บทที่ 488: หน้าตาดี ก็เป็นปัญหาเหมือนกัน!
พ่อเจียงยังคงนั่งนิ่ง เขากล่าวถึงประเด็นที่ทุกคนกำลังกังวลด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้เป็นปกติที่สุด “พ่อแม่ของเด็กสาวคนนั้น ต่อให้จะตามอกตามใจลูกสาวตัวเองมากแค่ไหน พวกเขาก็คงไม่บ้าจี้ถึงขั้นมาฉุดคนกลางวันแสก ๆ หรอก ใช่ไหม?
หรือต่อให้พูดในแง่ร้ายที่สุดเลยนะ ต่อให้เด็กสาวที่ชื่อหยางจื่อเจวียนนั่นเป็นยัยบ้าจริง ๆ เธอก็คงไม่กล้าลงมือฆ่าแกงพี่เล็กของลูกกลางถนนที่มีคนเดินขวักไขว่ไปมาหรอกมั้ง?”
“พ่อคะ พ่อพูดแบบนั้นมันก็ไม่แน่เสมอไปหรอกค่ะ” เจียงหลีแย้งขึ้นทันที เธอพยายามอธิบายถึงความกังวลของตัวเองอย่างมีเหตุผล
“เราจะไปคาดหวังให้คนสติไม่เต็มเต็งรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำได้ยังไงกันคะ? ตรรกะของคนปกติใช้กับเขาไม่ได้หรอก ที่สำคัญคือหนูกลัวว่าเธอจะไม่มาแบบโฉ่งฉ่าง แต่เลือกใช้วิธีสกปรกแอบแฝงเล่นงานเราน่ะสิคะ ถ้าเป็นแบบนั้นเราจะรับมือยังไง?”
เจียงหลีเหลือบไปมองเจียงกั๋วอันผู้เป็นพี่ชายแวบหนึ่ง ก่อนจะหันสายตากลับมาจับจ้องที่พ่อเจียง สีหน้าของเธอจริงจังจนคิ้วที่เรียงสวยขมวดเข้าหากันเป็นปมแน่น
“วิธีสกปรกแอบแฝง?” ไช่ซิ่วเฟินทวนคำอย่างไม่เข้าใจ “หลีเป่า ลูกกำลังหมายความว่ายังไงกัน?”
“ก็อย่างเช่น การสร้างสถานการณ์” เจียงหลีเริ่มอธิบายภาพที่เธอกลัวที่สุดให้คนในครอบครัวฟัง
“สมมติว่าเธอหาวิธีจนได้อยู่กับพี่ห้าตามลำพังแค่สองต่อสองในที่ลับตาคนได้สำเร็จ แล้วเธอก็แค่ดึงทึ้งเสื้อผ้าตัวเองให้มันหลุดลุ่ยยุ่งเหยิง จากนั้นก็ตะโกนร้องแรกแหกกระเชอขึ้นมาว่าพี่พยายามลวนลามเธอ”
เธอหยุดเล็กน้อยเพื่อให้ทุกคนนึกภาพตาม “ถ้าเรื่องมันเกิดขึ้นแบบนี้จริง ๆ ทางบ้านนั้นเขาก็จะถืองไพ่เหนือกว่าเราทันที พวกเขาจะบีบให้เราต้องเลือกแน่ ๆ ซึ่งก็มีแค่สองทางเท่านั้น...”
เจียงหลีเว้นจังหวะไปชั่วครู่ เหมือนกำลังชั่งใจว่าควรพูดเรื่องเลวร้ายนี้ต่อดีหรือไม่
ไช่ซิ่วเฟินที่กำลังตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ ทนรอไม่ไหว “สองทางอะไรเหรอ รีบพูดมาสิลูก?”
“ทางแรก ก็คือให้พี่ยอมรับผิดชอบ แต่งงานกับหยางจื่อเจวียนไปซะเพื่อจบเรื่อง” เจียงหลีกล่าว ก่อนจะพูดถึงทางเลือกที่สอง
“ส่วนทางที่สอง ถ้าพี่ไม่ยอมแต่ง เขาก็จะไปที่สถานีตำรวจ แจ้งข้อหาพี่ว่าพยายามข่มขืน พ่อกับแม่ลองคิดดูสิคะ เรื่องแบบนี้มันละเอียดอ่อนมาก แค่ฝ่ายหญิงเขายืนกรานคำเดียว แม้ว่าพี่จะปฏิเสธเสียงแข็งแค่ไหน พยายามอธิบายความจริงยังไง หรือต่อให้พวกเราทุกคนในบ้านจะเชื่อมั่นในตัวพี่มากแค่ไหนก็ตาม แต่ในสายตาคนนอกหรือเจ้าหน้าที่ที่ต้องตัดสินคดี สุดท้ายแล้ว แปดถึงเก้าส่วน พี่ก็คงไม่รอดพ้นความผิดอยู่ดี”
เธอเห็นสีหน้าของทุกคนเริ่มเครียด จึงกล่าวเสริมว่า “หนูไม่ได้ตั้งใจจะขู่ให้ทุกคนกลัวนะคะ แต่ในโลกนี้มันมีคนประเภทที่ไม่สนใจหน้าตาหรือศักดิ์ศรีของตัวเองอยู่จริง ๆ ขอแค่ให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ พวกเขาพร้อมจะโยนยางอายทุกอย่างทิ้งได้โดยไม่ลังเลเลย”
“พี่ไม่กลัว”
เจียงกั๋วอันที่นั่งเงียบอยู่นาน เอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทีไม่หวั่นไหว เขาย้ำชัดเจนว่า “ไม่ว่าจะอยู่ที่ทำงานหรือว่าออกมาข้างนอก ขอแค่พี่ระวังตัว ไม่ไปไหนมาไหนคนเดียวก็พอแล้ว เรื่องอื่นพี่ไม่กลัว”
“อาเล็กครับ แต่อาจะรับประกันเรื่องนั้นได้ยังไง?” เจียงอีหยางที่นั่งฟังอยู่ด้วย ขัดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“ถ้าอาอยู่ที่ทำงานมันก็แน่อยู่แล้ว อันนั้นผมไม่ห่วงหรอกครับ เพราะมีคนเห็นตลอด แต่ถ้าอาต้องออกมาข้างนอกล่ะ อย่างเช่น อากำลังจะมาหาอาหลีเป่าที่นี่ มันก็เท่ากับว่าอาต้องเดินทางคนเดียวอยู่ดีไม่ใช่เหรอครับ?”
“บนถนนหรือบนรถโดยสารประจำทางก็มีคนเยอะแยะ ถือเป็นที่สาธารณะทั้งนั้น”
เจียงกั๋วอันโต้กลับหลานชายอย่างใจเย็น “อาไม่เชื่อหรอกว่าผู้หญิงคนนั้นจะหน้าด้านไร้ยางอายถึงขนาดกล้าทำเรื่องเสื่อมเสียศีลธรรมพรรค์นั้นต่อหน้าคนอื่น ๆ มากมาย”
เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง แสดงให้เห็นว่าได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ก่อนจะหันไปทางน้องสาวคนเล็ก
“หลีเป่า เดี๋ยวน้องเขยโทรมาเมื่อไหร่ เธอช่วยบอกเขาแทนพี่ด้วยนะ ว่าเรื่องงานของพี่ ไม่จำเป็นต้องโยกย้ายอะไรทั้งนั้น พี่จัดการเองได้”
“พี่ห้า...” เจียงหลีจ้องมองพี่ชาย
“นี่พี่กำลังเกรงใจ กลัวว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้พวกเราอยู่ใช่ไหม?” เธอพยายามอ่านความคิดจากสีหน้าของเขา แต่เจียงกั๋วอันก็ยังคงมีท่าทีเรียบเฉย ไม่ได้แสดงอะไรผิดปกติออกมา
เธอได้ยินเพียงเขาตอบกลับมาว่า “ก็มีส่วนนิดหน่อย... แต่เหตุผลสำคัญจริง ๆ คือพี่ชอบงานที่ทำอยู่ตอนนี้ พี่รักที่ทำงานของพี่ และไม่อยากย้ายไปไหนจริง ๆ”
“เจ้าห้า” ไช่ซิ่วเฟินถอนหายใจเบา ๆ เมื่อเห็นว่าลูกชายคนที่ห้าคนนี้ดื้อรั้นและตัดสินใจแน่วแน่แค่ไหน
“ถ้าลูกตัดสินใจแบบนี้แล้วล่ะก็ ต่อไปนี้ไม่ว่าจะไปไหนมาไหน ลูกต้องระวังตัวให้มาก ๆ เลยนะ โดยเฉพาะเวลาอยู่ข้างนอก อย่าเผลอเด็ดขาด อย่าให้ยัยบ้าคนนั้นมันทำอะไรลูกได้สำเร็จล่ะ! เข้าใจที่แม่พูดนะ!”
“ครับแม่ ผมจะระวังตัว” เจียงกั๋วอันพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
พ่อเจียงจึงเป็นคนสรุปเรื่องทั้งหมด “หลีเป่า งั้นก็เอาตามนี้ก็แล้วกัน ในเมื่อพี่ของลูกเขาไม่ตกลงที่จะย้ายงานเอง พ่อว่าเราก็ควรเคารพการตัดสินใจของเขานะ!
อีกอย่าง เขาก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำอะไรไปก็ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้ พ่อกับแม่ หรือแม้แต่ลูกที่เป็นน้องสาว คงจะไปคอยประคบประหงมเขาตลอดชีวิตไม่ได้หรอก”
“เฮ้อ!”
เสียงถอนหายใจยาวดังมาจากเจียงอีหยาง เขาถึงกับยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตัวเองไปมา แล้วพึมพำออกมาว่า “ดูไปดูมา... การที่คนเราเกิดมาหน้าตาดีเกินไป มันก็เป็นปัญหาใหญ่เหมือนกันนะครับเนี่ย!”
เจียงหลีได้ยินที่หลานชายพูด ก็ถึงกับ “พรืด” หัวเราะออกมา ทั้งที่เมื่อครู่ยังเคร่งเครียดอยู่แท้ ๆ
“นั่นสิ เธอพูดถูกเป๊ะเลย” เธอกล่าวต่อ
“คนเราในโลกนี้ ใคร ๆ ก็ย่อมชอบของสวย ๆ งาม ๆ กันทั้งนั้นแหละ แต่ปัญหาคือความชอบของคนบางประเภทมันสุดโต่งเกินไปหน่อย เขาไม่ได้แค่ชื่นชม แต่เขาอยากจะดึงคนหรือสิ่งที่เขาชอบมาเก็บไว้ข้างตัว...
พูดง่าย ๆ ก็คือ 'การครอบครอง' เพื่อที่เขาจะได้ชื่นชมความงามนั้นช้า ๆ ได้เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว และถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเขาไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ ความคิดก็จะยิ่งบิดเบี้ยวสุดโต่งมากขึ้น จนถึงขั้นที่ว่า‘ถ้าฉันไม่ได้ คนอื่นก็ต้องไม่ได้เหมือนกัน’ และพวกเขาจะใช้วิธีการทุกอย่างที่มีเพื่อทำลายสิ่งนั้นทิ้งซะ”
“โห... อาครับ อาพูดซะน่ากลัวเลย!”
เจียงอีหยางแกล้งทำท่าทางหวาดกลัวสุดขีด ซึ่งท่าทางนั้นในสายตาของพ่อเจียงและไช่ซิ่วเฟินนั้น...
[จบบท]