บทที่ 486: ไม่ขัดขวาง
ทว่า... หลังจากรับปากเป็นมั่นเหมาะ เธอกลับเม้มริมฝีปากแน่น พลันดวงตาหงส์คู่สวยก็กลอกไปมาอย่างมีเลศนัย
ท่าทางมีลับลมคมในนั้นไม่รอดพ้นสายตาของเจียงกั๋วอันที่ยืนดูอยู่ไปได้ เขาขมวดคิ้ว ทำหน้าขรึมขึ้นมาทันที “ตกลงกันแล้วนะ ห้ามพูดอย่างทำอย่างล่ะ”
“โธ่พี่ห้า... ฉันพูดคำไหนคำนั้นอยู่แล้วค่ะ แต่ว่า...”
เจียงหลีจงใจลากเสียงยาว เธอเหลือบมองสีหน้าเคร่งเครียดของพี่ชายสลับกับพ่อและแม่ ดวงตาหงส์คู่นั้นทอประกายวิบวับซุกซน แต่เธอก็ยังไม่ยอมพูดประโยคสำคัญนั้นออกมาเสียที
“แต่อะไร?” เจียงกั๋วอันถามเสียงเคร่ง เขาเริ่มไม่ชอบท่าทางอิดออดแบบนี้ของน้องสาวแล้ว
ไช่ซิ่วเฟินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับใจคอไม่ดีขึ้นมา “หลีเป่า... นี่ลูกยังมีเรื่องอะไรปิดบังพวกเราอยู่อีกเหรอ? บอกแม่มาให้หมดนะ”
พ่อเจียงกับเจียงอีหยางไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมาสักคำ แต่สายตาของทั้งสองปู่หลานกลับจับจ้องไปที่ร่างของเจียงหลีเป็นจุดเดียวกัน รอคอยคำตอบอย่างกดดันเงียบ ๆ
“คือ... เรื่องมันเป็นอย่างนี้นะคะ...”
เมื่อเห็นว่าหนีไม่พ้นสายตาคมกริบของทุกคนในครอบครัวไปได้แน่แล้ว เจียงหลีเลยต้องใช้ไม้ตาย เธอขยับร่างที่ยังอ่อนเพลียเล็กน้อยเข้าไปใกล้แม่ ทำท่าออดอ้อนน่ารักที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะตัดสินใจเล่าความจริงอีกเรื่องหนึ่งที่เก็บงำไว้มาสักพักออกไป...
เรื่องที่เธอตกลงเข้าร่วมทีมกีฬาของทางการ
แน่นอนว่า เธอก็ไม่ลืมที่จะอธิบายเหตุผลที่มาที่ไปทั้งหมดอย่างละเอียด ว่าทำไมเธอถึงตัดสินใจเข้าร่วม ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าร่างกายตัวเองมีจุดอ่อนเรื่องการใช้พละกำลังต่อเนื่อง
เมื่อเสียงหวาน ๆ ของเธอเล่าจนจบ ห้องนั่งเล่นทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด... เงียบเสียจนเหมือนจะได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินติ๊กต็อกอยู่บนผนัง หรือเสียงเข็มเล่มเล็ก ๆ ที่อาจตกลงบนพื้น
เวลาผ่านไปนานหลายอึดใจ เจียงกั๋วอันคือคนแรกที่ดึงสติกลับมาจากความตกตะลึงได้ แต่สีหน้าของเขาก็ยังเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี เขาต้องถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“หลีเป่า... เมื่อกี้เธอบอกว่า ตอนนี้เธอเป็นนักกีฬาแล้ว? แล้ว... แล้วปีหน้าเธอจะต้องเดินทางไปต่างประเทศกับทีมชาติ เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ... อย่างนั้นเหรอ?”
เจียงหลีพยักหน้ารับคำของพี่ชายช้า ๆ “อื้ม ใช่ค่ะพี่ห้า”
“อาครับ!” เจียงอีหยางเป็นคนโพล่งขึ้นมาเสียงดังด้วยความตกใจ “เรื่องใหญ่ขนาดนี้อาล้อเล่นไม่ได้นะครับ! มันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ!”
“อาก็ไม่ได้ล้อเล่น” เจียงหลีตอบกลับเสียงเรียบ ยืนยันความตั้งใจของตัวเอง
ไช่ซิ่วเฟินถึงกับต้องยื่นมือไปตบแขนสามีดังป้าบใหญ่ “ตาเฒ่า! คุณได้ยินที่ลูกพูดแล้วใช่ไหม? หลีเป่าของเราน่ะ... ปีหน้าจะไปแข่งต่างประเทศ!”
เธอพูดพลางกวาดตามองลูกสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเป็นกังวล “แล้ว... แล้วลูกจะไหวได้ยังไง? ร่างกายของลูกเพิ่งจะเป็นลมล้มพับไปเมื่อกี้นี้เองนะ! แม่ไม่ยอมเด็ดขาด!”
เจียงหลียิ้มแห้ง ๆ พยายามอธิบายให้แม่ใจเย็นลง “แม่คะ... ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ รายการที่หนูลงแข่งน่ะ จริง ๆ แล้วมันไม่จำเป็นต้องใช้แรงเยอะแยะมหาศาลขนาดนั้นเลย มันเป็นกีฬาที่ใช้ทักษะมากกว่าค่ะ”
“ไม่ได้! ยังไงแม่ก็ไม่วางใจ! แม่ไม่อนุญาต!” ไช่ซิ่วเฟินคัดค้านเสียงแข็งทันที
เจียงหลีรู้ดีว่าต้องเจอแบบนี้ เธอจึงต้องใช้เหตุผลเข้าสู้ “แม่คะ มันเป็นเรื่องที่ตัดสินใจไปแล้วค่ะ ทางการเขารับหนูเข้าทีมเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้แม่คัดค้านไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว…
อีกอย่างนะคะ หนูไปในนามทีมชาติ ไปเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาตินะคะ แม่แน่ใจเหรอคะว่า... แม่จะเป็นคนมาขัดขวางหนูเอง?”
คำว่า "สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ" เป็นคำที่ทรงพลังอย่างยิ่งในยุคนี้ มันทำให้ทุกคนในห้องชะงักงันไปตาม ๆ กัน
พ่อเจียงนิ่งคิดอยู่นานที่สุด เขาไตร่ตรองถึงผลได้ผลเสียอย่างรอบคอบที่สุด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาลูกสาวด้วยแววตาจริงจัง
“มันจะไม่ส่งผลเสียร้ายแรงต่อร่างกายของลูกแน่เหรอ? ลูกจะไม่จู่ ๆ ก็หมดแรงล้มพับลงกับพื้นเหมือนวันนี้อีกใช่ไหม?”
“ไม่ค่ะพ่อ!” เจียงหลีตอบรับอย่างหนักแน่น “พ่อคะ หนูขอร้องล่ะ ช่วยเชื่อใจหนูนะคะ พอถึงตอนแข่งจริง ๆ หนูจะประเมินกำลังของตัวเองอย่างดีที่สุด หนูจะระวังตัวแน่นอน หนูสัญญาว่าจะไม่ทำให้พวกท่านต้องเป็นห่วงเด็ดขาด!”
เธอคิดในใจ... ขืนเธอใช้แรงมหาศาลที่มีอยู่จริง ๆ พวกลูกเหล็ก พุ่งแหลน หรือขว้างจักรที่เธอแข่งน่ะ มันไม่ถูกขว้างลอยละลิ่วออกไปนอกสนามเลยหรือไง?!
ถ้าเป็นแบบนั้นขึ้นมาจะได้คะแนนหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ ถ้ามันดันลอยไปโดนคนอื่นบาดเจ็บล่ะก็... นั่นคือเรื่องใหญ่ระดับชาติเลย!
เธอไม่ใช่คนทึ่มไม่รู้จักคิด เธอย่อมรู้ขอบเขตของตัวเองดีว่าควรใช้แรงแค่ไหนถึงจะพอดี ไม่ให้เป็นที่สังเกต และไม่ให้ร่างกายทรุด
พ่อเจียงถอนหายใจยาว เขามองหน้าลูกสาวนิ่ง “พ่อมองออกนะ... ตลอดหนึ่งปีกว่าที่ลูกย้ายมาอยู่ที่ปักกิ่ง ลูกเปลี่ยนไปมากจริง ๆ ลูกดูสุขุมขึ้นกว่าตอนที่อยู่บ้านเราเยอะ เวลาเจอกับเรื่องอะไรก็ดูใจเย็นขึ้น รู้จักคิดวิเคราะห์ จัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่รีบร้อนวู่วามเหมือนเมื่อก่อน... หลีเป่า...”
น้ำเสียงของพ่อเจียงเต็มไปด้วยความรัก ความภาคภูมิใจ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความหนักใจ “...พ่อหวังแค่ว่าลูกจะจำไว้เสมอ ไม่ว่าลูกจะตัดสินใจทำอะไร ก็ต้องนึกถึงคนที่บ้านที่รออยู่ข้างหลังด้วย!”
เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวขึ้น “แต่ลูกก็วางใจเถอะ เรื่องที่ลูกบอกว่าไปเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ... เรื่องสำคัญระดับนี้ พวกเรารู้ว่าอะไรควรไม่ควร พวกเราจะไม่โง่เขลาไปขัดขวางอนาคตของลูกหรอก”
“พ่อคะ...” เจียงหลีรู้สึกตื้นตันจนขอบตาร้อนผ่าว “หนู... หนูรู้ว่าควรทำยังไงค่ะ พ่อวางใจเถอะนะคะ... แล้วก็แม่ด้วย พี่ห้า หยางหยาง พวกท่านทุกคนวางใจได้เลยค่ะ ไม่ว่าหนูจะทำอะไร หนูจะรู้จักขอบเขตของตัวเองดี หนูจะไม่ทำอะไรที่มันเกินความสามารถของตัวเองแน่นอน!”
เธอกล่าวพลางขยับตัวเข้าไปควงแขนไช่ซิ่วเฟินไว้แน่น ก่อนจะซบศีรษะลงบนอกอุ่น ๆ ของมารดา “แม่คะ! หนูรู้... หนูรู้มาตลอดว่าทุกคนในบ้านดีกับหนูมากแค่ไหน ทุกคนรักหนู ไม่อยากเห็นหนูเป็นอะไรไป... หนูรู้ทุกอย่างจริง ๆ ค่ะ... หนูสัญญา... หนูจะไม่ทำให้พวกท่านต้องเสียใจเพราะหนูเด็ดขาด!”
“ถุย! ถุย! ถุย!” ไช่ซิ่วเฟินร้องลั่นบ้านทันทีที่ได้ยินคำไม่เป็นมงคลหลุดออกมาจากปากลูกสาว “พูดจาบ้าบออะไรของลูก! อะไรคือเสียใจไม่เสียใจ ห้ามพูดจาแช่งตัวเองแบบนี้นะ! รีบ ๆ เลย รีบถ่มน้ำลายลงพื้นเดี๋ยวนี้! แก้เคล็ดเร็ว!”
หญิงชรารีบหันไปถ่มน้ำลายลงพื้นติด ๆ กันสามครั้งตามความเชื่อโบราณ จากนั้นก็รีบลูบหลังลูบไหล่ลูกสาวสุดที่รักเป็นการใหญ่ พลางเร่งเร้าเสียงร้อนรนให้ลูกทำตาม
“โอ้... ค่ะ ๆ”
เจียงหลีขานรับอย่างว่าง่าย เธอทำตามที่แม่บอกอย่างเสียไม่ได้ หันหน้าไปอีกทาง แล้วถ่มน้ำลายลงพื้นเบา ๆ ว่า "ถุย" หนึ่งครั้งพอเป็นพิธี
“เอาล่ะ ๆ” พ่อเจียงตบเข่าฉาดใหญ่ เป็นการดึงสติทุกคนกลับมาสู่ความเป็นจริง “เรื่องที่หลีเป่าเพิ่งบอกเราเมื่อกี้ พวกเราสี่คนรู้กันไว้แค่นี้ก็พอ ส่วนคนอื่น ๆ ในบ้านน่ะ... ชั่วคราวนี้อย่าเพิ่งไปบอกพวกเขา”
เมื่อพ่อเจียงซึ่งเป็นผู้นำครอบครัวเอ่ยปากสรุป ไช่ซิ่วเฟิน เจียงกั๋วอัน และเจียงอีหยาง ย่อมไม่มีใครคิดคัดค้าน ทุกคนพยักหน้ารับคำอย่างพร้อมเพรียง
จากนั้น พ่อเจียงก็นึกเรื่องสำคัญอีกอย่างขึ้นได้ เขาหันไปถามลูกสาว “แล้ว... เสี่ยวลั่วรู้เรื่องนี้หรือยัง?”
[จบบท]