บทที่ 422: กรรมที่ก่อเอง
ทันทีที่เจียงหลีก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามาในเขตลานบ้านจนเรียบร้อย แม่เฒ่าฉีที่ยืนคุมเชิงอยู่ก็จัดการลั่นดาลปิดประตูรั้วไม้ลงกลอนเสียงดังปึ้ง ตัดขาดสายตาสอดรู้สอดเห็นของเหล่าจีนมุงได้อย่างชะงัด ตอนนี้สิ่งที่คนภายนอกรับรู้มีเพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับหมูที่กำลังจะถูกส่งเข้าโรงเชือด ซึ่งดังเล็ดลอดออกมาจากอาณาเขตของบ้านเจียงหลีเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า
ครั้นเมื่อบทสนทนาภายในเริ่มขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของเจียงหลีก็แผ่วเบาลง เช่นเดียวกับเสียงของหวังกุ้ยหลานที่แทบจะกลืนหายไปในลำคอ ทำให้บรรดาผู้คนที่ยังคงปักหลักรอฟังความอยู่นอกรั้ว ไม่สามารถจับใจความใดๆ ได้อีกต่อไป
"การที่คุณทอดทิ้งลูกชายของตัวเองในตอนที่เขายังเล็ก นั่นคือบาปติดตัวที่คุณไม่มีวันลบล้างได้ ถ้าฉันเป็นคุณนะ ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ ฉันจะไม่มีวันกลับมาเหยียบที่นี่หรือปรากฏตัวให้เด็กคนนั้นเห็นหน้าอีกเป็นอันขาด จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดกับคำถามที่ว่า แม่ครับ...ทำไมวันนั้นแม่ถึงทิ้งผมไป"
ทุกถ้อยคำที่หลุดออกจากปากของเจียงหลีมันช่างเย็นเยียบและไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ เจือปน "ลั่วเยี่ยนชิงถูกคุณผลักไสไล่ส่ง เขาต้องซมซานไปอาศัยอยู่กับปู่ย่าเป็นเวลาถึง 2 ปีเต็ม แต่โชคชะตาก็ยังเล่นตลกไม่เลิก เมื่อผู้เฒ่าทั้งสองต้องมาล้มป่วยแล้วจากไปในเวลาไล่เลี่ยกัน หากจะว่ากันตามจริง เขายังเหลืออาแท้ๆ ที่เป็นสายเลือดเดียวกันอยู่อีกคน ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน เขาก็ไม่ควรจะต้องกลายเป็นเด็กเร่ร่อนจนถูกส่งตัวไปอยู่สถานสงเคราะห์"
"แต่เปล่าเลย...อาของเขากลับมองไม่เห็นผลประโยชน์อะไรที่จะได้จากการเลี้ยงดูหลานชายแท้ๆ ของตัวเองแม้แต่น้อยนิด เขาก็เลยจูงมือเด็กชายวัย 8 ขวบไปส่งที่สถานสงเคราะห์
สหายหวังกุ้ยหลาน คงได้ยินชัดแล้วสินะ นี่แหละคือกงกรรมกงเกวียนที่คุณเป็นคนก่อมันขึ้นมาเองทั้งหมด ผลของมันไม่เพียงแต่ทำให้ลั่วเยี่ยนชิงต้องเติบโตมาโดยปราศจากความรักของแม่ แต่มันยังทำลายความเชื่อใจและศรัทธาที่เขามีต่อคำว่าครอบครัวลงจนป่นปี้ ทำให้เขากลายเป็นคนเย็นชาและปิดกั้นตัวเองจากทุกคน!
ไหนลองตอบมาสิว่าตอนนี้คุณยังกล้าคิดที่จะเจอลั่วเยี่ยนชิงอีกไหม ยังหน้าด้านพอที่จะหวังผลประโยชน์อะไรจากตัวเขาอีกหรือเปล่า"
"...ฉันเป็นแม่ของเขานะ"
หวังกุ้ยหลานก้มหน้านิ่งงันไปนานหลายอึดใจ ก่อนจะรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเจียงหลี แววตาของนางฉายชัดถึงความละอายใจที่ปนเปไปกับความอึดอัดขัดเขิน
"ถ้าชีวิตของฉันมันไม่ได้ลำบากยากแค้นจนหลังชนฝาจริงๆ ฉันจะมีความคิดมาตามหาเยี่ยนชิงทำไมกัน สามีคนปัจจุบันของฉันก็เพิ่งตายจากไป ทิ้งลูกชายไว้ให้ตั้ง 6 คน ซึ่งในจำนวนนั้นมีแค่คนเดียวเท่านั้นที่ได้ออกเรือนมีภรรยาเป็นของตัวเอง..."
"เรื่องพรรค์นั้นไม่ต้องเอามาเล่าให้ฉันฟัง"
เจียงหลีแค่นเสียงหัวเราะออกมา "สำหรับฉันแล้ว จุดยืนของฉันยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ในเมื่อคุณมีความสามารถเบ่งลูกชายออกมาได้ไม่หยุดหย่อน คุณก็ต้องมีความสามารถในการจัดการกับปัญหาทุกอย่างที่จะตามมาของพวกเขาด้วยตัวเองสิ"
เธอเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิงคำถามต่อไป "บอกมาได้แล้วว่าพวกคุณดั้นด้นกันมาถึงที่นี่ได้ยังไง ฉันต้องการฟังความจริงเท่านั้น ถ้าไม่อย่างนั้น..."
ไม้ท่อนยาวในมือของเธอถูกแกว่งขึ้นลงช้าๆ เป็นการส่งสัญญาณเตือน ท่าทางสบายๆ นั้นกลับสร้างความหวาดหวั่นให้สองพี่น้องตระกูลเมิ่งจนเนื้อตัวสั่นเทิ้ม เมิ่งซิงผิงที่ดูท่าทางจะขวัญอ่อนกว่าใครเพื่อนรีบโพล่งขึ้นมาทันที
"จดหมายครับ! ที่บ้านเราได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง มันถูกส่งมาจากปักกิ่ง ในนั้นบอกที่อยู่ของบ้านพักข้าราชการแห่งนี้เอาไว้เสร็จสรรพ แถมยังเขียนกำกับไว้ด้วยว่า ถ้าเรามาถึงที่นี่เมื่อไหร่ ก็จะได้พบกับพี่ใหญ่...เอ่อ ไม่ใช่สิ ในจดหมายบอกว่าพี่ใหญ่ของผม...ก็ไม่ถูกอีก ต้องบอกว่าได้พบกับสหายลั่ว"
สิ้นเสียงของเขา เมิ่งซิงผิงที่ยังคงหวาดระแวงว่าไม้เรียวจะหวดลงบนแผ่นหลังของเขาอีกระลอก ก็รีบล้วงหยิบจดหมายฉบับดังกล่าวออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วยื่นส่งให้กับเจียงหลีด้วยสองมือที่สั่นระริก "นี่...นี่ครับ..."
"อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ โตจนจะเป็นหนุ่มเต็มตัวกันหมดแล้ว แต่กลับไม่มีปัญญาหาภรรยา นั่นมันก็พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าพวกคุณมันไร้ความสามารถกันเอง"
เพราะเมิ่งซิงผิงยังคงนอนกองอยู่กับพื้นและไม่สามารถลุกขึ้นได้ด้วยตัวเอง เจียงหลีจึงจำต้องโน้มตัวลงไปรับจดหมายฉบับนั้นมาถือไว้ ก่อนจะกลับมายืนตัวตรงตามเดิม แล้วเอ่ยกับสองพี่น้องเมิ่งซิงผิงและเมิ่งซิงว่าง
"ในแถบชนบทน่ะ แค่มีเรี่ยวแรง มีความขยันหมั่นเพียร แล้วก็สะสมแต้มแรงงานได้มากพอ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีหญิงสาวที่ไหนเขาชายตาแลพวกคุณสองคนพี่น้อง…
อีกอย่างนะ การแต่งงานมีครอบครัวในชนบทมันไม่ได้ใช้เงินทองมากมายอะไรขนาดนั้น แค่ขยันทำงาน ปีนี้เก็บเงินไม่พอ ปีหน้าก็เก็บใหม่ ไม่ช้าก็เร็วต้องมีวันนั้น วันที่เก็บเงินได้มากพอที่จะไปสู่ขอภรรยามาอยู่ด้วยกัน
แต่ดูสิ่งที่พวกคุณทำสิ ต้นแบบไม่ดี ปลายแถวก็เลยเลวร้ายตามกันไป แต่ละคนขี้เกียจตัวเป็นขน ไม่ยอมขยันทำงานเพื่อสะสมแต้มแรงงาน แล้วแบบนี้จะมีผู้หญิงที่ไหนเขาอยากจะลดตัวลงมามองพวกคุณกัน"
เจียงหลีไล่สายตาอ่านตัวอักษรบนหน้าซองจดหมายคร่าวๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหวังกุ้ยหลานอีกครั้ง ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดๆ เสียงของแม่เฒ่าฉีก็ดังขัดขึ้นมาจากทางหน้าประตูเสียก่อน "หลีเป่า สหายตำรวจมาถึงแล้วจ้ะ"
"ผมไม่อยากถูกจับนะ...แม่ ช่วยพูดอะไรหน่อยสิแม่ ผมไม่อยากถูกสหายตำรวจจับตัวไป"
เมิ่งซิงผิงรีบคลานเข้าไปเกาะแข้งเกาะขาแม่ของตน พลางวิงวอนด้วยใบหน้าที่ใกล้จะหลั่งน้ำตาออกมาเต็มที
[จบบท]