บทที่ 410: แผนลวง
"ฟังนะ ถึงเราจะไปเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่จะทำแบบโจ่งแจ้งให้คนเขารู้ไม่ได้เด็ดขาด" หวังกุ้ยหลานเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบระหว่างสองแม่ลูก สายตาของนางเต็มไปด้วยความหลักแหลม
"คนในเมืองมันชอบดูถูกคนบ้านนอกจะตายไป ถึงนั่นจะเป็นบ้านลูกชายแท้ๆ ของฉันก็เถอะ แต่พวกเพื่อนบ้านละแวกนั้นน่ะตัวดีเลย วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากจับกลุ่มนินทา ไม่แน่ว่าตอนนี้พวกมันจะซุบซิบเรื่องของเราไปถึงไหนต่อไหนแล้ว"
เธอถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเดิม "เพราะฉะนั้น เพื่อจะง้างเอาของดีๆ มาจากไอ้ลูกคนนั้นให้ได้เยอะที่สุด เราต้องเล่นใหญ่เข้าไว้ ทำให้มันดูมีเรื่องมีราว"
ต้องทำให้คนอื่นไม่มีช่องว่างพอที่จะเอาไปพูดจาเสียๆ หายๆ ได้เลย
เมิ่งซิงผิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ "แล้ว... แผนของแม่คือยังไงล่ะ เราไปถึงที่นั่นแล้วต้องทำตัวแบบไหน?"
ลึกๆ แล้วเขาไม่ได้รู้สึกว่าการไปขอความช่วยเหลือจากพี่ชายตัวเองเป็นเรื่องน่าละอายอะไรนักหนา แต่ชีวิตนี้เขาเชื่อฟังแม่มาโดยตลอด ไม่ว่าเธอจะสั่งให้ทำอะไร เขาก็พร้อมจะทำตามโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
"อันดับแรกเลย เราต้องบีบความรู้สึกออกมาให้ได้สมจริงที่สุด พอไปถึงหน้าบ้าน เห็นหน้าพี่ใหญ่แกกับเมียแล้วก็ลูกๆ ของเขานะ ให้โผเข้าไปแล้วร้องไห้โฮออกมาทันทีเลย
ปากก็พร่ำบอกไปว่าคิดถึงพวกเขาเหลือเกิน ต้องพูดซ้ำๆ ย้ำๆ อยู่แบบนั้น แต่มีข้อแม้... ห้ามพูดเรื่องความลำบากของเราเด็ดขาด ห้ามหลุดปากเรื่องที่บ้านไม่มีจะกิน หรือเรื่องที่แกกับพี่รองแล้วก็น้องๆ คนอื่นยังหาเมียไม่ได้เด็ดขาด!"
หวังกุ้ยหลานอธิบายแผนการอย่างละเอียด ขณะที่ในหัวก็คิดภาพตามไปด้วย
"โอ้โหแม่ ผมเข้าใจแจ่มแจ้งเลย!" เมิ่งซิงผิงตาโตอย่างตื่นเต้น
"แม่วางใจได้เลย พอไปถึงปุ๊บ ผมจะจัดเต็ม ร้องไห้ให้สมจริงจนทุกคนต้องเชื่อสนิทใจ ผมจะเล่าว่าผมคิดถึงพี่ใหญ่มากแค่ไหน จะบอกว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาแม่ทุกข์ใจและคิดถึงพี่ใหญ่จนแทบขาดใจขนาดไหน
แถมยังจะบอกอีกว่าถึงแม่จะแต่งงานใหม่กับพ่อแล้ว แต่ในใจก็ไม่เคยลืมพี่ใหญ่เลยสักวัน แม่พยายามตามหาเขามาตลอด พอได้ข่าวคราวเท่านั้นแหละ แม่ก็นอนไม่หลับกระสับกระส่ายทั้งคืน เฝ้ารอแต่จะได้เจอหน้าเขาเร็วๆ..."
เขาพรั่งพรูบทละครที่คิดสดๆ ออกมาเป็นฉากๆ ทำเอาหวังกุ้ยหลานพอใจจนยิ้มแก้มปริ นางถึงกับตบต้นขาตัวเองฉาดใหญ่แล้วหัวเราะออกมา "นั่นแหละ! ต้องแบบนี้เลยลูกรัก แกต้องจำทุกคำที่พูดมาเมื่อกี้ให้ขึ้นใจนะ พอไปเจอหน้าพี่ชายตระกูลลั่วของแกเมื่อไหร่ ต้องแสดงออกมาให้ได้ตามนี้เป๊ะๆ เลย!"
แผนการนี้ช่างน่าประทับใจเสียจริง เธอล่ะอยากจะเห็นนักว่าพอพวกเขาสามแม่ลูกยอมลดตัวลงไปเล่นบทน่าสงสารขนาดนี้แล้ว ไอ้ลูกคนนั้นมันจะยังใจแข็งอยู่ได้อีกหรือ แล้วบรรดาเพื่อนบ้านที่ชอบสอดรู้สอดเห็น จะกล้าพูดจาดูแคลนพวกเขาได้ยังไงกัน
เธอก็เป็นแค่หญิงชราตาฟ่าฟางที่ใกล้จะบอดเต็มทีคนหนึ่งเท่านั้นเอง อุตส่าห์ดั้นด้นตามหาลูกชายที่พลัดพรากจนเจอ แค่มาเยี่ยมเยียนถึงหน้าประตูบ้านด้วยความรักความคิดถึง จะมีเจตนาร้ายอะไรซ่อนอยู่ได้กันเล่า
แววตาของหวังกุ้ยหลานทอประกายแห่งความคาดหวัง "แล้วก็อย่าลืมไปกำชับพี่รองของแกให้ดีๆ ด้วยล่ะ เจ้านั่นมันซื่อบื้อ เดี๋ยวจะทำแผนพังหมด อ้อ! แล้วก็เรื่องสำคัญที่สุด อย่าลืมย้ำเด็ดขาดว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม่ร้องไห้เพราะคิดถึงลูกชายคนนี้จนตาแทบจะบอดสนิทอยู่แล้ว!"
เมิ่งซิงผิงอดแย้งไม่ได้ "โธ่แม่ แต่ตาก็ยังมองเห็นชัดแจ๋วอยู่นี่ครับ!"
"ถ้าไม่พูดให้มันดูน่าเวทนาสุดๆ ไอ้ลูกคนนั้นมันไม่ชายตาแลเราหรอกแกไม่รู้หรือไง"
หวังกุ้ยหลานตวาดแหว เธอยังจำเรื่องราวในอดีตที่ตัวเองทำไว้ได้แม่นยำ หากลูกชายคนนั้นยังผูกใจเจ็บอยู่ล่ะก็ อย่าว่าแต่จะยอมให้ความช่วยเหลือเลย ดีไม่ดีอาจจะคว้าไม้หน้าสามมาไล่ตะเพิดเธอออกจากบ้านด้วยซ้ำ
"ถ้าอย่างนั้นแม่เองก็ต้องระวังปากเหมือนกันนะ อย่าเผลอหลุดเรียกพี่ชายว่า 'ไอ้เด็กเหลือขอ' ต่อหน้าเขาล่ะ" เมิ่งซิงผิงเตือนสติมารดา ในเมื่อจะไปพึ่งพาเขาแล้ว หากยังทำตัวไม่น่ารัก พูดจาไม่เข้าหู มีหรือใครเขาจะอยากต้อนรับ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เลย
อันที่จริง ถ้าไม่ใช่เพราะฐานะทางบ้านมันย่ำแย่ถึงขีดสุด น้องๆ แต่ละคนก็โตจนสมควรจะมีครอบครัวเป็นของตัวเองได้แล้ว เขาก็คงไม่ยอมลดตัวลงมาทำเรื่องน่าอายแบบนี้แน่
เพราะการกระทำเช่นนี้มันไม่ใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น การกระทำของแม่ในอดีตก็เป็นสิ่งที่ยากจะให้อภัย ไม่ต้องให้ใครมาเล่า เขาก็รู้ดีแก่ใจ ที่บ้านหลังนี้... ยกเว้นน้องหกที่ยังเล็กเกินกว่าจะรับรู้อะไร พี่น้องคนอื่นๆ ต่างก็รู้กันทั้งนั้นว่าก่อนที่แม่จะมาแต่งงานกับพ่อของพวกเขา แม่ได้ทำเรื่องใจร้ายใจดำกับลูกชายที่เกิดจากสามีคนแรกไว้อย่างไร
สามีคนแรกเสียสละชีวิตเพื่อชาติ แต่ผู้เป็นภรรยากลับไม่ไยดีลูกในไส้แม้แต่น้อย เธอรวบเอาเงินทองและของมีค่าทั้งหมดในบ้านติดตัวไป แล้วรีบเร่งหาที่พึ่งใหม่ให้ตัวเองอย่างไร้ยางอาย นับจากวันนั้นจวบจนวันนี้ก็เป็นเวลายี่สิบปีเต็ม ที่เธอไม่เคยหวนกลับไปถามไถ่หรือส่งข่าวคราวถึงลูกชายที่ถูกทอดทิ้งเลยแม้แต่ครั้งเดียว
[จบบท]