บทที่ 457: ไม่อยากให้ลูกสาวสุดที่รักต้องจ่ายเงิน
พ่อเจียงส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะอธิบายเหตุผลให้ลูกสาวฟัง “ทางมันไกล เดินทางไปมาก็ลำบาก แถมหลานๆ ที่บ้านน่ะแต่ละคนก็ซนกันเหลือเกิน ยิ่งกว่าลิงยิ่งกว่าค่าง ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาระหว่างทาง มันจะไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ แล้วนะ มันจะเป็นเรื่องใหญ่มากทีเดียว”
เขาพูดต่ออีกว่า “ไม่ต้องไปสนใจพวกนั้นหรอกลูก ปล่อยให้พวกมันอยู่ที่บ้านนั่นแหละ รอจนกว่าจะโตเป็นหนุ่มเป็นแน่นกันหมดทุกคน ถ้าตอนนั้นพวกมันยังอยากมาปักกิ่งเพื่อมาเยี่ยมลูกที่เป็นอาเล็ก ก็ค่อยให้พวกมันหัดนั่งรถไฟมาเยี่ยมเอง ส่วนตอนนี้ ให้พวกมันอยู่บ้านเฉยๆ ไปก่อนนั่นแหละดีที่สุดแล้ว”
เจียงอีหยางรีบเสริมคำพูดของปู่ทันที “อาเล็กครับ จริงๆ แล้วพวกน้องรองก็อยากมากันทั้งนั้นแหละครับ แต่ก็เหมือนที่คุณปู่บอกเลย คือกลัวว่าถ้ามากันเยอะๆ แล้วจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นระหว่างทาง ปู่เลยตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้พวกน้องๆตามมาด้วย”
เขานึกถึงภาพตอนเช้าแล้วก็เล่าต่อ “อาเล็กไม่รู้หรอกครับว่าตอนที่ผมกับปู่ย่ากำลังจะออกจากบ้าน พวกน้องๆ น่ะยืนคอตกหน้าเหี่ยวกันเป็นแถว แถมยังไม่วายส่งสายตาค้อนขวับมาที่ผมกันใหญ่เลย
แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้หรอกครับ เพราะแค่โดนพ่อผมกับอาสามเหลือบตามองใส่แวบเดียวเท่านั้นแหละ ทุกคนก็พากันกลัวจนตัวหด ยืนตัวลีบเหมือนนกกระทา ทำตัวเรียบร้อยยืนนิ่งเป็นระเบียบ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ เลยสักคน”
ในความคิดของเด็กๆ ปักกิ่งคือเมืองหลวงที่น่าตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นน้องชายแท้ๆ ของเขาเอง หรือบรรดาลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆ แน่นอนว่าไม่มีใครไม่อยากมา เหตุผลด้านหนึ่งคือทุกคนอยากมาเปิดหูเปิดตาดูว่าเมืองหลวงของประเทศนั้นเป็นอย่างไร และอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งสำคัญไม่แพ้กันก็คือการมาเยี่ยมอาเล็กที่รักของพวกเขา เพราะนี่ก็ผ่านมาปีกว่าแล้วที่ไม่ได้เจอกัน ทุกคนจึงคิดถึงอาเล็กกันมากจริงๆ
แต่ปัญหาเรื่องระยะทางที่แสนไกล ประกอบกับความไม่ปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการเดินทาง ก็เป็นประเด็นสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น บ้านของพวกเขามีเด็กผู้ชายเยอะมาก ถ้าหากปู่กับย่าตัดสินใจเลือกพาคนใดคนหนึ่งมา แต่ทิ้งอีกคนไว้ข้างหลัง เรื่องง่ายๆ ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้เกิดความบาดหมางกันในครอบครัวได้
ดังนั้น เพื่อตัดปัญหาทุกอย่าง คุณปู่ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในบ้านจึงเป็นคนเคาะสรุปเรื่องนี้เอง โดยให้เขาในฐานะพี่ชายคนโต ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของน้องๆ ทุกคนในการเดินทางมาปักกิ่งเพื่อเปิดประสบการณ์และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ส่วนคนอื่นๆ ก็รออยู่ที่บ้านไปก่อน เมื่อเขากลับไปถึงบ้านเมื่อไหร่ ค่อยไปถ่ายทอดสิ่งที่ได้พบเห็นมาทั้งหมดให้เหล่าน้องชายฟังอย่างละเอียดอีกที
หลักการของบ้านพวกเขาคือ ‘ไม่กลัวว่าจะขาดแคลน แต่กลัวว่าจะแบ่งปันไม่เท่าเทียม’ ครอบครัวเจียงเป็นครอบครัวใหญ่ที่รักใคร่กลมเกลียวกันดี ปู่กับย่าจึงไม่อยากเห็นสมาชิกในบ้านต้องมาผิดใจกันเพียงเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้
โชคดีที่เขาอยู่ในฐานะหลานชายคนโต พวกน้องๆ ทุกคนต่างก็ให้ความเคารพยำเกรงเขาในฐานะพี่ใหญ่พอสมควร เมื่อปู่ตัดสินใจไปแล้ว สุดท้ายจึงไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาหรือต่อต้านอะไรอีก ทำได้เพียงแค่กำชับเขาซ้ำๆ ว่าต้องฝากความคิดถึงไปถึงอาเล็กให้ได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ตอนขากลับบ้าน อย่าลืมขอรูปถ่ายของอาเล็กกับบรรดาลูกพี่ลูกน้องอย่างรุ่ยรุ่ยและแฝดทั้งสองกลับไปฝากพวกเขาด้วย
เจียงอีหยางตระหนักดีว่านี่คือภารกิจที่ยิ่งใหญ่มาก เขาต้องจดจำเรื่องนี้ไว้ให้แม่นยำที่สุด ห้ามลืมเด็ดขาดในวันที่ต้องเดินทางกลับบ้านพร้อมปู่ ความคิดนี้ทำให้เขารีบหันไปพูดกับเจียงหลี “อาเล็กครับ พวกน้องๆกำชับผมมาหลายรอบมากๆ เลยครับว่าให้ฝากความคิดถึงมาให้อาให้ได้ แล้วก็อีกเรื่องคือ... พวกเขาอยากให้ผมขอรูปถ่ายของอากับน้องๆรุ่ยรุ่ยติดมือกลับบ้านไปด้วยครับ”
“รู้แล้วจ๊ะ เดี๋ยวอาจัดการให้” เจียงหลีตอบรับหลานชายด้วยรอยยิ้มตาหยี “ที่บ้านมีรูปถ่ายครอบครัวอยู่พอดี เดี๋ยวอาต้องจำไว้ จะได้ไม่ลืมที่จะหยิบไปให้หนู” พูดจบเธอก็หันไปคุยกับพ่อและแม่ของตัวเองต่อ
“ที่บ้านเรามีกล้องถ่ายรูปอยู่พอดีเลยค่ะ เอาไว้อีกสักสองวัน รอให้พ่อกับแม่พักผ่อนจนหายเหนื่อยก่อนนะคะ เดี๋ยวหนูจะพาออกไปเที่ยวเล่นรอบๆ ปักกิ่ง เราจะได้ใช้กล้องนั่นถ่ายรูปกันเยอะๆ เลย พ่อกับแม่จะได้มีรูปสวยๆ เอากลับไปฝากพวกพี่ใหญ่ที่บ้านด้วย”
“โอ๊ย นั่นมันต้องใช้เงินเยอะแน่ๆ เลย อย่าเลยดีกว่าลูก!” ไช่ซิ่วเฟินฟังแล้วก็รู้สึกสนใจอยู่ไม่น้อย แต่พอนึกขึ้นได้ว่าต้องรบกวนเงินของลูกสาว เธอก็รู้สึกเสียดายขึ้นมา
“ไม่แพงหรอกค่ะ ใช้เงินไม่กี่ตังค์เอง แม่ไม่ต้องกังวลนะคะ ให้หนูจัดการเถอะค่ะ”
ความจริงแล้ว กล้องถ่ายรูปตัวนี้เป็นของรางวัลที่เธอได้มาจากตุนตุนต่างหาก ซึ่งไม่ได้มาแค่กล้อง แต่ยังมาพร้อมกับม้วนฟิล์มและอุปกรณ์สำหรับล้างรูปครบชุด เมื่อช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา เธอก็เพิ่งใช้มันถ่ายรูปเดี่ยวและรูปครอบครัวให้กับศาสตราจารย์ลั่วที่บ้าน รวมถึงลูกๆ ทั้งสามคนไปแล้วไม่น้อย และที่น่าทึ่งคือ เธอยังอาศัยตำราที่ตุนตุนจัดหามาให้ ลองลงมือล้างรูปเหล่านั้นทั้งหมดออกมาด้วยตัวเองจนสำเร็จด้วย
สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกโล่งอกที่สุดก็คือ สามีของเธอ ศาสตราจารย์ลั่ว ไม่ได้เอ่ยปากไต่ถามเลยสักคำว่าเธอไปได้กล้องถ่ายรูปตัวนี้มาจากที่ไหน ซึ่งนั่นช่วยประหยัดเวลาให้เธอได้มากโข เพราะเธอจะได้ไม่ต้องมานั่งปั้นน้ำเป็นตัว แต่งเรื่องโกหกเพื่อหาคำตอบมาอธิบายให้เขาฟัง
แต่ก็นั่นแหละ เอาเข้าจริงในใจของเขาคนนั้น ส่วนใหญ่คงคิดไปแล้วว่าเธอเป็นคนควักเงินซื้อมันมาเอง ประกอบกับนิสัยของเขาที่ไว้ใจเธออย่างเต็มที่ เขามอบอำนาจการจัดการการเงินทั้งหมดภายในบ้านให้เธอแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น พอเขาเห็นว่ามีกล้องถ่ายรูปโผล่เพิ่มขึ้นมาในบ้าน ก็คงคิดไปเองตามธรรมชาติว่าเป็นของที่เธอจำเป็นต้องใช้ สุดท้ายก็เลยไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย
นี่คือข้อสรุปที่เจียงหลีคาดเดาเอาเองจากอุปนิสัยส่วนตัวของลั่วเยี่ยนชิง แต่สัญชาตญาณของเธอก็กำลังบอกว่า สิ่งที่เธอคาดเดานั้นมีความเป็นไปได้สูงมาก หรือถ้าจะให้พูดตรงๆ ก็คือ มันน่าจะถูกต้องเกือบ 100% นั่นแหละ
พอได้ยินเรื่องกล้อง ดวงตาของเจียงอีหยางก็ลุกวาวขึ้นมา “อาเล็กครับ ที่บ้านอาเล็กมีกล้องถ่ายรูปอยู่จริงๆ เหรอครับ”
[จบบท]