บทที่ 399: แผนการร้าย
"ผมต้องไปทำงานแล้ว คุณนอนพักที่นี่สักงีบก่อนค่อยกลับก็ได้นะ"
เจียงหลีพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะเดินไปส่งสามีของเธอจนถึงหน้าประตูหอพัก
"คุณเข้าไปข้างในเถอะ"
แววตาของลั่วเยี่ยนชิงฉายความรู้สึกอาวรณ์ออกมาอย่างปิดไม่มิด แต่สุดท้ายเขาก็ทำเพียงแค่โบกมือลาเบาๆ
เจียงหลีส่งเสียงตอบรับในลำคอ สายตาทอดมองแผ่นหลังของเขาที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปจนลับสายตา เธอจึงหันหลังกลับเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลง
เรื่องมันเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนที่เสิ่นอวิ๋นเห็นเจียงหลีอยู่ในโรงอาหาร และภาพที่ลั่วเยี่ยนชิงส่งยิ้มให้ภรรยาของเขามันบาดตาบาดใจเธอเหลือเกิน ความรู้สึกเหมือนมีไฟกองใหญ่สุมอยู่ในอกที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ แต่กลับหาทางระบายออกมาไม่ได้เลย
มันยากเกินกว่าที่เธอจะยอมรับได้จริงๆ ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทั้งการศึกษาและชาติตระกูลไม่มีอะไรเทียบเธอได้เลยสักนิด ทำไมถึงกลายเป็นคนที่ลั่วเยี่ยนชิงเลือก ทำไมถึงได้ครอบครองผู้ชายที่เธอเฝ้าหมายปองมาตลอดหลายปีไปได้
ยิ่งนึกถึงท่าทีของเจียงหลีในโรงอาหารวันนั้น ถ้าบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะเย้ยกันซึ่งๆ หน้า ให้ตายยังไงเธอก็ไม่เชื่อเด็ดขาด
แต่เธอไม่ใช่พวกที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างเสียหน่อย หรืออีกฝ่ายคิดว่าแค่การแสดงความรักความห่วงใยของสามีภรรยา จะทำให้คนอย่างเธอรู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมาได้งั้นเหรอ
เสิ่นอวิ๋นพยายามคิดหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง แต่ก็ปฏิเสธความจริงในใจไม่ได้เลยว่าเธอทั้งอิจฉา ทั้งริษยา และโกรธจนแทบคลั่ง
ดูเหมือนว่าเธอคงต้องหาทางจัดการกับความรู้สึกอัดอั้นนี้เสียหน่อย ไม่อย่างนั้นการมีชีวิตอยู่ต่อไปก็คงน่าสมเพชเกินไปแล้ว
ความจริงแล้วเสิ่นอวิ๋นกำลังคิดฟุ้งซ่านไปเอง การแสดงความรักของสามีภรรยาคู่นั้นเป็นเรื่องธรรมชาติที่ออกมาจากใจจริง ไม่ได้มีเจตนาจะโอ้อวดให้ใครเห็น โดยเฉพาะกับเธอที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรพอที่จะทำให้คนหยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างพวกเขาทั้งสองต้องลงทุนแสดงละครตบตาเลยสักนิด
แต่ก็นั่นแหละ คนบางประเภทก็มักจะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล คิดว่าตัวเองสำคัญเหนือใครเสมอ
***
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ฤดูร้อนที่ร้อนระอุได้จากไปพร้อมกับสายฝนที่โปรยปรายลงมาติดต่อกันหลายวัน เปิดทางให้ฤดูใบไม้ร่วงได้เข้ามาแทนที่ ในค่ำคืนที่เงียบสงัดคืนหนึ่ง ขณะที่เจียงหลีกำลังหลับสนิท เธอก็ได้ยินเสียงเล็กๆ ที่เจือด้วยเสียงสะอื้นของเจ้าก้อนแป้งหมิงหานดังขึ้นข้างเตียง
เจียงหลีสะดุ้งตื่นทันที เธอรีบคว้าตัวลูกชายขึ้นมาบนเตียงแล้วกอดไว้ "หานหานเป็นอะไรไปลูก"
"แม่ครับ แม่รีบไปดูพี่ใหญ่หน่อยครับ พี่ใหญ่บอกว่าตัวร้อน แถมยังไอไม่หยุดเลย" เจ้าตัวเล็กกอดคอแม่แน่น น้ำตาเม็ดโป้งร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย
"โอเคค่ะ เดี๋ยวแม่รีบไปดูพี่ให้นะ หานหานนอนรอแม่บนเตียงนี้ไปก่อนนะลูก" เจียงหลีจัดแจงให้ลูกชายนอนลงดีๆ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงหน้าอก แล้วจึงรีบจ้ำอ้าวไปยังห้องนอนของลูกๆ ทั้งสามคน
แล้วก็เป็นอย่างที่ลูกชายคนรองบอกจริงๆ ลั่วหมิงรุ่ยไอโขลกไม่หยุด ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำผิดปกติ
เจียงหลีลองใช้หลังมืออังหน้าผากของลูกชายคนโตดู ก็รู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมา
เธอไม่รอช้า รีบอุ้มลั่วหมิงเวยที่หลับปุ๋ยอยู่ไปนอนที่ห้องของตัวเองก่อน จากนั้นจึงกลับมาที่ห้องนอนของเด็กๆ เพื่อวัดไข้ให้ลั่วหมิงรุ่ย
ไม่กี่นาทีผ่านไป ตัวเลขบนปรอทวัดไข้อ่านได้สามสิบแปดจุดหนึ่งองศาเซลเซียส เจียงหลีถึงกับถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างน้อยก็ยังไม่ถึงกับไข้สูงจัด
เธอรินน้ำต้มสุกลงในแก้วเพื่อรอให้เย็นลง ระหว่างนั้นก็ยกอ่างใส่น้ำอุ่นมา ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำบิดหมาดๆ แล้วบรรจงเช็ดไปตามหน้าผาก ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบของลูกชาย ซึ่งเป็นจุดที่ช่วยระบายความร้อนได้ดี
ก่อนหน้านั้นเธอก็ได้เปลี่ยนชุดนอนที่ชุ่มเหงื่อของเขาออกไปแล้ว
เมื่อน้ำในแก้วอุ่นกำลังดี เธอก็ค่อยๆ ประคองร่างเล็กของลูกชายให้เอนซบอก แล้วใช้ช้อนค่อยๆ ตักยาน้ำเชื่อมแก้ไอสำหรับเด็กป้อนให้เขาอย่างใจเย็น พร้อมกับป้อนน้ำอุ่นตามไปอีกหลายช้อนเพื่อช่วยให้ร่างกายได้ระบายความร้อนออกมา
"แม่ครับ...รุ่ยรุ่ยรู้สึกไม่ดี...แม่..."
เสียงครางแผ่วเบาของลูกชายทำให้หัวใจคนเป็นแม่เจ็บปวด เจียงหลีป้อนน้ำให้เขาอีกสองสามครั้ง แล้วจึงใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัวให้เขาซ้ำอีกรอบ
หลังจากใช้วิธีเช็ดตัวลดไข้อยู่นานสองนาน ในที่สุดอุณหภูมิร่างกายของลั่วหมิงรุ่ยก็ค่อยๆ ลดลงจนเป็นปกติ เสียงไอก็เบาลงมาก แต่เจียงหลียังคงไม่วางใจ เธอจึงตัดสินใจอยู่เฝ้าลูกชายในห้องนี้ตลอดทั้งคืน จนกระทั่งฟ้าสาง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไข้ไม่กลับมาอีก เธอจึงสามารถวางใจได้อย่างเต็มที่
[จบบท]