บทที่ 379: ทำเป็นตื่นเต้นไปได้!
"แต่พวกพี่รุ่ยรุ่ยไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของน้าเจียงนี่คะ ทุกคนก็รู้ว่าพวกเขามีแม่ของตัวเองอยู่แล้ว" เหวินเยว่แย้งขึ้นมาด้วยเหตุผลแบบเด็กๆ แต่แฝงไปด้วยความจริงจัง
เจียงหลีมองเด็กหญิงตรงหน้าแล้วก็อดเอ็นดูในความคิดความอ่านที่เกินวัยของเธอไม่ได้ "ถึงพวกเขาจะไม่ใช่ลูกที่น้าอุ้มท้องมา แต่ในเมื่อน้าแต่งงานกับพ่อของพวกเขาแล้ว พวกเขาก็คือลูกของน้าเหมือนกันจ้ะ"
ความคิดในหัวของเด็กคนนี้มีมากมายเหลือเกิน บางทีตัวเธอเองก็ยังคิดตามไม่ทันเลยด้วยซ้ำ
"ถ้าแม่ใหม่ที่พ่อหนูแต่งงานด้วยนิสัยเหมือนน้าเจียง หนูคงจะรักเขาไปแล้วค่ะ! น้าเจียงรู้ไหม บางทีหนูก็แอบอิจฉาพวกรุ่ยรุ่ยนะ ที่มีแม่ใหม่ดีๆ แบบน้า"
ในสายตาของเด็กหญิง น้าเจียงคนนี้ไม่ต่างอะไรกับนางฟ้า ทั้งสวย ทั้งใจดี แถมยังพูดจาอ่อนโยน ที่สำคัญคือความรักที่น้าเจียงมีให้เด็กๆ มันเป็นของจริงที่สัมผัสได้ ไม่เหมือนผู้หญิงคนที่บ้าน ที่เธอรู้สึกได้ตลอดเวลาว่ากำลังเสแสร้งแสดงละครอยู่
"ไม่ต้องอิจฉาหรอกนะ ต่อไปนี้ถ้าหนูคิดอะไร หรือไม่พอใจอะไร ก็ลองเปิดใจคุยกับคุณน้าซูดูสิคะ ดีกว่าเก็บมาโกรธอยู่คนเดียว หรือพูดจาไม่น่ารักใส่เขานะ น้าเชื่อว่าจริงๆ แล้วสหายซูเขาก็อยากจะดีกับพวกหนูสามพี่น้องนั่นแหละ" เจียงหลีให้คำแนะนำอย่างอ่อนโยน
เหวินเยว่ตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ แต่ด้วยความที่เป็นเด็กฉลาดและช่างสังเกต เธอก็ยังไม่ปักใจเชื่ออยู่ดีว่าผู้หญิงคนนั้นจะมีความจริงใจให้เธอและน้องๆ ได้จริงๆ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังพยักหน้ารับคำ "หนูจะจำที่น้าเจียงสอนไว้นะคะ!"
ว่าแล้วเด็กหญิงก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะโค้งคำนับให้เจียงหลีอย่างนอบน้อม "ขอบคุณน้าเจียงมากนะคะ ถ้าไม่ได้น้าช่วยทำแผลให้ ป่านนี้หนูคงเจ็บจนทนไม่ไหวแล้ว"
"โอ๊ย เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง ไม่ต้องขอบคุณหรอกจ้ะ" เจียงหลีเอื้อมมือไปบีบจมูกโด่งรั้นของเด็กหญิงเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
"ไปนั่งดูทีวีกับน้องๆ ก่อนนะ เดี๋ยวอีกแป๊บนึงน้าจะทำบะหมี่ร้อนๆ ไปให้กิน"
เหวินเยว่กำลังจะอ้าปากปฏิเสธ แต่เหมือนท้องเจ้ากรรมจะไม่ให้ความร่วมมือ มันส่งเสียงร้อง "โครกคราก" ออกมาดังลั่น เป็นสัญญาณบ่งบอกความหิวโหยที่ไม่อาจปิดบังได้
แก้มของเด็กหญิงเห่อร้อนขึ้นมาด้วยความอับอาย เธอก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตา แต่ปากก็ยังดื้อรั้น "หนูไม่หิวจริงๆ ค่ะน้าเจียง!"
เจียงหลีเห็นท่าทางนั้นก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ และส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปยังห้องครัว ปล่อยให้เด็กหญิงได้จัดการกับความอายของตัวเองตามลำพัง
***
"น้าเจียงคะ! ฝีมือทำอาหารของน้าสุดยอดไปเลยค่ะ!"
เสียงเจื้อยแจ้วของเหวินเยว่ดังขึ้นหลังจากที่เธอซดน้ำซุปหยดสุดท้ายลงท้องไป จริงๆ แล้วเมนูที่เจียงหลีทำก็เป็นเพียงบะหมี่น้ำใสใส่ไข่ดาวธรรมดาๆ แต่ด้วยเคล็ดลับและรสมือที่ไม่ธรรมดาของเธอ ก็ทำให้อาหารจานง่ายๆ กลายเป็นมื้อพิเศษที่อร่อยจนลืมไม่ลง
อีกอย่าง นี่ก็เพิ่งจะผ่านวันปีใหม่มาได้แค่ 3 วัน จะให้เด็กๆ กินบะหมี่ลวกกับไข่ดาวโปะหน้าแบบขอไปทีได้ยังไงกัน
"ไข่ก็อร่อย เนื้อก็อร่อย เส้นบะหมี่ก็นุ่ม เสี่ยวอวี๋ชอบที่สุดเลยค่ะ! หอมมากๆ เลย!" หนูน้อยเหวินอวี๋ที่เห็นพี่สาวกินจนชามเกลี้ยงก็ไม่ยอมแพ้ เธอใช้ช้อนเล็กๆ ของตัวเองตักน้ำซุปเข้าปากจนหมดเช่นกัน
ขั้นตอนการเตรียมของเจียงหลีนั้นใส่ใจทุกรายละเอียด นอกจากไข่ดาวที่ทอดจนไข่แดงเยิ้มกำลังดี เธอยังหั่นแฮมเป็นชิ้นพอดีคำ นำไปจี่ในกระทะให้หอมกรุ่น จากนั้นจึงลวกเส้นบะหมี่จนเหนียวนุ่ม ก่อนจะตักน้ำซุปร้อนๆ ราดลงไปในชามที่เตรียมเครื่องปรุงไว้พร้อมแล้ว
ซึ่งในชามแต่ละใบนั้น เจียงหลีได้ใส่ทั้งกุ้งแห้งตัวเล็กๆ สาหร่าย ต้นหอมซอย ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำส้มสายชู และน้ำมันงาอีกเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความหอม และที่ขาดไม่ได้คือผงชูรสสูตรพิเศษจากร้านค้าในระบบที่ช่วยชูรสชาติให้อร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้น
วินาทีที่ชามบะหมี่ร้อนๆ ถูกนำมาวางตรงหน้า เด็กหญิงทั้งสามก็ถึงกับตาโตเป็นประกาย กลิ่นหอมยั่วน้ำลายลอยมาเตะจมูกจนอดกลืนน้ำลายเอื๊อกไม่ได้ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ไข่ดาวและแฮมในชามอย่างไม่อาจละไปไหนได้
และผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เห็น ทั้งสามพี่น้องจัดการอาหารในชามของตัวเองจนไม่เหลือแม้แต่น้ำซุปสักหยดเดียว ก่อนจะแข่งกันส่งเสียงเจื้อยแจ้วชื่นชมในฝีมือการทำอาหารของเจียงหลีไม่หยุดปาก
ทางด้านสามพี่น้องลั่วหมิงรุ่ยที่นั่งดูทีวีอยู่บนโซฟา แม้จะทำทีเป็นไม่สนใจ แต่หูก็กางผึ่งรับฟังทุกคำชมที่เด็กหญิงทั้งสามมอบให้กับแม่ของพวกเขา ก่อนจะแอบเบ้ปากเบาๆ และคิดตรงกันในใจ 'ทำเป็นตื่นเต้นไปได้! เรื่องปกติจะตายไป!'
[จบบท]