บทที่ 401: ไม่ต้องกังวล
"ขอบคุณ แต่ฉันไม่ต้องการความหวังดีของคุณหรอก" เจียงหลีตอบกลับไปอย่างสุภาพแต่ชัดเจน
"คนอะไรจะหัวดื้อขนาดนี้" ซูม่านเบ้ปากนิดๆ ก่อนจะเริ่มสั่งสอนด้วยท่าทีของผู้มีประสบการณ์
"จะบอกอะไรให้นะ การเลี้ยงลูกคนอื่นน่ะ ต่อให้มีสิบคน ก็ไว้ใจไม่ได้ซะแปดคนแล้ว ถ้าไม่เชื่อฉัน ก็ขอให้โชคดีแล้วกัน ขอให้เด็กๆ ที่คุณเลี้ยงอยู่เป็นเด็กดี ไม่สร้างปัญหาให้ก็แล้วกัน"
"สหายซู" เจียงหลีเปรยขึ้นเรียบๆ "ในเมื่อคุณมีความคิดเห็นกับลูกเลี้ยงชัดเจนขนาดนั้น แล้วทำไมถึงยังต้องไปรับไปส่งพวกแกทุกวันล่ะ แถมยังต้องอุ้มลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณไปด้วยอีก ไม่กลัวว่าเด็กตัวเล็กๆ จะโดนลมจนไม่สบายหรือไง" สายตาของเธอเหลือบไปมองเด็กชายตัวน้อยในอ้อมแขนของซูม่านแวบหนึ่ง
"คุณคิดว่าฉันอยากไปรับไปส่งพวกเด็กนั่นนักรึไง" ซูม่านสวนกลับ "ก็ไม่ใช่เพราะว่าสองคนเล็กยังเรียนอยู่ชั้นอนุบาลหรอกเหรอ รอให้พวกแกโตพอจะเข้าโรงเรียนประถมได้เมื่อไหร่ คุณค่อยมาดูก็แล้วกันว่าฉันจะชายตาแลอีกไหม"
ลูกในไส้ของตัวเองแท้ๆ ทำไมเธอจะไม่รักไม่ห่วง แต่จะให้ทำยังไงได้ ในเมื่อเหวินอี๋เรียนอยู่ชั้นอนุบาลสาม ส่วนเหวินอวี๋ก็อยู่ชั้นอนุบาลสอง ทั้งคู่ยังเล็กเกินกว่าจะปล่อยให้ไปไหนมาไหนกันเอง ถ้าเธอไม่ไปรับส่ง แล้วเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาระหว่างทาง ใครจะรับผิดชอบ เหวินซือหย่วนคงได้ฉีกอกเธอแน่
"คุณก็เป็นคนมีเหตุผลดีนี่ สหายซู" เจียงหลีพูดเพียงเท่านั้น
ทั้งสองเดินเข้ามาในบริเวณบ้านพักข้าราชการด้วยกัน แต่บทสนทนาก็จบลงเพียงแค่นั้น ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายเข้าบ้านของตัวเองไปอย่างเงียบๆ บรรยากาศระหว่างทางมีเพียงความเย็นชาจางๆ
"รุ่ยรุ่ย อ่านหนังสืออยู่เหรอลูก"
เจียงหลีผลักประตูห้องนอนของเด็กๆ เข้าไปอย่างแผ่วเบา ภาพแรกที่เห็นคือลั่วหมิงรุ่ย ลูกชายคนโตกำลังนั่งอยู่บนเตียง ในมือมีหนังสือเรียนภาษาจีนเปิดอยู่ ปากเล็กๆ นั่นก็ขมุบขมิบท่องบทเรียนไม่หยุด "ลูกต้องพักผ่อนให้เยอะๆ นะ รอให้ไข้ลดแล้วค่อยกลับมาอ่านก็ยังไม่สาย ตอนนี้เชื่อแม่นะ วางหนังสือก่อน แล้วนอนพักอีกสักงีบ เดี๋ยวแม่ไปทำมื้อเช้า พอเสร็จแล้วจะมาปลุกนะ"
ลั่วหมิงรุ่ยเป็นเด็กดีและเชื่อฟังเสมอ เขาขานรับ "ครับ" แล้ววางหนังสือลงข้างหมอนอย่างว่าง่าย
อาหารเช้าวันนี้เป็นเมนูง่ายๆ แต่ได้ประโยชน์ครบถ้วน มีทั้งโจ๊กข้าวฟ่างร้อนๆ กับซาลาเปาลูกเล็กนึ่งใหม่ๆ แล้วก็มีซูกินีผัดอีกหนึ่งจาน
เจียงหลีปลุกลูกชายคนโต พาทั้งไปล้างหน้าแปรงฟันจนสะอาดสะอ้าน ก่อนจะจูงมือมานั่งที่โต๊ะอาหารในห้องนั่งเล่น
"กินให้อิ่มนะลูก กินเสร็จแล้วออกไปเดินเล่นย่อยอาหารในสวนสักสองรอบ แล้วค่อยกลับขึ้นไปนอนพักต่อบนเตียง"
"...ครับ" ลั่วหมิงรุ่ยพยักหน้ารับคำ แต่พอกินซาลาเปาไปได้สองลูก ความกังวลใจก็ทำให้เขาอดรนทนไม่ไหว "แม่ครับ ผมอยากไปโรงเรียน" เขาไม่อยากเรียนไม่ทันเพื่อน
คำว่า "แม่" ที่หลุดออกมาจากปากเล็กๆ นั้น ช่างเป็นธรรมชาติและเต็มใจอย่างที่สุด อันที่จริง ลั่วหมิงรุ่ยอยากจะเรียกคำนี้มาตั้งแต่ช่วงสิ้นปีที่แล้ว แต่คงเพราะความเขินอายและความไม่คุ้นชิน ทำให้เขาไม่ได้พูดมันออกมา
เวลาล่วงเลยมาจนถึงเช้าวันนี้ ในที่สุดเขาก็สามารถเรียกเจียงหลีว่า "แม่" ได้อย่างสนิทใจเสียที
หากจะบอกว่าเจียงหลีไม่ตื่นเต้นก็คงเป็นไปไม่ได้ เธอเฝ้าทะนุถนอมเลี้ยงดูเด็กคนนี้มานานกว่าหนึ่งปีเต็ม กว่าจะได้ยินคำเรียกขานนี้จากปากของเขาเอง ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกตื้นตันจนหัวใจพองฟู ทั้งดีใจและภูมิใจในเวลาเดียวกัน
ถึงกระนั้น เธอก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกออกมาให้เห็นชัดเจน ทำเพียงแค่ยิ้มบางๆ "เป็นห่วงว่าจะเรียนตามเพื่อนไม่ทันใช่ไหมจ๊ะ"
ลั่วหมิงรุ่ยพยักหน้า "ครับ"
"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องกังวลไปเลย ที่บ้านเรามีตารางเรียนของลูกอยู่แล้ว รอให้หายดีเมื่อไหร่ แม่จะติวบทเรียนใหม่ต่อจากเมื่อวานให้เอง"
ทันใดนั้น เจียงหลีนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ "ลูกกินไปก่อนเลยนะ แม่ขอไปโทรศัพท์หาคุณครูประจำชั้นของลูกเดี๋ยว" เธอนี่จริงๆ เลย เกือบลืมเรื่องสำคัญอย่างการโทรไปลาป่วยให้ลูกชายไปได้อย่างไร
"สวัสดีค่ะ ใช่คุณครูหลี่หรือเปล่าคะ"
"ใช่ค่ะ ดิฉันพูดอยู่ ไม่ทราบว่าโทรมาจากไหนคะ มีเรื่องอะไรรึเปล่า" เสียงจากปลายสายตอบกลับมา
"คุณครูหลี่คะ ดิฉันเป็นแม่ของลั่วหมิงรุ่ยค่ะ พอดีเมื่อคืนนี้หมิงรุ่ยตัวร้อน..."
"อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ ให้แกพักผ่อนอยู่ที่บ้านให้เต็มที่เลย ส่วนเรื่องเรียนไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ เดี๋ยวพอกลับมาที่โรงเรียนแล้ว ดิฉันจะช่วยสอนเสริมให้เองค่ะ"
"ขอบคุณมากจริงๆ นะคะ คุณครูหลี่"
[จบบท]