บทที่ 437: ภรรยาของผมเป็นอะไรไปเหรอ?
“พี่ไม่เห็นว่านายจะฉลาดตรงไหน”
น้ำเสียงเรียบๆ ของลั่วหมิงรุ่ยสวนกลับน้องชายฝาแฝดทันควัน ก่อนจะเบนสายตาไปหาน้องสาวแล้วเอ่ยชวนให้ตามไปแปรงฟันล้างหน้าที่หลังบ้านด้วยกัน
“อะไรกัน! ผมออกจะฉลาดจะตายไป แม่ว่าจริงไหมครับ?”
พี่ชายใจร้าย ชอบแกล้งเขาอยู่เรื่อยเลยให้ตายสิ!
ลั่วหมิงหานตัวน้อยได้แต่ยู่ปากทำหน้าทะเล้นใส่แผ่นหลังของพี่ชาย ก่อนจะรีบวิ่งไปเกาะแขนผู้เป็นแม่แล้วแหงนหน้าขึ้นไปออดอ้อน “แม่ครับ แม่ยังไม่ได้ตอบผมเลยนะ ว่าผมเป็นเด็กฉลาดที่สุดในสามโลกหรือเปล่าครับ”
“เรื่องแบบนี้ต้องถามแม่ด้วยเหรอ” เจียงหลีอมยิ้มพลางใช้ปลายนิ้วลูบศีรษะลูกชายเบาๆ แววตาของเธอทอประกายแห่งความเอ็นดู “ในสายตาของแม่น่ะ หานหานของพวกเราเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุดอยู่แล้ว”
คำชมจากปากแม่ทำให้แก้มใสๆ ของเด็กชายขึ้นสีระเรื่ออย่างเขินอาย แต่ถึงจะเขินแค่ไหน ก็ยังไม่ลืมที่จะบอกรักแม่เสียงดังฟังชัด “หานหานรักแม่ที่สุดในสามโลกเลยครับ!”
“แม่ก็รักหานหานของพวกเราที่สุดเหมือนกัน เอาล่ะ ไปล้างหน้าแปรงฟันได้แล้ว”
เธอจูงมือเจ้าตัวเล็กเดินไปยังลานหลังบ้าน ไม่นานนักสมาชิกทุกคนในครอบครัวก็มาพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหาร
หลังจากจัดการมื้อเช้ากันเรียบร้อย เจียงหลีก็เข้าไปเป็นลูกมือช่วยลั่วเยี่ยนชิงเก็บล้างในครัว ซึ่งจริงๆ ก็ไม่มีอะไรมากนัก เพราะเด็กแฝดทั้งสองต้องไปทานมื้อเช้าพร้อมกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนอนุบาลอยู่แล้ว เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง สองสามีภรรยาก็พาลูกๆ ทั้งสามคนออกจากบ้านเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายของแต่ละคน
“พ่อคะ ตอนนี้หนูขึ้นชั้นอนุบาลสองแล้วนะ!” เสียงเจื้อยแจ้วของเวยเวยดังขึ้นมาก่อนใคร
ลั่วเยี่ยนชิงก้มลงมองลูกสาวแล้วพยักหน้ารับสั้นๆ “อืม”
“พ่อครับ พอผมเรียนจบชั้นอนุบาลสอง แล้วก็ต่ออนุบาลสามกับชั้นเตรียมประถมจบ ผมก็จะกลายเป็นนักเรียนชั้นประถมที่เก่งเหมือนพี่ใหญ่ได้แล้ว!” คราวนี้เป็นเสียงของลั่วหมิงหานที่พูดขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น
ผู้เป็นพ่อพยักหน้าอีกครั้ง “อืม”
“พ่อไม่ชอบพูดเหรอคะ?” ลูกสาวคนเล็กเอียงคอถามอย่างสงสัย
คำถามนั้นทำเอาคนถูกถามถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำไหนมาตอบลูกสาวตัวน้อยดี
เจียงหลีที่เดินเคียงข้างอยู่ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เธอจึงต้องรับหน้าที่เป็นฝ่ายช่วยสามีคลายสถานการณ์ “พ่อของลูกไม่ได้ไม่ชอบพูดหรอกจ้ะ แต่เขาเป็นคนพูดน้อยเฉยๆ”
“อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง!” เวยเวยพยักหน้าเล็กๆ เหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจทั้งหมด
“พ่อครับ พูดน้อยไม่ดีเลยนะ แบบนี้แม่ก็ไม่รู้สิครับว่าพ่อกำลังคิดอะไรอยู่” ลั่วหมิงหานเหลือบมองพ่อของตัวเอง ก่อนจะให้คำแนะนำด้วยน้ำเสียงใสซื่อ “พ่อต้องคุยกับแม่เยอะๆ นะครับ แม่จะได้รักพ่อมากขึ้นทุกๆวันไงครับ!”
คำแนะนำของลูกชายทำเอาลั่วเยี่ยนชิงรู้สึกเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้ปัดความหวังดีของลูกชายทิ้ง เพียงแค่พยักหน้าตอบกลับไปเบาๆ “อืม”
ภาพการสนทนาของสองพ่อลูกอยู่ในสายตาของเจียงหลีตลอด เธอทำได้เพียงส่ายหน้าเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มขบขัน
ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงโรงเรียนอนุบาล หลังจากส่งเด็กแฝดเข้าประตูไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็เดินไปส่งลั่วหมิงรุ่ยที่โรงเรียนประถมซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก
“ไปกันเถอะคุณ เราไปซื้อกับข้าวกันต่อดีกว่า”
เจียงหลีชวนสามีพลางยกตะกร้าจ่ายตลาดขึ้นมาถือเตรียมพร้อม
“ผมถือให้” ลั่วเยี่ยนชิงว่าพลางยื่นมือออกไปรับตะกร้ามาถือไว้เองอย่างเป็นธรรมชาติ
***
การมีลั่วเยี่ยนชิงมาช่วยต่อคิวซื้อของ ทำให้เจียงหลีซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารกลางวันได้รวดเร็วกว่าปกติมาก
“กลางวันนี้คุณอยากกินเกี๊ยว บะหมี่ หรือจะกินข้าวสวยดีคะ?” ระหว่างทางเดินกลับบ้านพักข้าราชการ เจียงหลีก็หันไปถามความเห็นของคนที่เดินอยู่ข้างๆ
“แค่เป็นฝีมือคุณ ผมกินได้หมด” คือคำตอบที่ได้รับกลับมาโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“งั้นเรากินเกี๊ยวกันนะคะ” เธอตัดสินใจเลือกเมนูนี้ เพราะรู้ดีว่าเขาชอบทานเกี๊ยวเป็นพิเศษ ซึ่งก็เป็นไปตามคาดเมื่อลั่วเยี่ยนชิงพยักหน้าตอบรับ “ครับ”
ทว่าขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินเข้าเขตบ้านพัก ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ซูม่านอุ้มลูกชายเดินออกมาจากบ้านตระกูลเหวินพอดี สายตาของเธอจับจ้องไปยังร่างสูงของลั่วเยี่ยนชิง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตรนัก
“สหายลั่ว คุณช่วยควบคุมภรรยาของคุณหน่อยจะได้ไหม!”
“ภรรยาของผมทำไมครับ?”
ฝีเท้าของลั่วเยี่ยนชิงชะงักลง เขาทอดสายตาไปยังอีกฝ่ายนิ่ง รอคอยคำอธิบาย
เจียงหลีรู้สึกว่าเรื่องราวมันชักจะน่าขันขึ้นทุกที เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผู้หญิงอย่างซูม่านจะทำตัวไร้เดียงสาถึงขั้นมาฟ้องสามีของเธอแบบนี้ หรืออีกฝ่ายไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ผู้ชายดีๆ ที่ไหนเขาจะปล่อยให้ภรรยาของตัวเองต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าคนนอกกัน
“เมื่อวานสหายเจียงตบหน้าฉันไปสองทีโดยไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย”
[จบบท]