บทที่ 383: เธอนี่มันโง่จริง ๆ
หลังจากที่ซูม่านหายจากอาการตกใจ ความรู้สึกหลากหลายก็ประเดประดังเข้ามาในใจ ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อคลอขึ้นมาที่ดวงตา เธอโบกมือเรียกเหวินเยว่ให้เข้ามาใกล้ ๆ แล้วจับมือข้างที่ไม่บาดเจ็บของเด็กหญิงไว้แน่น "น้าจะเชื่อที่หนูพูดเมื่อกี้ได้จริง ๆ เหรอ"
เหวินเยว่พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น "คุณน้าซูสบายใจได้เลยค่ะ ทุกคำที่หนูพูดออกมาจากใจจริงทั้งหมด"
คำตอบนั้นทำให้ซูม่านตื้นตันใจ "เด็กดี ที่ผ่านมา... ที่ผ่านมาน้าเองก็ทำไม่ถูกเหมือนกัน น้าไม่น่าปล่อยให้หนูต้องไปทำกับข้าวคนเดียวเลย ไม่น่าทิ้งพวกหนูพี่น้องไว้ที่บ้านกันตามลำพังแบบวันนี้เลย บอกน้าหน่อยสิว่ามือยังเจ็บอยู่ไหม" ซูม่านก้มลงมองมือซ้ายของเหวินเยว่ด้วยความเป็นห่วง
"ไม่เจ็บแล้วค่ะ คุณน้าซูไม่ต้องกังวลนะคะ อีกไม่กี่วันก็คงหายดีแล้ว" ท่าทีของเหวินเยว่ในตอนนี้ดูว่าง่ายสอนง่ายไปหมดทุกอย่าง
แม่เฒ่าฉีที่นั่งมองอยู่เงียบ ๆ กลับรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นตัวตลกขึ้นมาเสียอย่างนั้น แต่ความคิดนั้นก็แวบเข้ามาเพียงชั่วครู่เดียวแล้วหายไป
"ในที่สุดพวกเธอสองคนแม่ลูกก็ได้เปิดอกคุยกัน ดูท่าว่าการมาของฉันเที่ยวนี้จะไม่เสียแรงเปล่า" แม่เฒ่าฉีลุกขึ้นยืนพลางหันไปทางซูม่าน "เสี่ยวซู ตอนนี้เธอกำลังท้องกำลังไส้ ต้องรู้จักทำใจให้สบาย ๆ เข้าไว้ ไม่อย่างนั้นมันจะไม่ดีทั้งกับตัวเธอและลูกในท้องนะ" ประโยคหลังนี้เห็นได้ชัดว่ามีนัยบางอย่างซ่อนอยู่
ซูม่านชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วค่อย ๆ ลุกขึ้น "สหายฉีไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันเข้าใจดี ฉันจะพยายามอดทนกับพวกเด็ก ๆ ให้มากขึ้น"
พอส่งแม่เฒ่าฉีกลับไปเรียบร้อย ซูม่านก็ได้ยินเสียงเหวินเยว่เอ่ยขึ้น "คุณน้าซู หนูขอตัวกลับไปนอนพักที่ห้องก่อนนะคะ ถ้าน้ารู้สึกเหนื่อยก็เข้าไปนอนพักได้เลยค่ะ"
ซูม่านแย้มยิ้มพร้อมกับพยักหน้า "จ้ะ" แววตาของเธอฉายความปลื้มใจออกมาอย่างชัดเจน
แต่แล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของซูม่านก็จางหายไปในพริบตาที่เหวินเยว่เดินลับตาไป แววตาของเธอก็เปลี่ยนเป็นยากจะคาดเดา
ขอโทษเหรอ จะไม่ทำตัวงี่เง่าอีกแล้วงั้นเหรอ
ซูม่านแค่นเสียงในลำคอขณะเดินกลับเข้าห้องนอนใหญ่ เธอไม่เชื่อคำพูดของเหวินเยว่เลยสักนิด
แต่ในเมื่อเด็กนั่นยอมเล่นละคร เธอก็จะยอมเล่นด้วย จะคอยดูว่าจะทำได้อย่างที่พูดสักกี่น้ำ ไม่อย่างนั้นก็อย่าหาว่าเธอไม่เตือนก็แล้วกันว่าจะใช้วิธีของเธอจัดการกับพวกพี่น้องสามคนนั่น!
พอทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง ซูม่านก็อดคิดไม่ได้ว่าคำพูดสวยหรูพวกนั้นของเหวินเยว่ต้องมีคนคอยเสี้ยมสอนอยู่เบื้องหลังแน่ ๆ หรือถ้าจะให้พูดตรง ๆ คนคนนั้นจะเป็นใครไปได้อีกนอกจากยัยตัวดีแซ่เจียงที่อยู่ข้างบ้าน
เธอยังจำได้ดีว่าเด็กแสบสองคน ทั้งเหวินเยว่และเหวินอี๋ ติดนางจิ้งจอกแซ่เจียงนั่นจะตายไป!
หากเจียงหลีล่วงรู้ความคิดของซูม่านในตอนนี้ เธอคงทำเพียงแค่หัวเราะเยาะแล้วปล่อยผ่านไป เพราะเธอไม่คิดจะเสียเวลาไปต่อล้อต่อเถียงกับคนบ้า!
"ฮัลโหล เฝิงอี้นี่เอง มีอะไรเหรอ"
เจียงหลีกำลังจะเอนหลังลงนอนพักผ่อนบนเตียง ใช้ชีวิตแบบปลาเค็มให้สมใจอยาก แต่แล้วเสียงโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะในห้องนั่งเล่นก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะ เธอจึงต้องลุกไปรับสาย แล้วก็ได้ยินเสียงของเฝิงอี้ เธอปล่อยให้เด็กหนุ่มระบายความในใจจนจบ ก่อนจะสวนกลับไป
"ทำไมถึงไม่รับล่ะ ไม่ว่ายังไงเขาก็เป็นพ่อเธอนะ ในเมื่อเขาจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว เธอกับมั่วเหยียนก็แค่รับไว้ก็สิ้นเรื่อง ห้ะ ไม่อยากได้เหรอ เธอนี่มันโง่จริง ๆ เลยนะ"
"งานมันหายากจะตายไป พ่อของเธออุตส่าห์คิดได้ซะทีว่าควรจะทำอะไรดี ๆ ให้ลูกชายตัวเองบ้าง ทำไมต้องปฏิเสธโอกาสดี ๆ แบบนี้ด้วย นั่นมันตำแหน่งพนักงานประจำถึงสองตำแหน่งเลยนะ แถมยังเป็นงานในโรงงานเครื่องจักรอีกต่างหาก เงินเดือนพนักงานประจำมันไม่ดีตรงไหน หรือว่าเธอติดใจการเป็นคนงานชั่วคราวไปแล้ว ที่สำคัญกว่านั้น อีกตำแหน่งมันเป็นของมั่วเหยียน เธอไปมีสิทธิ์อะไรตัดสินใจแทนเขา"
"พี่เจียงหลี ผมมั่วเหยียนเองครับ"
มั่วเหยียนดึงโทรศัพท์มาจากมือของเฝิงอี้ "ผมก็พยายามพูดกับเฝิงอี้แบบที่พี่พูดนี่แหละครับ แต่เขาไม่ยอมฟังเลยสักนิด ยังไงก็ยืนยันว่าจะไม่รับงานสองตำแหน่งนั่นเด็ดขาด"
หลังจากที่มั่วเหยียนเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังอีกรอบ เจียงหลีก็บอกไป "ฝากไปบอกเฝิงอี้ด้วยนะว่าฉันสั่งให้รับงานนี้ไว้ ส่วนเรื่องจะกลับบ้านหรือไม่กลับ นั่นก็แล้วแต่การตัดสินใจของเขาเอง"
[จบบท]