บทที่ 391: คำยืนยันจากปากเหอเหว่ย
"โธ่ แม่บุญธรรมก็... แซวหนูอยู่เรื่อยเลยนะคะ!"
"แม่ไม่ได้แซวสักหน่อย คนหนุ่มสาวก็ควรจะหาเวลามาเจอกันบ่อยๆ นี่เยี่ยนชิงกลับไปที่สถาบันวิจัยตั้งแต่วันที่สามหลังปีใหม่ จนป่านนี้ยังไม่ได้หยุดพักเลยสักวัน ลูกนั่นแหละที่ควรจะไปเยี่ยมเขาบ้าง จะได้ช่วยให้เขาหายคิดถึงยังไงจ๊ะ"
"ลั่วเยี่ยนชิงไม่คิดถึงหนูหรอกค่ะ ในหัวเขามีแต่งานเท่านั้นแหละ"
"เรื่องนี้แม่ไม่เชื่อหรอก" แม่เฒ่าฉีส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม
เจียงหลีแก้มร้อนผ่าวขึ้นมานิดๆ "ไม่คุยด้วยแล้วค่ะ หนูไปก่อนนะคะ!"
พูดจบก็ไม่รอให้แม่บุญธรรมได้เอ่ยอะไรต่ออีก เธอรีบคว้ากระเป๋าเดินทางใบกะทัดรัดขึ้นมาถือ ก่อนจะโบกมือลาแล้วเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนเจ้าตัวเล็กทั้งสามน่ะเหรอ ทันทีที่เท้าแตะพื้นหญ้าในบ้านสกุลซ่ง ก็วิ่งแจ้นไปหาพี่ชายเซวียนของพวกเขากันหมดแล้ว
ณ บริเวณด้านหน้าประตูใหญ่ของสถาบันวิจัย
"หลีเป่า!"
เนื่องจากลั่วเยี่ยนชิงยังคงง่วนอยู่กับงานในห้องทดลอง เขาจึงไม่สามารถออกมารับเจียงหลีด้วยตัวเองได้ เมื่อมาถึงที่หมาย เจียงหลีจึงต้องขอความช่วยเหลือจากสหายตำรวจที่ประจำการอยู่หน้าประตูให้ช่วยติดต่อผู้เฒ่าซ่งให้ และผู้เฒ่าซ่งก็ไม่ปล่อยให้เธอต้องรอนาน ทันทีที่ได้รับโทรศัพท์จากหน้าประตู เขาก็รีบลงมาจากห้องทำงานในทันที
"พ่อบุญธรรม!"
ดวงตาคู่สวยของเจียงหลีโค้งขึ้นจนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เธอรีบเดินเข้าไปหาพร้อมกับเอ่ยขึ้น "ต้องรบกวนให้พ่อบุญธรรมลงมารับด้วยตัวเอง เป็นความผิดของหนูเองค่ะ"
"เด็กคนนี้ พูดอะไรอย่างนั้น แค่ได้เห็นหน้าลูก พ่อก็ดีใจจะแย่แล้ว!"
ทั้งสองคนเดินเคียงกันเข้ามาด้านใน ผู้เฒ่าซ่งพาเจียงหลีตรงไปยังห้องทำงานของเขาทันที "นั่งก่อนสิลูก ดื่มน้ำให้ชื่นใจก่อน นี่พ่อเทเตรียมไว้ให้ตั้งแต่ตอนลงไปรับลูกแล้วล่ะ ตอนนี้น่าจะอุ่นกำลังดี"
เขาเลื่อนแก้วน้ำที่เตรียมไว้ล่วงหน้ามาตรงหน้าเธอ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาที่อยู่ข้างๆ "อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็ได้เวลาเลิกงานแล้วล่ะ"
เจียงหลีส่งยิ้มบางๆ พลางพยักหน้ารับรู้ จากนั้นเธอก็รูดซิปเปิดกระเป๋าเดินทางของตัวเอง หยิบเอาเสื้อเชิ้ตแขนสั้นที่ทำจากผ้าฝ้ายสีขาวบริสุทธิ์กับกางเกงสีเทาตัวหนึ่งออกมาส่งให้ผู้เฒ่าซ่ง
"นี่หนูลงมือเย็บเองเลยนะคะ พ่อบุญธรรมเก็บไว้ใส่เปลี่ยนนะคะ"
เธอไม่ได้โกหกเลยแม้แต่น้อย เมื่อราวครึ่งเดือนก่อน เธอหาเวลาว่างแวะไปที่ห้างสรรพสินค้า แล้วเลือกซื้อผ้ามาหลายสี ทั้งสีขาวล้วน สีขาวพิมพ์ลายดอกไม้เล็กๆ สีเทา สีดำ ไปจนถึงสีกากี
ส่วนแบบตัดเย็บนั้น ตุนตุนเป็นคนจัดหามาให้ เจียงหลีใช้เวลาศึกษาเพียงครู่เดียวก็สามารถทำตามได้ จากที่เคยทำไม่เป็นก็เริ่มชำนาญขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงขั้นที่สามารถออกแบบและดัดแปลงได้เองอย่างอิสระ ทำเอาตุนตุนถึงกับทึ่งไปเลยทีเดียว
"โอ้โห เด็กคนนี้นี่ พ่อไม่ได้ขาดแคลนเสื้อผ้าขนาดนั้นสักหน่อย"
แม้ปากจะเอ่ยเช่นนั้น แต่รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของเขากลับบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าในตอนนี้เขามีความสุขมากเพียงใด
"หนูไม่สนหรอกค่ะว่าพ่อบุญธรรมจะขาดหรือไม่ขาด ในเมื่อหนูตั้งใจทำให้แล้ว นี่คือน้ำใจของหนู พ่อต้องรับไว้นะคะ" พูดพลางเธอก็ล้วงหยิบเนื้อแห้งออกมาอีกหนึ่งห่อ "อันนี้ก็สำหรับพ่อบุญธรรมเหมือนกันค่ะ รับไว้พร้อมกันเลยนะคะ"
"โอเคๆ พ่อรับไว้ทั้งหมดเลย ว่าแต่เนื้อแห้งที่ลูกทำนี่มันอร่อยจริงๆ นะ"
เวลาว่างๆ แค่ได้หยิบเข้าปากสักชิ้น รสชาติของมันก็ยอดเยี่ยมจนหาอะไรมาเทียบไม่ได้!
***
"เอาล่ะครับทุกคน วางมือจากงานที่ทำอยู่ แล้วไปทานข้าวกันได้แล้ว!"
ลั่วเยี่ยนชิงเหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือแล้วพบว่าเวลาอาหารกลางวันล่วงเลยมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว เขาจึงต้องเอ่ยปากบอกให้ทุกคนไปพัก ส่วนตัวเขาเองก็ยกมือขึ้นบีบขมับเบาๆ เพื่อคลายความเมื่อยล้า รอจนกระทั่งเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ เดินออกจากห้องไปจนหมด เขาจึงก้าวเท้าออกจากห้องทดลอง
แต่แล้วจู่ๆ เหอเหว่ยก็วิ่งหน้าตาตื่นกลับเข้ามา
"ศาสตราจารย์ลั่วครับ สหายเจียงมาเยี่ยมท่าน ตอนนี้เธอรออยู่ที่ห้องทำงานของผู้เฒ่าซ่งครับ"
เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อตอนเที่ยงก่อนจะเลิกงาน เหอเหว่ยได้แวะไปเข้าห้องน้ำ แล้วบังเอิญเจอกับผู้ช่วยหลินจากห้องทำงานของผู้เฒ่าซ่งเข้าพอดี อีกฝ่ายเมื่อเห็นเขาจึงได้ฝากข้อความมาให้ช่วยแจ้งศาสตราจารย์ลั่วด้วยว่าสหายเจียง ซึ่งก็คือภรรยาของท่านศาสตราจารย์ ได้เดินทางมาเยี่ยมที่สถาบันวิจัย
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า ทันทีที่ลั่วเยี่ยนชิงเอ่ยคำว่า "ทานข้าว" ออกมา เหอเหว่ยก็ลืมเรื่องสำคัญทุกอย่างไปจนหมดสิ้น เขาเดินตามหลังเหวินซือหย่วนออกจากห้องทดลองไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าลืมธุระที่ผู้ช่วยหลินฝากไว้ก็ตอนที่กำลังจะก้าวลงบันไดไปแล้ว เขาจึงต้องรีบวิ่งกลับมาที่ห้องทดลองอีกครั้ง
ลั่วเยี่ยนชิงหยุดนิ่งไปชั่วอึดใจ กว่าจะรวบรวมสติกลับมาได้ เขาจึงเอ่ยถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง "...คุณจะบอกว่า ภรรยาของผม... ตอนนี้อยู่ที่ห้องทำงานของผู้เฒ่าซ่งอย่างนั้นเหรอ"
[จบบท]