บทที่ 403: หยุดนะ ฉันรู้ว่าเธอจะพูดอะไร
เจียงหลีอดหัวเราะกับท่าทีของเพื่อนไม่ได้ “เดี๋ยวก่อนสิอู๋เยว่ เธอยังไม่ได้บอกรายละเอียดเลยนะว่าจะให้ฉันช่วยเรื่องอะไร จู่ๆ ก็มาออกคำสั่งเผด็จการกันแบบนี้ เขาเรียกว่ามัดมือชกกันชัดๆ เลยรู้ไหม”
อู๋เยว่หัวเราะออกมาเสียงดัง “พูดอะไรของเธอน่ะเจียงหลี ฉันจะไปมัดมือชกเธอได้ยังไง” เธอรีบอธิบายต่อ
“คือเรื่องมันเป็นแบบนี้ ที่สถานีวิทยุและโทรทัศน์ของเรากำลังมีโปรเจกต์ใหม่ เป็นรายการสำหรับเด็กโดยเฉพาะ แล้วฉันก็บังเอิญได้รับหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการผลิตของรายการนี้พอดี”
เธอถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเล่าถึงปัญหาที่กำลังเผชิญ “ช่วงนี้ทีมงานของเราปวดหัวกันมาก เพราะยังหาพิธีกรที่เหมาะสมกับรายการไม่ได้สักที ด้วยเหตุนี้แหละ ฉันเลยอยากจะขอร้องให้เธอมาช่วยหน่อยจะได้ไหม”
เจียงหลีโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่ได้หรอก ไม่ได้จริงๆ เรื่องนี้ฉันช่วยไม่ได้แน่ๆ” เธอให้เหตุผลสนับสนุนความคิดของตัวเอง
“เธอก็รู้นี่ว่าฉันไม่เคยผ่านการฝึกอบรมอะไรแบบนั้นมาก่อนเลย ประสบการณ์ก็ไม่มีสักนิด ที่สำคัญที่สุดคือฉันต้องดูแลลูกๆ ทั้งสามคนนะ แค่คิดก็ไม่มีเวลาแล้ว เรื่องที่เธอขอมามันเกินกำลังฉันไปมากจริงๆ”
“เจียงหลี เราเป็นเพื่อนกันนะ เธอจะใจร้ายปฏิเสธฉันได้ลงคอเชียวเหรอ” อู๋เยว่ยังไม่ยอมแพ้
“ฉันทำไม่ได้จริงๆ” เจียงหลีตอบกลับพลางหัวเราะอย่างจนปัญญา “เธอไปหาคนอื่นเถอะน่า หรือจะลองไปดูตามสถาบันที่เขาสอนเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกาศโดยตรงเลยก็ได้ ไม่แน่อาจจะเจอคนที่ถูกใจก็ได้นะ”
“โธ่ การหาพิธีกรที่ใช่สำหรับรายการเด็กมันไม่ง่ายเหมือนหาผักในตลาดนะ ที่ฉันดิ่งตรงมาหาเธอก็เพราะเห็นว่าเธอเหมาะสมที่สุดแล้ว
ข้อแรกเลยคือเธอเป็นคนมีเสน่ห์ดึงดูดใจเด็กๆ แค่เห็นหน้าก็พากันวิ่งเข้าหาแล้ว
ข้อสองคือเธอเป็นคนพูดจานุ่มนวลน่าฟัง แถมยังสวยหยาดเยิ้มขนาดนี้ ถ้าได้เธอมาเป็นพิธีกรนะ ฉันรับประกันเลยว่ารายการของเราต้องดังเปรี้ยงปร้างแน่นอน” อู๋เยว่พยายามหว่านล้อมอย่างเต็มที่
“อีกอย่างนะ ทุกวันนี้เธอก็เล่านิทานให้ลูกแฝดทั้งสามฟังที่บ้านเป็นประจำอยู่แล้ว การมาทำหน้าที่นี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่านิทานให้เด็กๆ ฟังเพิ่มอีกไม่กี่คนหรอก ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไรเลยสักนิด”
เจียงหลียังคงนิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ ออกไป
อู๋เยว่เห็นเพื่อนยังลังเล จึงตัดสินใจยื่นข้อเสนอที่คิดว่าน่าจะดึงดูดใจได้มากที่สุด “เอาแบบนี้ไหม ฉันให้เงินเดือนเธอเต็มทุกเดือนเลย สวัสดิการต่างๆ ก็ได้ครบเหมือนพนักงานประจำ ที่สำคัญคือเธอมาทำงานแค่อาทิตย์ละครั้งเท่านั้น มาแค่วันหยุดสุดสัปดาห์เพื่ออัดรายการ ซึ่งเทปนั้นจะออกอากาศในวันเสาร์ของสัปดาห์ถัดไป รับรองว่าไม่รบกวนเวลาที่เธอต้องดูแลลูกๆ แน่นอน”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะยื่นข้อเสนอเพิ่มเติม “ส่วนเรื่องลูกๆ ไม่ต้องห่วงเลย เธอพาลูกทั้งสามคนมาที่สถานีด้วยก็ได้ ให้พวกเขานั่งดูเป็นผู้ชมตัวน้อยๆ ร่วมกับเด็กคนอื่นที่เราเชิญมา”
ความเงียบของเจียงหลียังคงเป็นคำตอบ
อู๋เยว่จึงกัดฟันพูดข้อเสนอสุดท้ายออกมา “มีรถไปรับไปส่งถึงที่บ้านเลย เอาเป็นว่าเธอตกลงนะ”
“ฉันขอเวลาคิดอีกหน่อย”
เสียงของตุนตุนดังขึ้นในหัวของเจียงหลีทันที
“[พี่สาวครับ! พี่สาว! ยังจะมัวคิดอะไรอยู่อีกล่ะครับ นี่มันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยนะ! พอพี่สาวได้เป็นพิธีกรรายการเด็กเมื่อไหร่ รับรองเลยว่าเราจะได้ค่าความสุขมาอีกเยอะแยะเต็มไปหมดเลยนะครับ! แล้วพี่สาวก็จะเอาไปแลกยาเม็ดเสริมพลานามัยได้เร็วขึ้นไงครับ แล้วก็ยัง...]”
‘ฉันจำได้ว่าเคยบอกนายไปแล้วนะ ว่าฉันอยากใช้ชีวิตแบบปลาเค็ม’ เจียงหลีตอบกลับในใจ
“[พี่สาวครับ ถึงจะเป็นปลาเค็มก็ต้องมีความฝันบ้างสิครับ! อีกอย่าง พี่สาวลืมไปแล้วเหรอครับว่าถ้าไม่มีเจ้ายาเม็ดเสริมพลานามัยนั่น...]”
‘พอเลย ฉันรู้หรอกน่าว่านายจะพูดอะไรต่อ ก็แค่จะบอกว่าฉันจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปีใช่ไหม’
“[พี่สาวเข้าใจถูกต้องแล้วครับ! นี่ไม่ใช่การขู่เลยนะครับ แต่จากข้อมูลร่างกายของพี่สาวในตอนนี้ ถ้าไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ามาช่วยจริงๆ พี่สาวจะอยู่ได้ไม่เกินอายุ 30 ปีนะครับ!]”
‘เสียงดังจริง’
“[พี่สาวครับ ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ ลองคิดถึงลูกๆ ทั้งสามคนของพี่สาวดู ถ้าไม่มีพี่สาวแล้วพวกเขาจะเป็นยังไงกันครับ พี่สาวยอมยกสามีดีๆ แบบนั้นให้ผู้หญิงคนอื่นจริงๆ เหรอครับ ยอมให้ลูกๆ ที่ทั้งฉลาดทั้งน่ารักของเราต้องไปเรียกผู้หญิงคนอื่นว่าแม่เหรอครับ
ไม่แค่นั้นนะ! พี่สาวยังจะยอมให้ผู้หญิงคนอื่นมาใช้เงินที่พี่เขยหามา แถมยังอาจจะทุบตีลูกๆ ของเราอีกก็ได้นะครับ!]”
“ว่าไง ตกลงไหม” เสียงของอู๋เยว่ดึงสติของเจียงหลีกลับมา
“ฉันแค่กลัวว่าจะทำออกมาได้ไม่ดีพอน่ะสิ”
[จบบท]