บทที่ 507: กลัวว่าจะถูกจำได้
ท่านผู้เฒ่าเฝิงนิ่งเงียบไปนานหลังจากได้ฟังคำพูดสวนกลับมาอย่างไม่พอใจของลูกชาย
"ใจไม้ไส้ระกำ ผมทนดูเธอไม่ไหวหรอก พ่อ ถ้าพ่อไม่อยากให้ผมอยู่บ้านไม่สงบสุขทั้งวัน ก็อย่ามาพูดต่อหน้าผมว่าต้องเคารพเธอ ผมไม่อยากฟัง!"
เสียงของเฝิงหลินที่พูดถึงฟางซู่ ภรรยาของตัวเอง ยังคงดังก้องอยู่ในห้อง ท่านผู้เฒ่าเฝิงได้แต่ถอนหายใจกับเรื่องภายในครอบครัวลูกชาย ส่วนเรื่องที่ว่าภรรยาของเขาฟางซู่แอบไปเยี่ยมเฝิงอี้เด็กคนนั้นบ้างหรือเปล่า เขาเองก็ไม่รู้เลยจริงๆ
แต่ที่แน่ๆ คือนับตั้งแต่อีกฝ่ายยอมไปเจอหน้าลูกชายกับเขาครั้งหนึ่งเมื่อช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา นี่ก็ล่วงเลยมาเกือบครบปีแล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่เคยได้ยินเธอเอ่ยถึงเด็กคนนั้นสักคำเดียว ราวกับว่าเฝิงอี้ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ หรือไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรกับเธอมาก่อน
ท่านผู้เฒ่าเฝิงอดครุ่นคิดไม่ได้ หรือว่าเธอตั้งใจจะไม่สนใจไยดีลูกชายคนนั้น ปล่อยให้เขาใช้ชีวิตลำบากอยู่ข้างนอกตลอดไปจริงๆ น่ะหรือ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ผู้หญิงคนนี้ก็ใจดำเกินไปแล้ว
***
ในขณะเดียวกัน บนห้องนอนใหญ่ชั้นสอง ฟางซู่เพิ่งกลับเข้ามาถึงบ้านได้ไม่นาน เธอโยนเสื้อคลุมตัวนอกลงบนเตียงอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเริ่มเดินวนไปวนมาในห้องไม่หยุดด้วยความกระวนกระวาย หวาดระแวงไปทุกอย่าง
เธอกำลังกังวลอย่างหนักว่าอาจจะถูกย่าอวี๋จำได้ที่ห้างสรรพสินค้าเมื่อตอนกลางวัน ภาพที่เห็นอีกฝ่ายเดินเลือกซื้อของยังติดตา แม้จะแค่แวบเดียว แต่เธอจำได้แม่นยำ
เธอเห็นอีกฝ่ายชัดเจน และทำได้เพียงรีบหลบสายตา ก้มหน้าแล้วจ้ำอ้าวเดินเลี่ยงไปอีกทางทันที
สำหรับฟางซู่แล้ว ย่าอวี๋ไม่ใช่แค่หญิงชราธรรมดาที่บังเอิญเจอกัน แต่เป็นอดีตเจ้านายของเธอ หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจนกว่านั้น คืออดีตนายหญิงของบ้านที่ครอบครัวเธอเคยรับใช้มาทั้งชีวิต เป็นภรรยาเอกของนายท่านใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลในยุคก่อน
แม้ความทรงจำในวัยเด็กของเธอจะค่อนข้างสุขสบาย ไม่ได้ต้องรับใช้ใกล้ชิดข้างกายนายหญิง แต่แม่ของเธอก็เป็นคนเก่าคนแก่ที่ทำงานในเรือนของนายหญิง และเพราะขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์ ทำงานตั้งใจและละเอียดรอบคอบ จึงได้รับความไว้วางใจจากนายหญิงอย่างมาก ไม่ต่างจากพ่อของเธอ ที่เป็นคนสนิทและทำงานรับใช้ส่วนตัวอยู่ข้างกายนายท่านมาตลอด
"คิดต่อไม่ได้แล้ว" ฟางซู่พยายามสะบัดหัวไล่ความคิดที่น่าปวดหัวเหล่านั้น เพราะพอนึกถึงเรื่องราวในอดีตทีไร เธอก็ปวดหัวแทบระเบิด และความเกลียดชังขมขื่นก็ท่วมท้นขึ้นมาในอก
ใช่ เธอยอมรับว่าเธอเคยคบหากับคุณชายน้อยเพียงคนเดียวของจวน แต่นั่นเป็นความผิดของเธอคนเดียวที่ไหนกัน มันเป็นเพราะคุณชายน้อยกับเธอมีใจตรงกันต่างหาก ทั้งสองแอบตกลงปลงใจกันอย่างลึกซึ้ง และเขาก็ดีกับเธอมาก ถึงขั้นที่คุณชายน้อยเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนเธอหนีตามกันไปใช้ชีวิตใหม่
แต่ทำไมทุกคนที่นั่นถึงได้รุมประณามและโทษแต่เธอ กล่าวหาว่าเป็นความผิดของเธอฝ่ายเดียว หาว่าเธอเป็นงูพิษทะเยอทะยาน คิดการใหญ่หวังจะยั่วยวนคุณชายน้อยเพื่อยกระดับตัวเอง...
มันไม่ยุติธรรมเลย แม้แต่พ่อแท้ๆ ของเธอก็ยังไม่คิดจะฟังคำอธิบายใดๆ จากลูกสาวแม้แต่คำเดียว กลับปล่อยให้เมียน้อยข้างกายที่อิจฉาเธอมาตลอดคอยยุยงส่งเสริม พูดจาใส่สีตีไข่สารพัด เล่าเรื่องโกหกจนทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงไร้ยางอายในสายตาคนทั้งบ้าน
ในเมื่อทุกคนต่างปรักปรำเธออย่างไม่เป็นธรรมแบบนั้น แล้วทำไมเธอจะพยักหน้าตกลงในตอนที่คุณชายน้อยชวนหนีตามกันไปไม่ได้ ในเมื่อที่นั่นไม่มีใครต้องการเธอ ไม่มีใครเชื่อใจเธออีกแล้ว
แต่เธอไม่คาดคิดเลยว่า วันเวลาแห่งความสุขที่วาดฝันไว้จะแสนสั้น คุณชายน้อยที่เคยให้คำมั่นสัญญารักหนักแน่นกับเธอ วันหนึ่งเขาบอกว่าจะออกไปซื้อขนมถั่วเขียวร้านประจำที่เธอชอบกินที่สุดให้ สุดท้ายเขากลับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย
เธอรอแล้วรอเล่าอยู่หลายวันจนใจคอไม่ดี ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา เธอจึงจำต้องรวบรวมความกล้า แอบวานคนรู้จักที่พอไว้ใจได้ให้ลองไปสืบข่าวที่ปักกิ่ง แถวหน้าประตูบ้านเจ้านายเก่า
ใครจะรู้... ข่าวที่ได้กลับมาแทบทำให้เธอทรุดทั้งยืน นายท่านได้พาเมียรักในเรือนหลัง พร้อมกับคุณชายน้อย เดินทางหนีความวุ่นวายในประเทศไปอยู่ต่างประเทศอย่างปลอดภัยแล้ว และคนที่ถูกนายท่านพาตัวไปพร้อมกัน ก็ยังมีพ่อของเธอรวมอยู่ด้วย
พ่อของเธอทำเหมือนนายท่านไม่มีผิดเพี้ยน เขาเลือกเอาแต่เมียน้อยและลูกๆ ที่เกิดจากเมียน้อยติดตามไปด้วย โดยทิ้งภรรยาหลวงซึ่งก็คือแม่ของเธอไว้ข้างหลัง ให้อยู่เผชิญชะตากรรมในประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงเพียงลำพัง
แม่ที่ถูกพ่อทอดทิ้ง ไม่ได้มีจิตใจเข้มแข็งเหมือนนายหญิงหรือย่าอวี๋ ที่แม้จะถูกสามีทิ้งเหมือนกันแต่ก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ แม่ของเธอเอาแต่ร้องไห้เสียใจจนเกือบตาบอด สุดท้ายพี่ชายทั้งสองคนจึงต้องพากลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดในชนบท และอีกเหตุผลก็คือ ท้ายที่สุดแล้ว สังคมใหม่ที่เปลี่ยนแปลงก็ได้ประกาศออกมาอย่างชัดเจน ว่าไม่อนุญาตให้มีสิ่งที่หลงเหลือจากสังคมเก่าอย่างบ่าวไพร่ทาสรับใช้อีกต่อไป
ดังนั้น แม่และพี่ชายทั้งสองจึงต้องออกจากบ้านเจ้านาย กลับไปอยู่ชนบทอย่างไม่มีทางเลือก
เมื่อรู้ข่าวทั้งหมดนี้ บอกตามตรง เธอทั้งเกลียดทั้งเจ็บปวด เกลียดความไร้หัวใจของผู้ชายสองคนในชีวิต คนหนึ่งคือพ่อผู้ให้กำเนิดที่ทิ้งลูกเมียได้ลงคอ อีกคนคือคุณชายน้อยชายคนรักที่ผิดสัญญา เกลียดที่พวกเขาพร้อมใจกันทิ้งเธอไปอย่างไม่ไยดี
ความเจ็บปวดทั้งหมดของเธอ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเกิดจากการถูกทอดทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า! มันปวดร้าวจนเธอไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อในช่วงเวลานั้น
โชคดี... โชคดีที่ในช่วงเวลาที่สิ้นหวังที่สุด เธอกำลังเร่ร่อนและหิวโซ เธอได้พบกับเฝิงหลิน ผู้ชายคนปัจจุบันของเธอ ถ้าไม่ได้เขามาช่วยไว้ ป่านนี้เธอกลายเป็นกองกระดูกไร้ญาติฝังอยู่ที่ไหนสักแห่งไปนานแล้ว
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนมีตำแหน่งหน้าที่การงานมั่นคง ทั้งยังสูงใหญ่ดูดี แม้จะอายุมากกว่าเธอสิบกว่าปี และที่สำคัญคือเป็นพ่อม่ายที่มีลูกติดถึงสี่คน เธอก็ตกลงใจรับคำขอแต่งงานของเขาทันที เธอเลือกที่จะแต่งเข้ามาในบ้านนี้เพื่อเป็นแม่เลี้ยง อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องระหกระเหินไร้ที่พึ่งข้างถนน
และเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดูแคลนหรือถูกซักไซ้ประวัติที่อาจนำภัยมาให้ เธอจึงกุเรื่องราวชีวิตที่น่าสงสารและน่าเห็นใจขึ้นมาใหม่ทั้งหมด บอกว่าครอบครัวเสียชีวิตหมดแล้วในยุคโกลาหล เธอจงใจตัดขาดการติดต่อกับคนที่บ้านในอดีตทั้งหมด และเปลี่ยนชื่อเป็นฟางซู่
สรุปคือ เธอใช้ตัวตนครึ่งจริงครึ่งเท็จนี้อยู่ต่อหน้าเฝิงหลินมาโดยตลอด และพยายามหลีกเลี่ยงการพบเจอคนรู้จักในอดีตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลายปีที่ผ่านมา ทุกอย่างก็ดูราบรื่น ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอเลย จนเธออดคิดไม่ได้ว่า หรือที่ผ่านมาเธอจะกังวลมากเกินไป...
สมัยที่ยังอยู่ที่บ้านเจ้านาย เธอก็ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีไม่ต่างอะไรกับคุณหนูในห้องหอ ถูกพ่อแม่ตามใจ แทบไม่เคยต้องออกไปพบปะผู้คนนอกบ้าน คนข้างนอกจะมีสักกี่คนที่จำเธอได้
...แต่การได้เจอย่าอวี๋ในวันนี้อย่างจัง ทำให้ความกลัวที่เคยจางหายไปแล้วหวนกลับมาจู่โจมเธออีกครั้ง
[จบบท]