บทที่ 38: แม่ที่ไม่เอาไหน
แม่เฒ่าฉีถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา พลางยกมือขึ้นลูบหน้าอกตัวเองเบาๆ ร่างกายที่นับวันยิ่งโรยราทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยล้าได้ง่ายขึ้น
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังคงฝืนทนรอคอยการมาถึงของเจียงหลีอย่างใจจดใจจ่อ การยืนหยัดมาได้จนถึงวันที่เด็กสาวคนนั้นกำลังจะเดินทางมาถึงปักกิ่ง นับเป็นความพยายามที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนวัยเธอแล้วจริงๆ
ถึงแม้จะยังไม่เคยได้เห็นหน้าค่าตากัน แต่ในใจของแม่เฒ่าฉีกลับรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเจียงหลีอย่างประหลาด อาจเป็นเพราะเธอเชื่อมั่นในสายตาของสามีเสมอมา เหล่าซ่งของเธอไม่เคยดูคนผิด ภาพรอยยิ้มอบอุ่นของเขาผุดขึ้นมาในความคิด พร้อมกับคำพูดที่เขารับรองอย่างหนักแน่นว่าเด็กสาวชาวบ้านที่เขาให้ลูกน้องเก่าช่วยแนะนำให้กับลั่วเยี่ยนชิงนั้น เป็นเด็กดีอย่างไม่ต้องสงสัย
เหล่าซ่งเคยบอกไว้ว่า ‘เด็กสาวคนนั้นจิตใจดีงามราวกับน้ำค้างยามเช้า ทั้งหน้าตาก็น่ารัก นิสัยก็เรียบร้อยอ่อนโยน เหมาะสมที่จะมาเป็นคู่ชีวิตและช่วยดูแลครอบครัวให้กับลั่วเยี่ยนชิงที่สุดแล้ว เธอจะเป็นภรรยาที่คอยสนับสนุนเขาได้อย่างดีเยี่ยมแน่นอน’
ด้วยความเชื่อใจในคำพูดของสามี ทำให้แม่เฒ่าฉีวาดภาพของเจียงหลีในแง่ดีไปเรียบร้อยแล้ว ความประทับใจแรกที่เกิดขึ้นเองในใจจึงเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“หานหานชอบแม่ครับ”
เสียงเล็กใสราวกับกระดิ่งดังขึ้นจากร่างป้อมๆ ของเด็กชายวัยสองขวบครึ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ พี่ชาย เขาคือลั่วหมิงหาน หนึ่งในฝาแฝดคู่สุดท้อง ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใส
“จ้ะ ย่าฉีได้ยินแล้วจ้ะคนเก่ง”
แม่เฒ่าฉีแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน ความเอ็นดูฉายชัดในแววตาที่มองเด็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนสายตาไปยังเด็กชายวัย 5 ขวบที่นั่งนิ่งเงียบอยู่ข้างกัน “รุ่ยรุ่ย แล้วหนูล่ะลูก ทำไมถึงเงียบไปล่ะ ไม่เชื่อที่ย่าพูดเหรอจ๊ะ”
ลั่วหมิงรุ่ยส่ายศีรษะช้าๆ ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่หนักแน่นเกินวัย “รุ่ยรุ่ยมีแม่อยู่แล้วครับ”
คำตอบนั้นทำให้รอยยิ้มของแม่เฒ่าฉีจางลงเล็กน้อย ในใจพลันรู้สึกหน่วงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เธอขมวดคิ้วเข้าหากันโดยไม่รู้ตัวเมื่อนึกถึง ‘แม่’ ที่เด็กชายพูดถึง ผู้หญิงคนนั้น…ภรรยาคนแรกของลั่วเยี่ยนชิง ที่ใครๆ ต่างก็พูดกันว่าเสียชีวิตไปเพราะการคลอดลูกแฝดที่ยากลำบาก
ในสายตาของแม่เฒ่าฉีและเพื่อนบ้านในบ้านพักข้าราชการแห่งนี้ ผู้หญิงคนนั้นห่างไกลจากคำว่า ‘แม่ที่ดี’ อย่างสิ้นเชิง
ภาพของผู้หญิงคนที่วันๆ เอาแต่ส่องกระจก แต่งหน้าทาปาก วุ่นวายอยู่กับความสวยความงามของตัวเองจนแทบไม่เคยชายตามองลูกๆ ยังคงติดตาตรึงใจ เงินเดือนที่ลั่วเยี่ยนชิงหามาได้ด้วยความยากลำบาก ถูกเธอผลาญไปกับเสื้อผ้าสวยๆ และเครื่องประทินโฉมจนเกือบหมด ในขณะที่ลูกชายของตัวเองกลับไม่มีเสื้อผ้าใหม่ๆ ใส่เลยสักชุดตลอดทั้งปี ชื่อเสียงของเธอในหมู่เพื่อนบ้านจึงไม่ค่อยจะสู้ดีนัก
เมื่อนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้น แม่เฒ่าฉีก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะพูดกับลั่วหมิงรุ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุด “ย่ารู้จ้ะว่าหนูมีแม่ แต่แม่คนนั้นเขาจากพวกหนูไปไกลมากแล้วนะลูก นี่ก็ผ่านมาสองปีกว่าแล้ว รุ่ยรุ่ยเข้าใจที่ย่าพูดใช่ไหม”
ลั่วหมิงรุ่ยเป็นเด็กที่ฉลาดเกินวัย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เธอที่รู้ แต่เหล่าซ่งเองก็เคยพูดถึงหลายครั้ง แม่เฒ่าฉีถึงกับเคยคิดว่าเด็กน้อยอาจจะเริ่มจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ตั้งแต่ตอนอายุเพียง 3 ขวบแล้วก็เป็นได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขายังคงจดจำแม่ผู้ให้กำเนิดของตัวเองได้จนถึงทุกวันนี้
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นจริง แม่เฒ่าฉีก็ไม่คิดว่าในห้วงความทรงจำของเด็กชาย จะมีภาพที่ดีเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นหลงเหลืออยู่เลย
ก็ลองคิดดูเถอะ จะมีแม่คนไหนที่ปล่อยให้ลูกตัวเองกินอิ่มบ้างไม่อิ่มบ้าง ในขณะที่ตัวเองกลับนำเงินเดือนของสามีไปปรนเปรอความสุขส่วนตัวจนหมดสิ้น ผู้หญิงแบบนั้นจะมีความรักที่แท้จริงมอบให้ลูกได้อย่างไรกัน
ลั่วหมิงรุ่ยเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ดวงตาคมกริบฉายแววเด็ดเดี่ยว ไม่ยอมเอ่ยคำใดออกมาอีก
“พี่ครับ แม่ดีนะ หานหานอยากมีแม่!”
ลั่วหมิงหานตัวน้อยเขย่าชายเสื้อของพี่ชายเบาๆ ดวงตากลมโตสีดำขลับจ้องมองใบหน้าของพี่ชายที่อายุห่างกัน 3 ปีอย่างรอคอย ก่อนจะย้ำด้วยเสียงเล็กๆ ของเขาอีกครั้ง “แม่ใจดี!”
มือเล็กๆ ของลั่วหมิงรุ่ยเอื้อมไปกุมมือน้อยๆ ของน้องชายที่กำลังดึงเสื้อเขาอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังคงนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไร
ภาพนั้นทำให้แม่เฒ่าฉีต้องลอบถอนหายใจออกมาอีกครั้ง พร้อมกับส่ายศีรษะอย่างจนใจ
เธอเข้าใจดีว่าการจะให้เด็กคนหนึ่งยอมรับ ‘แม่คนใหม่’ เข้ามาในชีวิตไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะกับเด็กลักษณะพิเศษที่ฉลาดและช่างสังเกตอย่างลั่วหมิงรุ่ย ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดระยะเวลาเกือบสองปีที่ผ่านมา สามพี่น้องต้องเผชิญกับพี่เลี้ยงเด็กที่ไร้จรรยาบรรณมาแล้วนับไม่ถ้วน ประสบการณ์เลวร้ายเหล่านั้นได้สร้างเกราะกำบังขึ้นในใจของเด็กน้อย ทำให้เขาระแวดระวังคนแปลกหน้าทุกคนที่จะก้าวเข้ามาในชีวิตของพวกเขา ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยแม้แต่น้อย
ลั่วหมิงรุ่ยแค่กำลังพยายามปกป้องตัวเอง ปกป้องน้องชายและน้องสาวฝาแฝดของเขาอย่างสุดความสามารถ
เพราะพี่เลี้ยงแต่ละคนที่ผ่านเข้ามา ไม่ได้มีใครดีไปกว่าใครเลยสักคน บางคนก็ลักเล็กขโมยน้อย นำข้าวของในบ้านออกไปขาย บางคนก็ขี้เกียจสันหลังยาว หุงข้าวทำกับข้าวให้เด็กๆ ได้กินกันแค่วันละมื้อ ส่วนมื้อที่เหลือก็โยนอาหารเย็นชืดให้ หรือไม่ก็ปล่อยให้ท้องกิ่วไปอย่างนั้น
และเพื่อปิดหูปิดตาเพื่อนบ้านไม่ให้ล่วงรู้ความจริงอันโหดร้าย พี่เลี้ยงใจยักษ์พวกนั้นก็มักจะขังเด็กทั้งสามคนเอาไว้ในบ้านแทบจะตลอดเวลา พร้อมกับอ้างเหตุผลสวยหรูว่ากลัวเด็กๆ จะถูกคนร้ายลักพาตัวไปหากปล่อยให้ออกไปเล่นข้างนอกตามลำพัง
[จบบท]