บทที่ 420: คนนอกโปรดหลีกทาง
ท่ามกลางวงล้อมของผู้คนที่เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ซูม่านที่ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้ที่สุด ก็ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารจำเป็นให้กับเจียงหลีอย่างเสียไม่ได้ เธอชี้ไปยังหญิงชราที่กำลังทำหน้าเศร้าสร้อยอยู่หน้าประตูรั้ว
“เป็นป้าคนนี้แหละที่เดินเข้ามาบอกฉันเองเลยนะว่าลูกชายของเธอชื่อลั่วเยี่ยนชิง เธอยังเล่าด้วยว่าพลัดพรากจากกันมาตั้งหลายปี เพิ่งจะสืบจนรู้ว่าลูกชายย้ายมาอยู่ที่บ้านพักข้าราชการของเรา ก็เลยรีบเดินทางมาหา”
“ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ แต่เรื่องที่เหลือคุณคงไม่ต้องลำบากแล้ว เดี๋ยวรอให้การกับสหายตำรวจทีเดียวเลยแล้วกัน”
เจียงหลีกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอเมินเฉยต่อสายตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ที่พยายามยืดคอชะเง้อมองเข้ามาในรั้วบ้าน ราวกับว่าพวกเขาเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไร้ตัวตน ก่อนจะจับจ้องไปยังกลุ่มคนต้นเรื่องทั้งสามคนที่ยังคงยืนปักหลักอยู่ไม่ไปไหน
“เอาล่ะ ถึงตาพวกคุณแล้ว บอกมาได้หรือยังว่าได้รับภารกิจอะไรมา เป็นสายลับจากฝั่งศัตรู หรือเป็นพวกจารชนที่แฝงตัวเข้ามาเพื่อสร้างความปั่นป่วนในประเทศของเรา”
“ลูกสะใภ้! นี่ลูกสะใภ้พูดจาเหลวไหลอะไรกัน ทำไมถึงมาปรักปรำแม่แบบนี้ได้” หวังกุ้ยหลานเบิกตาโพลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแววตาแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวในชั่วพริบตา
“ลูกชายของแม่ชื่อเยี่ยนชิงจริงๆ แม่ไม่มีวันจำชื่อลูกในไส้ของตัวเองผิดหรอก ฮือ…ฮือ…”
เสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจดังระงมขึ้นทันที หญิงชรายกแขนเสื้อขึ้นมาซับน้ำตาที่ไหลทะลักออกมาไม่หยุด “คนแก่อย่างฉันอุตส่าห์ดั้นด้นตามหาลูกชายมานานกว่า 20 ปี ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ ลูกสะใภ้แท้ๆ กลับยืนกรานไม่ให้แม่เข้าบ้าน นี่มันหมายความว่ายังไง คิดจะขับไล่ไสส่งแม่ผัวคนนี้ไปให้พ้นทางใช่ไหม”
เมื่อเห็นว่าผู้เป็นแม่เปิดฉากการแสดงแล้ว เมิ่งซิงว่างก็ไม่รอช้า เขารีบปล่อยโฮออกมาสมทบอีกแรง
“พี่สะใภ้ครับ ได้โปรดเชื่อพวกเราเถอะครับ หลายปีที่ผ่านมานี้แม่ของผมตามหาพี่ใหญ่มาโดยตลอดจริงๆ นะครับ อย่าไล่พวกเราไปเลยนะครับ อย่างน้อยก็ขอให้พวกเราได้เจอหน้าพี่ใหญ่สักครั้งเถอะ แล้วพวกเราจะยอมจากไปแต่โดยดี”
เมิ่งซิงผิงที่ยืนเงียบอยู่นานก็เอ่ยขึ้นมาบ้าง เขาพยายามข่มกลั้นก้อนสะอื้นเอาไว้สุดความสามารถ “พี่สะใภ้รังเกียจที่พวกเราเป็นคนชนบทใช่ไหมครับ แต่ต่อให้แม่จะยากจนข้นแค้นแค่ไหน ลูกก็ไม่มีวันรังเกียจแม่ของตัวเองได้ลงคอ พี่ใหญ่เป็นลูกชายของแม่ผม ความจริงข้อนี้ไม่มีใครหน้าไหนมาเปลี่ยนแปลงได้หรอกครับ”
เขาสูดน้ำมูกเสียงดังฟืด ก่อนจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “พี่รู้ไหมครับ ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ขอแค่มีเวลาว่างเพียงน้อยนิด แม่ก็จะรีบออกเดินทางไปตามหาพี่ใหญ่เสมอ แม่คิดถึงพี่ใหญ่ใจจะขาดอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะพยายามตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เคยเจอเลยสักครั้ง…”
บทละครน้ำเน่าฉากใหญ่กำลังเปิดม่านแสดงอยู่ตรงหน้าเธออย่างนั้นหรือ พวกเขากำลังเล่นละครเรียกร้องความสงสารจากเธอใช่ไหม หวังจะให้เธอใจอ่อนแล้วเชิญเข้าบ้านไปนั่งจิบน้ำชาอย่างนั้นสินะ
เจียงหลีแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ฝันกลางวันไปหรือเปล่า
“เก็บการแสดงของพวกคุณไว้ไปเล่นที่อื่นเถอะค่ะ ที่หน้าบ้านของฉันมันไม่เวิร์คหรอก จะขายความน่าสงสารหรือจะบีบน้ำตาสักกี่ปี๊บมันก็ไม่มีประโยชน์ และฉันก็มีเรื่องจะเตือนพวกคุณด้วยความหวังดีอีกอย่าง
ก่อนที่ฉันจะก้าวเท้าออกมาจากตัวบ้าน ฉันโทรแจ้งตำรวจไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าให้ฉันเดา อีกไม่นานสหายตำรวจคงจะเดินทางมาถึงที่นี่ และควบคุมตัวพวกคุณไปสอบสวน
ข้อหาเหรอคะ ฉันก็ช่วยคิดไว้ให้แล้ว ไม่เป็นสายลับของศัตรู ก็คงเป็นจารชนที่แฝงตัวเข้ามา ถ้าพวกคุณอยากเปลี่ยนที่นอนไปอยู่ในคุก อยากโดนส่งไปดัดสันดานจนไม่มีโอกาสได้กลับบ้านเกิดไปชั่วชีวิต ก็เชิญปักหลักสร้างความวุ่นวายที่หน้าบ้านของฉันต่อไปได้เลยตามสบาย”
คำพูดของเจียงหลีทำให้ทั้งสามคนหน้าซีดเผือดไปตามๆ กัน แต่หวังกุ้ยหลานก็ยังคงใจสู้ เธอเชิดหน้าขึ้นสบตากับเจียงหลีอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ในดวงตาจะยังคงมีน้ำตาคลอหน่วยอยู่ก็ตาม
“ลูกชายของฉันชื่อลั่วเยี่ยนชิง ส่วนฉันเป็นแม่แท้ๆ ของเขา ฉันชื่อหวังกุ้ยหลาน และนี่คือน้องชายทั้งสองคนของเยี่ยนชิง คนหนึ่งชื่อเมิ่งซิงเซิ่ง ส่วนอีกคนชื่อเมิ่งซิงผิง พวกเราทั้งหมดเดินทางมาจากเมืองหลาง ต่อให้ตำรวจมาพวกเราก็ไม่กลัว เพราะเราคือผู้บริสุทธิ์ พวกคุณอยากจะตรวจสอบประวัติของพวกเราก็เชิญได้เลยตามสบาย
ฉันได้ยินมาว่าเธอคือภรรยาคนใหม่ที่ลูกชายของฉันเพิ่งแต่งงานด้วยใช่ไหม ฉันขอเตือนเธอไว้ตรงนี้เลยนะ อย่าคิดว่าการที่เธอได้แต่งงานกับลูกชายของฉันแล้วจะทำให้เธอมีสิทธิ์มีเสียงมาห้ามไม่ให้พวกเราแม่ลูกได้พบหน้ากัน และที่สำคัญที่สุด อย่าคิดแม้แต่จะแตะต้องหรือทำร้ายหลานรักทั้งสามคนของฉันเด็ดขาด”
“เธอน่ะเหรอที่ชื่อหวังกุ้ยหลาน”
เสียงทรงอำนาจของใครคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับการปรากฏตัวของแม่เฒ่าฉีที่แหวกวงล้อมของผู้คนที่มุงดูอยู่เข้ามา หลังจากได้ยินเสียงเอะอะโวยวายมาจากทางหน้าบ้านของเจียงหลี เธอก็รีบสั่งให้ซ่งเซวียนหลานชายอยู่เฝ้าบ้านและอ่านหนังสือไปเงียบๆ ส่วนตัวเองก็รีบรุดมาดูสถานการณ์ทันที สายตาคมกริบของเธอกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดลงที่ซูม่าน
“คนที่ไม่เกี่ยวข้องกรุณาถอยออกไปยืนห่างๆ ด้วย”
ประโยคสั้นๆ แต่แฝงไปด้วยความกดดันอย่างมหาศาล ทำให้ซูม่านรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ เห็นได้ชัดว่าหญิงชราคนนี้กำลังแสดงความรังเกียจที่เธอยืนขวางทางอยู่
แล้วเธอจะทำอะไรได้อีก นอกจากก้มหน้ายอมรับชะตากรรม
ถึงแม้ในใจจะคัดค้านและไม่พอใจมากแค่ไหน แต่สุดท้ายซูม่านก็ต้องยอมขยับเท้าหลีกทางให้แต่โดยดี
“ใช่…ฉันคือหวังกุ้ยหลาน แล้วคุณเป็นใครกัน” พอต้องมาเผชิญหน้ากับหญิงชราท่าทางน่าเกรงขามคนนี้ หวังกุ้ยหลานก็เกิดอาการใจฝ่อขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“เธอไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าฉันเป็นใคร ฉันแค่อยากจะถามเธอแค่คำถามเดียวเท่านั้น เธอมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมาสร้างความวุ่นวายที่นี่ด้วย”
หรือว่าข้อมูลของเยี่ยนชิงจะหลุดลอดออกไปจากสถานสงเคราะห์ที่เมืองหลางจริงๆ แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ผู้อำนวยการเนี่ยเป็นคนที่รู้ดีว่าเรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบในวงกว้างมากแค่ไหน เธอไม่มีทางที่จะปล่อยให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเยี่ยนชิงหลุดไปถึงหูของหวังกุ้ยหลานแม้แต่คำเดียวอย่างแน่นอน แล้วถ้าไม่ใช่เธอ…ใครกันที่เป็นหนอนบ่อนไส้ แอบทำเรื่องสกปรกพวกนี้อยู่ลับหลัง
แม่เฒ่าฉีขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย
หวังกุ้ยหลานรีบแก้ตัวเสียงสั่น “สหายคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะก่อเรื่องนะคะ ฉันแค่อยากจะมาตามหาเยี่ยนชิง ลูกชายของฉันเท่านั้นเอง เราแม่ลูกต้องถูกบังคับให้พรากจากกัน…”
“พอได้แล้ว อย่ามาเล่นละครตบตาฉัน เรื่องราวทั้งหมดของเธอ ฉันรู้แจ้งเห็นจริงยิ่งกว่าใคร”
[จบบท]