บทที่ 405: การหยอกเย้า
เจียงหลีมองท่าทีของอู๋เยว่แล้วมุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ เธอคิดว่าการแกล้งเพื่อนคนนี้ชักจะสนุกเกินไปหน่อยแล้ว แต่ก็คงต้องพอแค่นี้ก่อน ในใจของเจียงหลีนั้น อู๋เยว่ไม่ใช่แค่คนรู้จักผิวเผิน แต่เป็นเพื่อนคนหนึ่งที่เธอรู้สึกดีด้วยจริงๆ
อู๋เยว่ทำหน้าเหมือนโลกจะถล่มลงมาตรงหน้า "ฉันอกหักดังเป๊าะเลยนะเนี่ย เสียใจจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว"
"ถ้ายังเล่นใหญ่ไม่เลิก ฉันอาจจะเปลี่ยนใจจริงๆ ก็ได้นะ"
เจียงหลีเปรยขึ้นมาเบาๆ แค่ประโยคเดียวก็ทำให้คนที่กำลังแสดงละครชีวิตต้องหยุดชะงัก อู๋เยว่รีบปรับสีหน้าทันควัน "ไม่ได้นะ เธอจะทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด เธอรับปากฉันแล้วว่าจะมาเป็นพิธีกรให้รายการของเรา ถ้าเธอเบี้ยวขึ้นมา ฉันจะไปสิงอยู่ที่บ้านเธอทั้งวันทั้งคืนเลย คอยดูสิ"
"แล้วคิดว่าฉันจะเปิดประตูให้เธอง่ายๆ หรือไง"
เธอหัวเราะออกมาเบาๆ กับความคิดของเพื่อน "กำแพงบ้านฉันสูงจะตายไป เธอจะปีนเข้ามาก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ"
แต่อู๋เยว่หาได้ใส่ใจไม่ "กำแพงสูงแล้วทำไม ฉันก็แค่ไปหาบันไดมาพาดก็สิ้นเรื่อง"
"เออ จริงด้วย ฉันลืมคิดไปเลยว่าเธอใช้บันไดได้ งั้นเห็นทีกลับถึงบ้านวันนี้ ฉันต้องไปหาเศษแก้วมาติดไว้บนกำแพงเสียหน่อย แล้วรอบๆ กำแพงก็เอาตะปูมาโรยไว้ให้ทั่ว ทีนี้ต่อให้เธอปีนขึ้นไปถึงข้างบนได้ ก็คงหาที่ลงไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ"
เจียงหลีเล่าแผนการของตัวเองออกมาเป็นฉากๆ แววตาของเธอมีความขบขันซ่อนอยู่
"คิดว่าแค่นั้นจะหยุดฉันได้เหรอ รอไปเถอะ ยังไงฉันก็ต้องหาทางบุกเข้าไปในบ้านเธอให้ได้" อู๋เยว่ประกาศกร้าว แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลย
บทสนทนาที่เต็มไปด้วยการหยอกล้อดำเนินไปเรื่อยๆ ขณะที่ทั้งสองคนค่อยๆ ขยับไปตามแถวที่รอรับลูกหลานหน้าโรงเรียนอนุบาล
"เรื่องนั้นเราตกลงกันเรียบร้อยแล้วนะ อย่าลืมล่ะ เริ่มสุดสัปดาห์นี้เลย เธอแค่รออยู่ที่บ้านกับเด็กๆ เดี๋ยวฉันจะให้รถไปรับ"
เจียงหลีจูงมือลูกแฝดทั้งสองคนที่เพิ่งไปรับมาจากคุณครูออกมาจากประตูโรงเรียน แต่ก็ยังไม่วายถูกอู๋เยว่ตะโกนตามหลังมาเพื่อย้ำเตือนข้อตกลงอีกรอบ
"ฉันไม่ลืมหรอกน่า"
เธอตอบกลับไป ในเมื่อรับปากไปแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด จะลองดูสักตั้ง ถ้าผลลัพธ์ออกมาไม่ดี หรือเธอไม่เหมาะกับงานนั้นจริงๆ ก็คงต้องปล่อยผ่านไป เพราะบางทีคนเราถึงจะหน้าตาดี แต่พออยู่หน้ากล้องแล้วอาจจะดูไม่เป็นธรรมชาติก็ได้
แต่หากทุกอย่างราบรื่น การช่วยเหลือเพื่อนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร การอัดรายการแค่อาทิตย์ละครั้งไม่ได้กระทบกับชีวิตประจำวันของเธอมากมาย แถมยังมั่นใจได้ว่าลูกๆ ทั้งสามคนจะปลอดภัยหายห่วง
แต่ลึกๆ แล้ว เหตุผลที่ผลักดันให้เธอตัดสินใจรับงานนี้ ไม่ใช่แค่เพราะมิตรภาพหรือความสะดวกสบายเท่านั้น แต่เป็นเพราะคำพูดของตุนตุนต่างหาก นั่นคือปัจจัยที่สำคัญที่สุด
เจียงหลีครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง ความรู้สึกผูกพันกับครอบครัวในโลกนี้ ทั้งลั่วเยี่ยนชิงและลูกๆ ทั้งสามคน มันก่อตัวขึ้นในใจเธออย่างช้าๆ ความคิดที่ว่าชีวิตนี้อาจจะจบลงก่อนอายุ 30 ทำให้เธอรู้สึกใจหาย หากเป็นเช่นนั้นจริง ไม่ว่าคนอื่นๆ จะโศกเศร้าเสียใจแค่ไหน แต่คนที่เจ็บปวดและอัดอั้นที่สุดก็คงเป็นตัวเธอเอง
แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลานั้น เธอคงไม่มีลมหายใจให้มานั่งเสียใจแล้ว แต่การที่มีโอกาสจะยืดชีวิตออกไปได้ ใครบ้างล่ะจะอยากนอนแน่นิ่งอยู่ใต้ผืนดินอันหนาวเหน็บ
การตายคือจุดสิ้นสุด เจียงหลีไม่เคยเชื่อในปาฏิหาริย์ ว่าเธอจะโชคดีได้ฟื้นขึ้นมาในร่างใครอีกเป็นครั้งที่สอง และเธอก็รู้ดีว่าโอกาสที่จะได้กลับไปยังโลกใบเดิม กลับไปหาครอบครัวที่แท้จริงของเธอนั้นมันไม่มีอยู่จริง
ชีวิตที่แล้ว เธออุทิศทุกอย่างเพื่อวงศ์ตระกูลและธุรกิจ จนสุดท้ายก็สิ้นใจลงบนโต๊ะทำงาน การได้ลืมตาขึ้นมาในโลกใบใหม่ ทำให้เธอตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ต้องดิ้นรนอะไรอีก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอโกรธเคืองครอบครัวเก่าเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงรักและเป็นห่วงพ่อแม่ รวมถึงน้องชายที่เธอเลี้ยงดูมากับมือเสมอ
หากมีทางเลือกให้กลับไปได้แม้เพียงเสี้ยววินาที เจียงหลีก็พร้อมที่จะกลับเข้าร่างเดิมของเธอ เพื่อไปอยู่กับครอบครัวที่เธอรักสุดหัวใจ
การตัดสินใจเช่นนั้นอาจทำให้เธอดูเป็นคนใจจืดใจดำในสายตาของครอบครัวที่นี่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เธอก็ไม่ใช่ลูกสาวคนสุดท้องตัวจริงของบ้านเจียง ไม่ใช่ 'หลีเป่า' ที่ทุกคนคอยเอาอกเอาใจ บางทีการจากไปของเธอ อาจเป็นการเปิดทางให้ 'หลีเป่า' ตัวจริงได้กลับคืนสู่ร่างของเธอก็เป็นได้
แต่พอนึกถึงเรื่องนี้ เธอก็อดรู้สึกผิดต่อศาสตราจารย์ลั่วกับลูกๆ ทั้งสามคนไม่ได้...
"เธอคิดอะไรอยู่ ตั้งใจฟังฉันอยู่หรือเปล่า"
เสียงของอู๋เยว่ดึงสติของเจียงหลีให้กลับมาสู่ปัจจุบัน
"หือ ว่าอะไรนะ"
[จบบท]