บทที่ 442: ทั้งหล่อทั้งน่ารัก
ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาที่ดำเนินมานานกว่าหนึ่งปีนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นการใช้ชีวิตอยู่ห่างกันมากกว่าจะได้ใกล้ชิด แม้ว่าช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้กันและกันจะเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกดีๆ แต่บทบาททางกายภาพของคนทั้งคู่กลับหยุดอยู่แค่การจูบ กอด และจับมือเท่านั้น ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่พวกเขาจะแสดงความใกล้ชิดที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น
ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในหัวของเจียงหลีครั้งแล้วครั้งเล่า เธออดสงสัยไม่ได้ว่าสามีของเธออาจจะคุ้นชินกับการใช้ชีวิตแบบสมถะจนเป็นนิสัยไปแล้วหรืออย่างไร ถึงได้มีผู้หญิงสวยสะพรั่งอยู่เคียงข้างกาย แต่กลับไม่แสดงปฏิกิริยาพิเศษใดๆ ออกมาให้เห็นเลย
อาจเป็นเพราะความร้อนบนใบหน้าเริ่มบรรเทาลงแล้ว ลั่วเยี่ยนชิงจึงเอื้อมมือไปปิดก๊อกน้ำ ทว่าเขากลับยังไม่ยอมเดินกลับเข้าห้องนอนในทันที
ร่างสูงสง่ายืนนิ่งอยู่กลางลานบ้าน เมื่อมองจากมุมของเจียงหลี เธอก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าใบหูของเขายังคงแดงก่ำราวกับจะมีเลือดหยดลงมาได้ทุกเมื่อ
แววตาคู่สวยฉายประกายขบขัน เจียงหลีส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะคว้ากระเป๋าเดินทางที่จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว แล้วก้าวออกจากประตูห้องไปหาเขา
“ดีขึ้นบ้างหรือยังคะ...คุณ...” เธอจงใจลากเสียงยาวตอนท้ายประโยค สายตาก็เต็มไปด้วยความนึกสนุก
น้ำเสียงของลั่วเยี่ยนชิงแหบพร่าไปเล็กน้อย “ผมไม่เป็นไร”
เจียงหลีเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ข้างๆ เขา ก่อนจะเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อยแล้วกระซิบที่ข้างหู “ถ้าคุณต้องการก็แค่บอกนะคะ อย่าฝืนเก็บเอาไว้เลย เดี๋ยวจะแย่เอา...”
ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยประโยคถัดไป ร่างทั้งร่างก็ถูกดึงเข้าไปสู่อ้อมกอดที่แข็งแรงของเขา “ร่างกายผมสบายดี ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น!”
“โอ้” เจียงหลีครางรับในลำคอ “แต่เมื่อกี้นี้ฉันเห็นว่าคุณ...”
“เงียบก่อน”
ลั่วเยี่ยนชิงพยายามควบคุมลมหายใจของตัวเองอยู่เงียบๆ ไม่นานนัก เขาก็โน้มใบหน้าลงมาประทับจูบเบาๆ บนหน้าผากของเธอ “ไว้คราวหน้านะ...” แต่แล้วเขาก็เงียบไป เจียงหลีจึงต้องเงยหน้าขึ้นสบตา
“คราวหน้าอะไรหรือคะ”
ร่างกายของลั่วเยี่ยนชิงร้อนรุ่มอยู่เป็นทุนเดิม พอได้ยินน้ำเสียงหวานใสของเจียงหลี มันก็ยิ่งเหมือนเป็นตัวกระตุ้นชั้นดี “ผมต้องไปแล้ว คุณดูแลตัวเองดีๆ ด้วย”
เขารีบพูดพลางรับกระเป๋าเดินทางจากมือเธอ แล้วหมุนตัวก้าวฉับๆ ตรงไปยังประตูหน้าบ้าน
เขาเองก็กลัว... กลัวว่าหากยังชักช้าอยู่อีกสักนิดเดียว คงต้องกลับไปพึ่งพาน้ำเย็นจัดๆ เพื่อดับความร้อนรุ่มในกายอีกรอบเป็นแน่
อันที่จริงความรู้สึกแบบนี้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับลั่วเยี่ยนชิงอย่างมาก แต่เขาก็รู้ดีว่าปฏิกิริยาทางร่างกายที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้มีต้นตอมาจากภรรยาตัวน้อยของเขาแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด
แต่หากเรื่องนี้รู้ถึงหูเจียงหลีเข้า เธอคงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า ‘แล้วชีวิตแต่งงานครั้งก่อนของคุณมันคืออะไรกันคะ การแต่งงานที่ว่างเปล่าอย่างนั้นเหรอ’
“กลับเข้าไปพักผ่อนเถอะ”
หลังจากขึ้นไปนั่งบนรถและลดกระจกลงครึ่งหนึ่ง ลั่วเยี่ยนชิงก็เห็นเจียงหลียืนส่งเขาอยู่นอกประตู เขาจึงโบกมือให้เธอเบาๆ “ลาก่อนนะครับ ถ้ามีเรื่องอะไรก็โทรหาผมได้เสมอ”
เจียงหลีพยักหน้ารับ ดวงตารูปทรงอัลมอนด์ที่งดงามราวกับสุนัขจิ้งจอกคู่นั้นยังคงทอประกายระยิบระยับ “ลาก่อนค่ะ!”
เมื่อสบเข้ากับแววตาที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มของเธอ ไม่รู้ว่าความคิดอะไรแล่นเข้ามาในหัว ใบหน้าหล่อเหลาของลั่วเยี่ยนชิงก็พลันแดงระเรื่อขึ้นมาอีกระลอก
ภาพนั้นทำให้เจียงหลีต้องยกมือขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นเสียงหัวเราะ ดวงตาคู่สวยของเธอโค้งลงจนกลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
ลั่วเยี่ยนชิงทำได้เพียงเกร็งใบหน้าขรึม แสร้งทำเป็นจริงจัง ก่อนจะละสายตาจากภรรยาสุดที่รักแล้วหันไปบอกให้คนขับเคลื่อนรถออกไป
“ศาสตราจารย์ลั่วของฉันนี่...ทั้งหล่อทั้งน่ารักไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ”
เธอยืนมองตามรถจนลับสายตา แต่รอยยิ้มกลับยังคงประดับอยู่ในดวงตาไม่จางหาย มุมปากยกสูงขึ้นเล็กน้อยขณะที่เอ่ยกับตัวเองด้วยความเอ็นดู
วันเวลาหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอเพียงชั่วพริบตาก็เข้าสู่ช่วงปลายเดือนตุลาคมแล้ว
ในวันหนึ่ง ขณะที่เจียงหลีกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ เธอก็เจอเข้ากับข่าวที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง
ด้วยความตื่นเต้นดีใจ หลังจากที่ไปส่งลั่วหมิงรุ่ยและน้องๆ ที่โรงเรียนเสร็จเรียบร้อย เธอก็ตรงไปยังบ้านตระกูลซ่งทันที เมื่อก้าวเข้าไปในห้องนั่งเล่นแล้วเห็นแม่เฒ่าฉีกับซ่งเซวียนนั่งอยู่ เธอก็ฉีกยิ้มกว้าง “แม่บุญธรรมคะ เซวียนเซวียน วันนี้มีข่าวดีมาบอกด้วยล่ะค่ะ!”
“มีข่าวดีอะไรอย่างนั้นเหรอ” แม่เฒ่าฉีถามด้วยท่าทางสนใจใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ซ่งเซวียนเองก็ยังกะพริบตาปริบๆ จ้องมองมาที่เธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“นี่เลยค่ะ”
เจียงหลีนั่งลงข้างๆ แม่เฒ่าฉี ก่อนจะหยิบหนังสือพิมพ์บนโต๊ะขึ้นมาเปิดไปยังหน้าที่เธอเพิ่งอ่านเจอที่บ้าน แล้วพูดด้วยรอยยิ้มจนตาหยี
“การประกวดนี้เซวียนเซวียนสมัครได้สบายมากเลยค่ะ แล้วหนูก็คิดว่าจะให้รุ่ยรุ่ยลองลงสมัครดูด้วยเหมือนกัน ถึงแม้ว่าเจ้าตัวเล็กจะเพิ่งเริ่มเรียนซอเอ้อร์หูกับหนูได้ไม่นานเท่าเซวียนเซวียนก็เถอะ”
[จบบท]