บทที่ 459: การเป็นคนต้องมีน้ำใจ
"เขาไม่เห็นบอกหนูเลยสักคำ"
ไช่ซิ่วเฟินมองลูกสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้แล้วยิ้มออกมา "หมายความว่าลูกเขยโทรชวนแม่กับพ่อให้มาหาถึงปักกิ่ง แต่เขาไม่ได้บอกลูกไว้ก่อนเลยอย่างนั้นเหรอ"
"ค่ะ! รู้เลยว่าชอบแอบทำอะไรลับหลังหนูตลอด คราวนี้ถ้าแม่เจอเขานะ แม่ต้องช่วยหนูจัดการเขาหน่อยนะคะ" เจียงหลีทำแก้มป่องฟ้องมารดาด้วยเสียงกระเง้ากระงอด
"ลูกคนนี้นี่!" ไช่ซิ่วเฟินแกล้งดุลูกสาว "อย่าได้มีสุขจนลืมตัวไปหน่อยเลย ลูกเขยเขาเอ็นดูลูกจะตายไป ถึงอยากให้ลูกประหลาดใจไงล่ะ"
"หนูก็รู้ค่ะว่าเขาหวังดี แต่การที่เขาไม่บอกหนู มันก็ไม่ถูกอยู่ดีนั่นแหละ"
"แม่ไม่รู้จะว่าลูกยังไงดีแล้ว แม่ว่านะ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะพ่อกับแม่ตามใจลูกจนเคยตัว!"
พอได้ยินแบบนั้น เจียงหลีก็หัวเราะออกมาทันที "ก็ถ้าแม่กับพ่อไม่ตามใจหนู แล้วจะไปตามใจใครที่ไหนล่ะคะ หนูนี่ลูกสาวคนเล็กสุดที่รักสุดๆ ของพ่อกับแม่เลยนะคะ!"
ไช่ซิ่วเฟินยิ้มอย่างตามใจ "จ้ะๆ ลูกนี่แหละแก้วตาดวงใจของบ้านเราแล้ว"
"แม่ดีที่สุดในโลกเลย!" เจียงหลีกระโจนเข้ากอดมารดาแล้วเอาศีรษะซบไถลที่ไหล่ "แม่กับพ่อต้องอยู่กับหนูไปนานๆ จนอายุร้อยปีเลยนะ จะได้อยู่ให้ลูกสาวคนนี้เลี้ยงดูสบายๆ"
"ไอ้เรื่องอยู่ร้อยปีน่ะได้อยู่ แต่เรื่องให้ลูกเลี้ยงดู…แม่กับพ่อไม่เคยหวังเลย เราขอแค่ให้ลูกสุขภาพแข็งแรง ตลอดชีวิตนี้มีแต่ความปลอดภัยก็พอใจแล้ว"
นี่คือคำพูดจากใจจริงของไช่ซิ่วเฟิน เพราะคนทั้งครอบครัวต่างรู้ดีว่าลูกสาวคนนี้สุขภาพอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการที่ลูกมีสุขภาพดีและปลอดภัย
"แม่วางใจได้เลยค่ะ หนูไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก!" ด้วยความสามารถที่เธอมี ขอเวลาอีกสัก 2-3 ปี เธอจะทำให้ทุกคนในครอบครัวมีทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ต้องการ
มื้อกลางวันวันนี้เป็นไก่ป่าตุ๋นราดบะหมี่ หมิงรุ่ยเคี้ยวแก้มตุ่ย รสชาติหอมอร่อยทำให้เด็กน้อยมีความสุขมาก
"อาเล็กครับ เดี๋ยวผมไปส่งรุ่ยรุ่ยที่โรงเรียนเอง ถือโอกาสนี้ดูเส้นทางไปด้วยเลย อย่างน้อยช่วงที่ผมยังไม่กลับบ้านเกิด หน้าที่รับส่งรุ่ยรุ่ยกับน้องๆ ก็ให้เป็นของผมนะครับ"
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จและรอจนหมิงรุ่ยดื่มน้ำเรียบร้อย เจียงอีหยางก็ขันอาสาไปส่งน้องชายที่โรงเรียน
"ได้สิ งั้นเธอไปส่งรุ่ยรุ่ยนะ" เจียงหลีพยักหน้าตกลง
เมื่อเจียงอีหยางจูงมือหมิงรุ่ยเดินออกไปแล้ว เจียงหลีก็ช่วยมารดาเก็บกวาดถ้วยชามอย่างคล่องแคล่ว แล้วยกไปล้างที่ห้องครัว
"เดี๋ยวพออีหยางกลับมา ลูกก็พาแม่กับพ่อไปนั่งคุยที่บ้านแม่บุญธรรมของลูกหน่อยแล้วกัน ยังไงซะตอนนี้สองบ้านเราก็ถือเป็นญาติกันแล้ว แม่มาถึงที่นี่ทั้งที จะไม่แวะไปทักทายเลยก็คงดูไม่เหมาะ"
"ได้ค่ะ"
"แล้วไอ้พวกของป่ากับเสบียงภูเขาในถุงน่ะ อย่าลืมแบ่งเอาไปฝากบ้านแม่บุญธรรมของลูกด้วยนะ"
"ค่ะแม่ หนูฟังแม่ทุกอย่าง"
"บ้านเราอยู่ไกลจากปักกิ่งตั้งขนาดนั้น ลูกมาอยู่ที่นี่คนเดียว พ่อบุญธรรมกับแม่บุญธรรมของลูกคงต้องคอยดูแลช่วยเหลือลูกไม่น้อยเลย คนเราน่ะ ต้องมีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน รู้จักบุญคุณ ไม่ใช่คิดแต่จะเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว แต่ตัวเองกลับไม่เคยใส่ใจอะไรเลย"
เจียงหลียิ้มกว้าง "แม่คะ แม่นี่เป็นเหมือนแสงสว่างนำทางชีวิตหนูเลย!"
ไช่ซิ่วเฟินถึงกับหัวเราะออกมาเมื่อเห็นท่าทางทะเล้นของลูกสาว "ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะเราน่ะ รู้จักมาทำเป็นเล่นลิ้นประจบประแจงแม่"
"โธ่แม่! ใครประจบแม่กันคะ หนูพูดเรื่องจริงจากใจต่างหาก!"
หลังจากจัดการห้องครัวจนสะอาดเอี่ยม เจียงหลีก็ทำตามคำแนะนำของมารดา นำของป่าและเสบียงภูเขาที่อยู่ในถุงออกมาแบ่งเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นตั้งใจจะนำไปมอบให้ครอบครัวซ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
"เอาล่ะ จัดการเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว ทีนี้ก็รอแค่อีหยางกลับมา พวกเราก็จะได้ไปบ้านแม่บุญธรรมกัน"
เจียงหลีตบมือเบาๆ แล้วเดินไปรองน้ำครึ่งกะละมังจากก๊อก ล้างไม้ล้างมือกับมารดาจนสะอาด ทั้งสองคนจึงเดินกลับมาที่ห้องนั่งเล่น เพื่อบอกแผนการที่จะไปเยี่ยมนบ้านตระกูลซ่งให้เจียงไหลเกินฟัง
"สมควรไปนั่งคุยกับเขาหน่อย"
เจียงไหลเกินพยักหน้าเห็นด้วย "บ้านเราก็ไม่มีของดีอะไรติดไม้ติดมือมานัก เอาของป่าพวกนี้ไปฝากแม่บุญธรรมของลูกเขาสักหน่อย อย่างน้อยก็ถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากเรา"
[จบบท]