บทที่ 421: หน้าไม่อาย
การแสดงละครตบตาของหวังกุ้ยหลานทำให้แม่เฒ่าฉีสุดจะทนดูต่อไปได้อีก หญิงชราตัดสินใจก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย พร้อมกับยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุดการกระทำอันน่าสมเพชนั้นเสียที
“เรื่องที่คุณทำไว้เมื่อหลายปีก่อน อยากให้ฉันป่าวประกาศให้ทุกคนที่นี่ได้รู้ไปพร้อมกันเลยไหม”
“ฉันไปทำอะไรตอนไหน”
หวังกุ้ยหลานมีอาการร้อนตัวอย่างเห็นได้ชัด ในอกของเธอเต้นระรัวด้วยความหวาดระแวง หากยังปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังเธอต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้ดังนั้น หญิงวัยกลางคนจึงรีบส่งสัญญาณทางสายตาให้ลูกชายทั้งสองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล ไม่นานนัก ร่างของเมิ่งซิงว่างและเมิ่งซิงผิงก็พุ่งทะยานเข้าไปในบริเวณบ้านของเจียงหลีทันที
แน่นอนว่าหวังกุ้ยหลานเองก็ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยไป เธอแสร้งทำทีเป็นพุ่งเข้าหาเจียงหลี แต่แล้วกลับเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน หมุนตัวไปใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีผลักร่างของแม่เฒ่าฉีที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดอย่างจัง
“สหายฉี”
เสียงร้องด้วยความตกใจดังระงมไปทั่วบริเวณ
ภาพของแม่เฒ่าฉีกำลังจะล้มลงทำให้เจียงหลีต้องเบนความสนใจจากสองพี่น้องที่บุกรุกเข้าไปในบ้านของเธอ เธอกระโจนเข้าไปประคองร่างของหญิงชราไว้ได้อย่างฉิวเฉียด
“เข้าไปจัดการข้างในก่อนเถอะ”
แม่เฒ่าฉีส่ายหน้าเบาๆ เพื่อยืนยันว่าตนไม่เป็นอะไร ก่อนจะเหลือบไปเห็นว่าหวังกุ้ยหลานอาศัยจังหวะชุลมุนลอบเข้าไปในบ้านของเจียงหลีอีกคน จึงรีบกระตุ้นหญิงสาว “ไม่ต้องเป็นห่วงแม่หรอก ลูกรีบเข้าไปดูข้างในก่อนดีกว่า”
เจียงหลีพยักหน้ารับคำ เธอจัดท่าทางให้แม่เฒ่าฉียืนอย่างมั่นคง ก่อนจะกำไม้ในมือให้แน่นขึ้น แล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในประตูบ้านของตัวเอง
แทบจะในจังหวะเดียวกัน เสียงร้องโหยหวนราวกับสัตว์ที่กำลังจะถูกเชือดก็ดังเล็ดลอดออกมาจากด้านใน
ไม้ในมือของเจียงหลีฟาดกระหน่ำลงบนร่างกายของสองพี่น้องเมิ่งซิงว่างอย่างไม่เลือกที่ ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา หรือแผ่นหลังก็ล้วนแล้วแต่เป็นเป้าหมายของเธอทั้งสิ้น ความรู้สึกขยะแขยงที่มีต่อพวกปรสิตสังคมที่จ้องแต่จะสูบเลือดสูบเนื้อจากผู้อื่นถูกระบายออกมาผ่านแรงที่ฟาดลงไป
“โอ๊ย อย่าตีนะ ฉันยังไม่ได้เอาอะไรไปเลย ฉันสาบานได้ว่ายังไม่ได้หยิบอะไรไปแม้แต่ชิ้นเดียว ได้โปรดอย่าตีฉันเลย” เมิ่งซิงว่างร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
เมิ่งซิงผิงเองก็ไม่ต่างกัน เขาร้องขอชีวิตเสียงดัง “ปล่อยผมไปเถอะครับ ผมจะรีบไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลย ต่อให้ใครมาลากผมให้มาที่นี่อีกผมก็จะไม่มาแล้ว ขอร้องล่ะครับ หยุดตีผมสักที มันเจ็บเหลือเกิน”
ภาพของลูกชายสุดที่รักทั้งสองกำลังนอนกอดหัวกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นทำให้หวังกุ้ยหลานแทบคลั่ง เธออยากจะลุกพรวดขึ้นไปกระชากผมและข่วนหน้าเจียงหลีให้หนำใจ แต่ความกลัวที่มีต่อหญิงสาวกลับมีมากกว่า อีกทั้งเมื่อครู่ตอนที่เธอรีบวิ่งเข้ามาเพราะหวังจะรื้อค้นของมีค่า ดันสะดุดขาตัวเองล้มหน้าคว่ำจนข้อเท้าพลิก
ในสภาพที่ไม่สามารถแม้แต่จะพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นได้ การจะเข้าไปช่วยลูกชายทั้งสองจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
“นังผู้หญิงสารเลว ถ้าลูกชายของฉันเป็นอะไรไป ฉันจะสั่งให้เยี่ยนชิงหย่ากับแกให้ได้”
หวังกุ้ยหลานทำได้เพียงชี้นิ้วไปยังเจียงหลี แม้จะไม่กล้าตะเบ็งเสียงดัง แต่ก็ยังไม่วายส่งคำขู่ไปให้
“คุณป้ายังคิดว่าตัวเองอยู่ในยุคสมัยที่สามีเป็นเจ้าชีวิตของภรรยาอยู่อีกหรือคะ”
การได้สั่งสอนสองพี่น้องจนร้องโอดโอยทำให้เจียงหลีรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เธอใช้ไม้ค้ำยันตัวเองไว้ พลางส่งสายตาเย้ยหยันไปยังหวังกุ้ยหลานที่นอนอยู่บนพื้น
“พ่อสามีของฉันยอมสละชีพในสนามรบเพื่อปกป้องประเทศชาติ แต่ในฐานะภรรยาของวีรบุรุษ คุณกลับทำเรื่องน่าละอาย เพียงแค่ได้ยินข่าวการเสียชีวิตของสามี คุณก็รีบหาทางเอาตัวรอด กวาดเอาทรัพย์สินทุกอย่างในบ้านไปจนเกลี้ยง แล้วทิ้งลูกชายแท้ๆ ที่อายุเพียง 6 ขวบไว้ข้างหลัง เพื่อหนีตามผู้ชายคนใหม่ไปเสวยสุข
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คุณก็ไม่เคยโผล่หน้ากลับมาดูดำดูดีสามีของฉันอีกเลย แต่มาวันนี้ หลังจากเวลาผ่านไปนานถึง 22 ปี คุณกลับปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับคำพูดสวยหรูว่าคิดถึงลูก และตามหามานานหลายปี คุณคิดว่าเรื่องที่คุณแต่งขึ้นมาจะมีใครหน้าไหนเชื่ออย่างนั้นเหรอคะ”
“นี่แกรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงกัน”
คำพูดของเจียงหลีแทงใจดำหวังกุ้ยหลานอย่างจัง เธอตกใจจนตัวสั่นเทา
“ฉันไม่ได้รู้แค่เรื่องนี้หรอกนะ แต่ฉันยังรู้อีกว่าเมื่อปีที่แล้วคุณอุตส่าห์ดั้นด้นไปถึงสถานสงเคราะห์เมืองหลาง ที่ทำทั้งหมดก็ไม่ใช่เพราะความเป็นห่วง แต่เป็นเพราะต้องการเงินไปขอภรรยาให้ลูกชายคนใหม่ของคุณต่างหาก
บอกฉันมาสิคะ ในฐานะของคนเป็นแม่ คุณเอาความหน้าด้านหน้าทนมาจากไหนถึงกล้ากลับมาสูบเลือดจากลูกชายที่ตัวเองทอดทิ้งไป ในเมื่อรู้ตัวว่าไม่มีปัญญาเลี้ยงแล้ว ตอนนั้นจะขยันมีลูกกันไปเพื่ออะไร”
[จบบท]