บทที่ 386: หาเรื่องเจ็บตัว
รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเสิ่นอวิ๋นจางหายไป เธอบอกด้วยท่าทีเรียบเฉย “ฉันหย่ากับสามีแล้วถึงได้กลับมาที่นี่ค่ะ”
เจียงหลีแสร้งทำตาโตด้วยความตกใจ “อ้าวเหรอคะ ทำไมพี่เสิ่นถึงหย่าล่ะคะ หรือว่าสามีของพี่เขาทำตัวไม่ดีใส่”
“สหายเจียงคะ ช่วยเลิกเรียกฉันว่าพี่เสิ่นสักทีได้ไหม ถ้าไปอยู่เมืองนอกแล้วเรียกผู้หญิงสาวๆ แบบนี้ ถือว่าเสียมารยาทมากเลยนะ”
คำว่า ‘พี่เสิ่น’ ที่ออกมาจากปากของเจียงหลี มันช่างบาดหูและทำให้เสิ่นอวิ๋นรู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก
เจียงหลีเบิกตากว้างขึ้นไปอีก “หา สหายเสิ่นคะ คุณกับฉันก็แต่งงานมีครอบครัวกันแล้วทั้งคู่ จะเรียกว่าเป็นเด็กสาวก็คงไม่ได้แล้วมั้งคะ แล้วอีกอย่าง นี่เราก็อยู่ในประเทศเราเอง คุณก็อายุเยอะกว่าฉันตั้งหลายปี ฉันเรียกคุณว่าพี่เสิ่น มันก็เป็นการให้เกียรติ...”
ยังไม่ทันที่เจียงหลีจะได้อธิบายจนจบ เสิ่นอวิ๋นก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “นี่คุณจงใจกวนฉันใช่ไหม สหายเจียง”
หญิงสาวเจ้าของบ้านทำหน้าซื่อตาใส “ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลยว่าคุณหมายถึงอะไร”
“ไม่ต้องมาทำเป็นซื่อหรอกน่า สหายเจียง ฉันอุตส่าห์แวะมาคุยเล่นด้วยดีๆ แต่คุณกลับมาพูดจาแดกดัน เหน็บแนมฉันไปทั่ว นี่มันใช่สิ่งที่เจ้าของบ้านควรทำกับแขกเหรอ”
“ทำเป็นซื่อเหรอคะ คุณนั่นแหละที่แปลก สหายเสิ่น ฉันจะไปแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องต่อหน้าคุณให้ได้อะไรขึ้นมา แล้วที่ผ่านมามีคำไหนที่ฉันพูดจาแดกดันหรือไปเหน็บแนมคุณบ้าง” เจียงหลีเลิกปั้นหน้ายิ้มแย้มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาจริง
“จริงๆ แล้ว คนที่แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องมันน่าจะเป็นคุณมากกว่านะ วันนั้นสายตาที่คุณใช้มองสามีของฉันมันฟ้องทุกอย่าง ฉันเห็นหมดนั่นแหละ คุณชอบสามีฉัน แต่ดูท่าว่าจะเป็นรักข้างเดียว ซึ่งเรื่องนี้ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดหรอกนะ เพราะการจะไปชอบใครมันก็เป็นสิทธิ์ของคุณ คนอื่นเขาไม่มีสิทธิ์ไปห้าม
แต่ถ้าคุณคิดจะมาเล่นไม่ซื่อกับฉันล่ะก็ ฉันขอเตือนไว้ก่อนเลยว่าให้รีบพับโครงการเก็บไปซะ จะได้ไม่เสื่อมเสียเกียรติของนักเรียนนอกอย่างที่คุณภูมิใจนักหนา”
คำพูดตรงไปตรงมาของเจียงหลีทำให้เสิ่นอวิ๋นผุดลุกขึ้นยืน สีหน้าของเธอสลับไปมาระหว่างความโกรธกับความอับอาย “คุณ...”
เจียงหลีไม่ชอบให้ใครมายืนค้ำหัว เธอจึงลุกขึ้นยืนเผชิญหน้าในระดับสายตาเดียวกัน ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก “ฉันทำไมเหรอคะ คุณต้องเข้าใจอะไรใหม่นะ สหายเสิ่น วันนี้คุณเป็นคนเดินเข้ามาหาฉันเองนะ มาพูดจาอะไรก็ไม่รู้ คิดจะเอาความเป็นนักเรียนนอกมาข่มฉันหรือไง ไม่ใช่ฉันสักหน่อยที่เป็นคนเริ่ม
จะบอกอะไรให้นะคะ ปกติฉันเป็นคนง่ายๆ ใครดีมาฉันก็ดีตอบ แต่ถ้าใครร้ายมา ฉันก็ร้ายกลับเหมือนกัน”
“นี่คุณจะบอกว่าฉันหาเรื่องเจ็บตัวเองงั้นสิ”
เจียงหลีไม่ตอบคำถามนั้นอีก เธอหันหลังถือหนังสือเดินกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น ทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคสั้นๆ “เชิญค่ะ ไม่ไปส่งนะ”
ช่างไม่เจียมตัวเอาซะเลย คิดจะมาหาเรื่องถึงถิ่น แต่กลับไม่ดูตาม้าตาเรือ
เสิ่นอวิ๋นยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ มองตามแผ่นหลังอรชรของเจียงหลีที่เดินลับหายเข้าไปในบ้าน เธอเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง ความรู้สึกอัปยศอดสูแล่นริ้วขึ้นมาในใจ
นี่เธอถูกไล่ใช่ไหม ถูกไล่ออกจากบ้านหลังนี้อย่างไม่ใยดี
คนที่หยิ่งในศักดิ์ศรีมาทั้งชีวิตอย่างเธอ เพิ่งจะเคยเจอคนที่ไม่ไว้หน้ากันขนาดนี้เป็นครั้งแรก มือทั้งสองข้างที่ปล่อยอยู่ข้างลำตัวกำเข้าหากันแน่นจนสั่นเทา ก่อนที่เธอจะหันหลังเดินกลับบ้านของตัวเองไปพร้อมกับแววตาที่ฉายแววมุ่งร้ายออกมา
วันต่อมา ณ โรงอาหารของสถาบันวิจัย
“ศาสตราจารย์ลั่วคะ ขอนั่งด้วยคนได้ไหมคะ”
เสิ่นอวิ๋นที่เพิ่งตักอาหารเสร็จ เดินตรงดิ่งมายังโต๊ะที่ลั่วเยี่ยนชิงนั่งอยู่ทันที เธอปรายตามองสหายชายอีกสองคนที่ร่วมโต๊ะอยู่แวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากขออนุญาตพวกเขาแม้แต่คำเดียว หญิงสาวเลือกที่จะเดินไปหยุดอยู่ข้างกายของลั่วเยี่ยนชิง พร้อมกับส่งยิ้มที่เธอคิดว่าน่าดูที่สุดให้กับชายหนุ่มที่เธอเฝ้าหมายปองมาตลอดหลายปี
ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความว่างเปล่า ลั่วเยี่ยนชิงยังคงก้มหน้าก้มตาทานอาหารกลางวันของเขาต่อไปราวกับว่าเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ
ถึงกระนั้น เสิ่นอวิ๋นก็ยังคงมีความมั่นใจอยู่เต็มเปี่ยม เธอทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่โดยพลการ แล้วยังคงแสร้งทำเป็นเอ่ยถามคำถามเดิมซ้ำอีกครั้งอย่างมีจริตจะก้าน
[จบบท]