บทที่ 453: แค่รู้สึกเจ็บมือแทนพี่เจียงหลีเท่านั้นเอง
“อีกอย่างนะ ตอนพวกเธอมาก็หิ้วมาซะเยอะ ทั้งเนื้อทั้งผัก ไหนจะผลไม้อีกตั้งมากมาย ไม่ได้ถือว่ามากินเปล่าๆ ที่บ้านพี่สักหน่อย”
เฝิงอี้หัวเราะแหะๆ พลางโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “โอ๊ย อิ่มเกินไปแล้วครับ อย่าพูดถึงบะหมี่เลยครับ ผมคงต้องขอนั่งพักย่อยสักเดี๋ยว ไม่อย่างนั้นผมกลัวว่าจะเดินกลับไม่ไหวแน่ๆ”
เจียงหลีจึงหันไปทางมั่วเหยียน “แล้วเธอล่ะ?”
“ผมก็รู้สึกจุกๆ เหมือนกันครับ” มั่วเหยียนยิ้มพลางลุกขึ้นช่วยเธอเก็บถ้วยชามบนโต๊ะ
“พักเถอะ ไม่เป็นไร พี่ทำเองได้”
แต่เขากลับไม่ยอม “ผมช่วยดีกว่าครับ จะได้เสร็จเร็วขึ้น”
ระหว่างที่ทั้งสองคนจัดการเก็บโต๊ะและหายเข้าไปในครัว เฝิงอี้ที่นั่งอยู่ก็สังเกตเห็นลั่วหมิงรุ่ยกำลังทยอยยกเก้าอี้พนักพิงเตี้ยกลับไปวางเข้าที่เดิมทีละตัว เขาจึงเอ่ยชมเด็กน้อย “รุ่ยรุ่ยขยันจังเลย!”
เด็กชายเพียงแค่เหลือบมอง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป
“รุ่ยรุ่ยไม่ชอบพี่เฝิงเหรอ?”
“เปล่าครับ”
“อ้าว แล้วทำไมถึงไม่คุยกับพี่เฝิงล่ะ?”
คราวนี้ลั่วหมิงรุ่ยตอบ “ผมยังเด็กครับ ไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับพี่ที่เป็นเด็กโตแล้ว”
“เออ นั่นก็จริงของเธอ” เฝิงอี้ยอมรับ
เวลาผ่านไปราวเจ็ดแปดนาที เจียงหลีก็จัดการส่วนครัวเสร็จเรียบร้อย เธอเดินกลับออกมาที่ห้องนั่งเล่นพร้อมกับมั่วเหยียน
“พี่ว่าจะไปส่งรุ่ยรุ่ยที่โรงเรียนพอดี พวกเธอ...”
ยังไม่ทันที่เจียงหลีจะได้พูดจนจบประโยค มั่วเหยียนก็ขัดขึ้นมาก่อน “ผมกับเฝิงอี้ก็ควรกลับแล้วเหมือนกันครับ ไปกันเถอะ”
เฝิงอี้รีบลุกขึ้นจากโซฟา “ไว้ถ้าว่างๆ เมื่อไหร่ ผมกับพี่เหยียนจะแวะมาหาพี่อีกนะครับ!”
“ได้สิ” เจียงหลียิ้มรับและพยักหน้า
“อ้อ จริงสิครับพี่เจียงหลี เงินกับตั๋วพวกนี้พี่รับไว้ด้วยครับ” พอทุกคนเดินพ้นจากห้องนั่งเล่น มั่วเหยียนก็ล้วงหยิบม้วนเงินกับตั๋วปันส่วนออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วยื่นส่งให้เจียงหลี
ทว่าเจียงหลีกลับไม่ยอมรับ เธอหัวเราะเบาๆ “จะให้พี่อีกทำไม? เงินกับตั๋วปันส่วนทั้งหมดที่พี่เคยจ่ายให้พวกเธอตอนอยู่โรงพยาบาลน่ะ ทางบ้านของเฝิงอี้เขาจัดการส่งคนมาคืนให้หมดแล้ว”
พอได้ยินแบบนั้น มั่วเหยียนก็เกิดอาการไปไม่เป็น ทำอะไรไม่ถูก
“เก็บกลับไปเถอะ พี่ไม่ได้โกหกเธอจริงๆ” เจียงหลีเอื้อมไปจูงมือลั่วหมิงรุ่ย สองแม่ลูกเดินนำออกไปทางประตูหน้าบ้าน โดยมีมั่วเหยียนกับเฝิงอี้เดินตามไปไม่ห่าง
“พี่เหยียนครับ ในเมื่อพี่เจียงหลีพูดแบบนั้นแล้ว พี่ก็เก็บเงินกับตั๋วปันส่วนนี่ไว้เถอะครับ ผมเชื่อนะว่าพี่เจียงหลีไม่โกหกพวกเราหรอก อีกอย่าง บ้านเฝิงก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทองกับตั๋วพวกนี้สักหน่อย ในเมื่อพวกเขาอุตส่าห์ช่วยเราคืนให้พี่เจียงหลีไปแล้ว ก็ปล่อยพวกเขาไปเถอะครับ”
ตอนนี้เฝิงอี้เองก็เริ่มฉลาดขึ้นแล้ว เขารู้ดีว่าของฟรีจากบ้านเฝิงถ้าไม่รีบคว้าไว้น่ะโง่เต็มทน เพราะถึงแม้เขาจะป่าวประกาศไปว่าตัดขาดกับครอบครัวนั้นไปแล้ว แต่ดูเหมือนคนบ้านเฝิงแต่ละคนจะยังคงหลงตัวเอง คิดเองเออเองว่าเขายังเป็นคนในครอบครัวอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง
ในเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ถ้ามีโอกาสได้ประโยชน์แล้วไม่คว้าไว้ ก็คงไม่ต่างอะไรกับพวกปัญญาอ่อน...
ยังไงเสีย เรื่องที่จะให้เขากลับไปเหยียบบ้านเฝิงอีกครั้ง มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดอยู่แล้ว
“พี่เจียงหลีครับ เรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านป้าฉีตอนช่วงตรุษจีน... ผมรู้เรื่องหมดแล้วนะครับ ผมต้องขอโทษพี่ด้วยจริงๆ ที่เป็นต้นเหตุลากเอาความเดือดร้อนมาให้พี่”
“เธอรู้เรื่องแล้วเหรอ?!” เจียงหลีที่เพิ่งล็อกประตูรั้วเสร็จหันมามองเฝิงอี้ด้วยสีหน้าที่ฉายแววประหลาดใจชัดเจน “แล้ว... เธอไม่โกรธพี่เหรอ?”
“โธ่ ผมจะไปโกรธพี่เจียงหลีทำไมกันครับ?” เฝิงอี้ส่ายหน้า “เรื่องนี้เป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นกับเฝิงเซียวพากันหาเรื่องเจ็บตัวแท้ๆ ไม่ใช่ความผิดของพี่สักนิดเดียวเลยครับ ผมน่ะ... แค่รู้สึกเจ็บมือแทนพี่เจียงหลีเท่านั้นเอง”
ที่เฝิงอี้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่บ้านตระกูลซ่งเมื่อวันขึ้นปีใหม่ที่สอง ก็เพราะเฝิงเซียวเป็นคนมาเล่าให้ฟังเอง ตอนที่เขาแวะมาหามั่วเหยียนที่บ้านเพื่อเอาเงินกับตั๋วปันส่วนมาให้เฝิงอี้นั่นแหละ
ตอนนั้นเฝิงเซียวบ่นพึมพำไม่หยุดว่า เจียงหลีที่ดูงดงามราวกับนางฟ้า แถมยังมีท่าทีอ่อนหวานนุ่มนวล แต่พอถึงเวลาลงไม้ลงมือขึ้นมาจริงๆ กลับดุอย่างกับเสือ
เฝิงเซียวแทบจะสาธยายเหตุการณ์ในวันนั้นอย่างละเอียดทุกแง่มุม พอเฝิงอี้ฟังจนจบ เขาก็ปรี่ไปคว้าไม้กวาดที่วางอยู่แถวลานบ้าน ไล่ตะเพิดเฝิงเซียวออกจากบ้านของมั่วเหยียนไปทันที
อันที่จริงเขาก็คิดอยากจะโทรศัพท์ไปขอโทษเจียงหลีอยู่เหมือนกัน แต่พอนึกขึ้นได้ว่าผู้หญิงคนที่ถูกเจียงหลีตบหน้าคนนั้น... สุดท้ายแล้วก็ยังมีความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับเขาอยู่ดี...
[จบบท]