บทที่ 40: ลั่วเยี่ยนชิง
แม่เฒ่าฉียืนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยน ร่างสูงโปร่งของหลานชายที่เดินขนาบข้างไปกับเด็กน้อยทั้งสามค่อยๆ ลับหายไปจากสายตา รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าของหญิงชราค่อยๆ เลือนหายไป ความอบอุ่นในแววตาก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งรัก ทั้งเอ็นดู และเจ็บปวดใจระคนกันไป
หลานชายของเธอคนนี้ไม่เคยยิ้ม ไม่เคยเอ่ยคำพูดใดๆ กิจวัตรในแต่ละวันของเขามีเพียงการนั่งนิ่งๆ ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปไกลแสนไกล แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ความรักที่เธอมีให้เขากลับไม่เคยลดน้อยลงเลยสักนิด
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา แม่เฒ่าฉีทุ่มเทแรงกายแรงใจฟูมฟักสอนเขาอย่างไม่เคยย่อท้อ จนตอนนี้เขาสามารถจัดการชีวิตประจำวันของตัวเองได้ แถมยังเรียนรู้ที่จะใช้แววตาสื่อสารความรู้สึกในใจออกมา แม้จะยังคงปิดปากเงียบสนิทไม่ยอมพูดจากับใครก็ตาม
สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เธอภาคภูมิใจ คือหลานชายคนนี้ไม่ได้สติปัญญาบกพร่อง เขาทั้งฉลาดและเรียนรู้ได้รวดเร็ว ทุกสิ่งที่เธอสอน แม้เขาจะไม่เคยเอ่ยปากว่า "เข้าใจแล้ว" แต่ประกายในดวงตาของเขากลับเป็นคำตอบที่ชัดเจนเสมอว่าเขารับรู้และจดจำได้ทุกอย่าง
แล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอรักและสงสารเขาจนสุดหัวใจได้อย่างไรกัน
ขณะที่ภาพของคนทั้งสี่เลือนหายไปจนสุดสายตา ความคิดของแม่เฒ่าฉีก็ลอยไปถึงอีกครอบครัวหนึ่งในบ้านพักข้าราชการแห่งนี้ ครอบครัวที่มีชะตากรรมคล้ายคลึงกับบ้านลั่วของเธอ
ครอบครัวของเหวินซือหย่วน นักวิจัยอนาคตไกลอีกคนหนึ่งของสถาบัน เขาอายุมากกว่าลั่วเยี่ยนชิงอยู่ 2 ปี แต่ชีวิตครอบครัวกลับต้องสะดุดลงเมื่อสองปีก่อน เขาหย่าร้างกับภรรยาเก่า ทิ้งให้เขาต้องดูแลลูกสาวตัวน้อยๆ ถึงสามคน คนโตอายุ 6 ขวบ คนกลาง 5 ขวบ และคนเล็กเพิ่งจะ 3 ขวบ แต่โชคดีที่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เขาได้พบรักครั้งใหม่และแต่งงานกับผู้หญิงอีกคน
ภรรยาใหม่ของเหวินซือหย่วนมีลักษณะท่าทางที่ถูกอกถูกใจเหล่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านพักเป็นอย่างมาก ใบหน้ากลม ดวงตารูปเมล็ดอัลมอนด์ รูปร่างสันทัด และที่สำคัญคือรอยยิ้มที่เป็นมิตรซึ่งมักจะปรากฏบนใบหน้าก่อนที่เธอจะเอ่ยปากพูดเสียอีก
แม่เฒ่าฉีเคยพบเจอเธออยู่สองสามครั้งในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา เธอดูเป็นคนอัธยาศัยดีและอบอุ่น แถมยังมีข่าวลือหนาหูว่าเธอรักและเอ็นดูลูกเลี้ยงทั้งสามคนเป็นอย่างดี
เมื่อคิดถึงตรงนี้ แม่เฒ่าฉีก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ พลางภาวนาในใจ ขอให้เจียงหลี ผู้หญิงที่จะก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวลั่ว เป็นคนดีเหมือนซูม่าน ภรรยาของเหวินซือหย่วน ขอให้เธอเมตตาลูกเลี้ยง มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน และร่วมกันสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข
...
ภายในสถาบันวิจัยที่การรักษาความปลอดภัยเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ บรรยากาศในห้องทำงานของผู้เฒ่าซ่ง หัวหน้าสถาบันวิจัย กำลังตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เขากำลังเผชิญหน้ากับชายหนุ่มรูปงามผู้มีบุคลิกเย็นชาโดดเด่นกว่าใคร ชายหนุ่มอายุราวๆ 20 ปลายๆ นั่งนิ่งอยู่บนโซฟารับแขกด้วยท่าทีสงบ
“พรุ่งนี้ตอนเที่ยง สหายเจียงหลีจะเดินทางมาถึง แกต้องเก็บของแล้วกลับบ้านไปเดี๋ยวนี้เลย” ผู้เฒ่าซ่งออกคำสั่งเสียงเข้ม “จำเอาไว้ให้ดี นี่เป็นภารกิจจากเบื้องบน แกต้องไปรับเธอที่สถานีรถไฟด้วยตัวเอง พากลับบ้านแล้วก็ใช้เวลาทำความรู้จักกันซะ ช่วงลาพักร้อนเกือบครึ่งเดือนนี้ แกต้องอยู่ที่บ้าน ห้ามโผล่หน้ามาที่สถาบันเด็ดขาด!”
“ท่านพูดจบแล้วใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก “ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวไปทำงานต่อ”
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นจากโซฟาเตรียมจะเดินออกจากห้องไปทันที ราวกับว่าคำสั่งเมื่อครู่เป็นเพียงลมที่พัดผ่านหูไปเท่านั้น
“เดี๋ยวก่อนเสี่ยวลั่ว! สหายลั่วเยี่ยนชิง! นี่แกไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยใช่ไหม!”
ผู้เฒ่าซ่งตบโต๊ะดังปัง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ เขาจ้องมอง ‘ของล้ำค่า’ ของสถาบัน มองนักวิจัยอัจฉริยะที่กลับมาจากต่างแดน ผู้สร้างคุณูปการให้ประเทศชาติอย่างมหาศาลตั้งแต่อายุยังน้อย
“สหายเจียงหลีเป็นคนดี ไม่ว่าแกจะพอใจหรือไม่พอใจ ยังไงก็ต้องไปพบเธอให้ได้ ตอนนี้พวกเธอสองคนจดทะเบียนสมรสกันเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ถ้าแกยังทำตัวเย็นชา ไม่ใส่ใจเธออีก มันก็เป็นความผิดของแกเต็มๆ เข้าใจที่ฉันพูดไหม?”
“ผมไม่ได้พูดแบบนั้น” ลั่วเยี่ยนชิงตอบกลับสั้นๆ แต่ยังคงยืนกรานที่จะไม่ทำตามคำสั่ง
“เหอะ!” ผู้เฒ่าซ่งแค่นหัวเราะในลำคอ พลางหรี่ตามองอย่างจับผิด “ก็แล้วเรื่องแต่งงานกับสหายเจียงหลี ไม่ใช่ว่าแกเป็นคนพยักหน้าตกลงเองกับปากหรือยังไง?”
ลั่วเยี่ยนชิงนิ่งเงียบไปชั่วครู่...
จริงอยู่ที่เขาเป็นคนยอมรับข้อตกลงนี้เอง แต่เหตุผลที่เขายอมแต่งงานใหม่ก็เพื่อหาคนมาช่วยดูแลเด็กๆ ที่บ้านก็เท่านั้น เขาไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษใดๆ กับผู้หญิงที่ชื่อเจียงหลี แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นับตั้งแต่วินาทีที่เอกสารการสมรสถูกประทับตรา เธอก็คือความรับผิดชอบของเขาอย่างเต็มตัว
ถึงกระนั้น... งานวิจัยตรงหน้าสำคัญกว่าทุกสิ่ง เขาไม่มีวันทิ้งงานที่ทำค้างไว้กลางคัน เพียงเพื่อไปรับใครบางคนที่สถานีรถไฟเด็ดขาด
เมื่อเห็นหลานชายนอกไส้เม้มปากแน่นไม่ยอมตอบ ผู้เฒ่าซ่งก็โกรธจนหนวดเครากระดิก ชี้หน้าด่ากราด
“ไอ้เด็กดื้อ! ฟังคำสั่งของฉันให้ดีนะ แกต้องไปรับสหายเจียงหลีที่สถานีรถไฟสถานเดียว ไม่อย่างนั้นละก็...ฉันจะเล่นงานแกจนอ่วมแน่!”
[จบบท]