห้อยอิจฉาชาวบ้านเขาอยู่แบบนี้"
ลู่ผิงเดือดดาล "ฉันจะอิจฉาหรือไม่มันไปหนักส่วนไหนของเธอ ถ้าแน่จริงแกก็เรียกรถแท็กซี่ไปอวดญาติแกบ้างสิ"
นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แค่เธอเคยพูดจายุแยงไปไม่กี่คำ กลับผูกใจเจ็บมาจนถึงป่านนี้ พอเจอกันทีไรเป็นต้องหาเรื่องแขวะกันทุกทีสิน่า
"เธอคอยจับตาดูไว้ให้ดีแล้วกัน ฉันจะทำให้เธอเห็นเองว่าฉันมีปัญญาเรียกรถแท็กซี่ไปเยี่ยมญาติได้หรือเปล่า"
เรื่องของเรื่องคือพรุ่งนี้ที่บ้านแม่ของเธอจะต้อนรับแขกเหรื่อ ซึ่งเธอจำเป็นต้องไปร่วมงานด้วย และแน่นอนว่าเธอต้องเรียกรถแท็กซี่ไปส่ง เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรกับลูกในท้องกลางทางขึ้นมา มีหวังได้เสียใจไปตลอดชีวิตแน่
ส่วนเรื่องที่จะต้องพาพี่น้องสามสาวของเหวินเยว่ไปด้วยไหมนั้น ซูม่านไม่เคยเก็บมาใส่ใจเลยสักนิด
บนรถแท็กซี่ที่กำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ลั่วหมิงหานตัวน้อยก็เอ่ยถามแม่ด้วยความอยากรู้
"แม่ครับ บ้านย่าอวี๋นี่อีกไกลไหมครับ"
เจียงหลีลูบหัวลูกชายเบาๆ "ไม่ไกลเท่าไหร่หรอกจ้ะ"
เจ้าหนูถามต่อ "แล้วตอนกลับบ้าน เราจะนั่งรถคันนี้กลับกันใช่ไหมครับ"
"ใช่จ๊ะ ตอนกลับเราก็นั่งคันนี้กลับนี่แหละ" เจียงหลีตอบลูกชาย ก่อนจะหันไปพูดกับคนขับรถ "สหายเกิ่งคะ เดี๋ยวพอส่งเราถึงที่แล้ว คุณไม่ต้องจอดรอนะคะ ขับรถไปรับผู้โดยสารคนอื่นต่อได้เลยค่ะ แล้วค่อยกลับมารับพวกเราอีกทีตอนประมาณบ่าย 3 โมงก็ได้"
คนขับแท็กซี่ชะงักไปเล็กน้อย "แต่ว่าสหายลั่วเยี่ยนชิงที่โทรมาแจ้ง เขาบอกว่าให้ผมอยู่รอรับส่งทั้งวันเลยนะครับ แถมก่อนผมจะออกมานี่ เขาก็ให้คนเอาเงินค่าจ้างไปจ่ายที่บริษัทเรียบร้อยแล้วด้วย"
เจียงหลีบอกปัดอย่างใจดี "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เอาตามที่ฉันบอกนั่นแหละดีแล้ว"
คนขับแท็กซี่แย้งขึ้นมา "ถ้าอย่างนั้น ผมคงต้องแจ้งเรื่องของคุณสหายให้ทางบริษัทรับทราบนะครับ แล้วทางบริษัทเขาจะจัดการคืนเงินส่วนต่างให้เอง"
"ไม่จำเป็นจริงๆ ค่ะ แต่ถ้าบริษัทของคุณมีกฎระเบียบที่ต้องทำตาม ก็แล้วแต่ทางนั้นจะจัดการเลยค่ะ"
คนขับรถแท็กซี่ยิ้มกว้างและพยักหน้ารับ "ได้เลยครับ"
เขารู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ เพราะช่วงเทศกาลตรุษจีนแบบนี้ถือเป็นนาทีทองของบริษัทเลยก็ว่าได้ การได้วิ่งรถรับผู้โดยสารเพิ่มอีกสักสองสามรายในหนึ่งวัน ไม่เพียงแต่จะทำให้หัวหน้ายิ้มแก้มปริ แต่พวกคนขับอย่างเขาก็พลอยมีความสุขไปด้วย เพราะนั่นหมายความว่าเดือนนี้อาจจะมีเงินโบนัสก้อนเล็กๆ เข้ากระเป๋า
ในขณะเดียวกัน ที่สถาบันวิจัย ลั่วเยี่ยนชิงกำลังจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าอย่างเต็มที่ เขาจึงไม่ล่วงรู้ถึงข้อตกลงเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเจียงหลีกับคนขับรถเลยแม้แต่น้อย แต่ถึงจะรู้เข้า เขาก็คงจะเห็นด้วยกับภรรยาแบบร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ดี
เพราะเป้าหมายหลักของการเหมาแท็กซี่ทั้งวันของเขาก็มีเพียงเพื่อความสะดวกสบายของภรรยาและลูกๆ ในการเดินทางไปบ้านย่าอวี๋และกลับมายังบ้านพักเท่านั้นเอง เรื่องหยุมหยิมอื่นๆ เขาไม่เคยเก็บมาใส่ใจให้เปลืองเวลาคิดเลยสักครั้ง
ภายในห้องทำงานของหัวหน้าสถาบัน บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นมา
"ช่วยบอกเหตุผลให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมคะ" เสิ่นอวิ๋นเม้มปากแน่น พยายามสบสายตากับผู้เฒ่าซ่ง "ฉันแค่อยากรู้ว่าทำไม"
"ฉันอธิบายไปไม่ชัดเจนพออย่างนั้นหรือ"
ผู้เฒ่าซ่งขมวดคิ้วด้วยความงุนงง เขามองเสิ่นอวิ๋นอย่างไม่เข้าใจ "เธอเพิ่งจะจัดการเรื่องเอกสารเข้าทำงานเสร็จเรียบร้อย ก็ยื่นเรื่องขอเข้าไปอยู่ในทีมโครงการของสหายลั่วเยี่ยนชิงเลย ทั้งๆ ที่ฉันก็แจ้งไปอย่างชัดเจนแล้วว่าทีมของเขาไม่ได้ต้องการคนเพิ่ม
การที่เธอดึงดันจะเข้าไปตอนนี้ มันมีแต่จะสร้างความวุ่นวายให้กับสหายลั่วเยี่ยนชิงและทีมงานคนอื่นๆ ของเขาเปล่าๆ"
เสิ่นอวิ๋นไม่ยอมรับเหตุผลนั้น แววตาของเธอวูบไหวไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามคำถามที่ค้างคาใจออกไปตรงๆ "ที่ท่านไม่อนุญาต เป็นเพราะท่านรู้ว่าฉันแอบชอบสหายลั่วเยี่ยนชิงใช่ไหมคะ"
[จบบท]