บทที่ 510: จำไม่ได้
“ไม่ใช่แค่ใจร้ายหรอกค่ะแม่” เจียงหลีส่ายหน้าด้วยความระอา “คนแบบนั้น เขาเรียกว่าคนไม่มีหัวใจเลยต่างหาก ลูกตัวเองแท้ๆ ทั้งคน ยังทำกันได้ลงคอ”
ไช่ซิ่วเฟินถอนหายใจยาว “แม่ล่ะไม่อยากจะเชื่อจริงๆ ว่าจะมีแม่ที่ไหนทอดทิ้งลูกที่ตัวเองอุ้มท้องมา 9 เดือนได้แบบนี้ มันบาปกรรมเกินไป”
“ช่างเขาเถอะค่ะแม่ เรื่องของครอบครัวคนอื่น เราอย่าไปยุ่งเลย” เจียงหลีไม่อยากให้แม่ตัวเองต้องมานั่งกลุ้มใจกับเรื่องของคนใจดำ เธอจึงรีบเปลี่ยนประเด็นไปคุยเรื่องที่น่าอภิรมย์กว่า
“อ้อ จริงสิแม่ หนังที่หยางหยางไปถ่ายทำน่ะค่ะ ได้ข่าวว่าคืบหน้าไปเยอะเลย น่าจะปิดกล้องได้ก่อนสิ้นปีพอดี”
พอได้ยินชื่อหลานชายคนโต สีหน้าของไช่ซิ่วเฟินก็คลายกังวลไปเปลาะหนึ่ง แต่ก็ยังมีแววห่วงใยตามประสาคนเป็นย่า “เหรอ..เร็วจังนะ แล้ว... แล้วเจ้าตัวแสบนั่นน่ะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ ไปอยู่ไกลหูไกลตาขนาดนั้น จะดูแลตัวเองดีๆ เวลาอยู่ข้างนอกได้รึเปล่าก็ไม่รู้”
“โธ่แม่... หยางหยางโตเป็นหนุ่มขนาดนี้แล้วนะคะ ไม่ใช่เด็ก 3 ขวบ” เจียงหลีหัวเราะเบาๆ
“โตที่ไหนกัน” ไช่ซิ่วเฟินค้าน
“สำหรับแม่ เขาก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ โดยเฉพาะหยางหยางน่ะ ถูกเลี้ยงมาแบบสบายๆ ไม่เคยต้องลำบากอะไรเลย นี่ไปกองถ่ายหนังสงครามแบบนั้น ได้ข่าวว่าต้องคลุกฝุ่นคลุกดินทุกวัน แม่ล่ะกลัวจริงๆ ว่าจะป่วยไข้เอา”
เจียงหลีเข้าใจความกังวลของแม่ดี “แม่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ก่อนหน้านี้หนูก็อุตส่าห์ลาหยุดไปอยู่เป็นเพื่อนเขาที่กองถ่ายตั้งเกือบสัปดาห์แน่ะ คอยดูนั่นดูนี่ให้หมดแล้ว”
ที่จริง ตอนที่เจียงหลีไปถึงกองถ่าย เธอก็ทำตัวไม่ต่างจากผู้ช่วยส่วนตัวของหลานชาย คอยดูแลเรื่องอาหารการกินไม่ให้ท้องไส้ปั่นป่วนเพราะอาหารแปลกที่ ดูแลเรื่องความปลอดภัยในฉากบู๊ แม้จะมีทีมงานดูแลอยู่แล้ว แต่เธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะคอยมองอยู่ห่างๆ
ตอนที่เจียงอีหยางต้องเข้าฉากเสี่ยงๆ เธอยังช่วยเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้เขาดื่มแก้หนาวหลังถ่ายฉากตากฝนเสร็จด้วยซ้ำ
“ตอนที่หนูจะกลับบ้าน หนูก็กำชับข้อควรระวังต่างๆ นานาไปตั้งมากมายแล้วค่ะ ทั้งเรื่องการกิน การพักผ่อน การวางตัวกับทีมงาน...
ถ้าขนาดนี้แล้วยังดูแลตัวเองไม่ได้อีก ก็คงต้องปล่อยให้เขาลำบากเจ็บตัวดูบ้างนั่นแหละค่ะ”
เจียงหลีพูดอย่างเด็ดขาด “คนเรามันต้องเจ็บแล้วจำค่ะแม่ ประสบการณ์จริงแบบนี้แหละ ที่จะสอนให้เขารู้จักดูแลตัวเองให้ดีขึ้นในอนาคต เชื่อหนูสิ”
อันที่จริง เจียงหลีเองก็ไม่ได้อยากกลับเร็วขนาดนั้น แต่เป็นเจียงอีหยางต่างหากที่คะยั้นคะยอให้เธอกลับบ้าน
หลังจากเห็นว่าอาของตัวเองต้องมาคอยวิ่งวุ่นดูแลเขาไม่ต่างจากพี่เลี้ยงเด็ก เขาก็เป็นฝ่ายเกลี้ยกล่อมให้เจียงหลีกลับไปพักผ่อนที่บ้านพักข้าราชการสบายๆ ไม่ต้องมาทนลำบากคลุกฝุ่นอยู่ที่กองถ่ายเป็นเพื่อนเขาหรอก เขาเอาตัวรอดได้
พูดถึงหนังที่เจียงอีหยางกำลังถ่ายทำอยู่ เรื่องนี้เป็นหนังสงครามฟอร์มใหญ่พอสมควร และบทที่เขาได้รับก็ไม่ธรรมดาเลย เขาได้รับบทเป็น 'ตัวรองชาย' ของเรื่อง ซึ่งถือเป็นบทที่โดดเด่นมาก
ตามบทแล้ว หนังจะเริ่มต้นขึ้นโดยที่ตัวละครของเขายังเป็นแค่เด็กหนุ่มวัยละอ่อน อายุเพิ่งจะ 16-17 ปีเท่านั้น เขาเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลร่ำรวยในเมือง กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ไม่เคยรู้จักคำว่าลำบาก
แต่แล้วจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชีวิตก็มาถึง เมื่อกองทัพศัตรูบุกเข้าทำลายล้างเมือง ครอบครัวของเขาถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม ญาติพี่น้องเสียชีวิตจนหมดสิ้น เหลือเพียงเขาที่รอดชีวิตมาได้เพียงคนเดียว
จากคุณหนูที่วันๆ ไม่เคยทำอะไร ภายใต้ความเจ็บปวด ความสูญเสีย และความแค้นเคืองที่ลุกโชน เด็กหนุ่มคนนั้นจึงตัดสินใจโยนตำราเรียนทิ้ง แล้วสมัครเข้าร่วมกองทัพอย่างเด็ดเดี่ยว เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะทหาร
หากจะให้อธิบายบทบาทนี้ในประโยคเดียว เจียงอีหยางกำลังแสดงเป็น 'นักรบที่ค่อยๆ เติบโต' จากเด็กหนุ่มอ่อนแอที่ทำอะไรไม่เป็น ค่อยๆ ขัดเกลาจิตใจและร่างกายผ่านความโหดร้ายของสงคราม จนกลายเป็นทหารที่แข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยว
และจุดที่บีบคั้นหัวใจที่สุด ก็คือฉากจบของตัวละครนี้... 5 นาทีก่อนที่หนังจะจบลง เพื่อปกป้องสหายร่วมรบที่เหลือรอดอยู่ เขาตัดสินใจสละชีวิตตัวเองในสนามรบที่ควันปืนยังคงคละคลุ้ง เป็นการเสียสละที่น่าเวทนาและกล้าหาญ
เรียกได้ว่าบทบาทที่เขาได้รับนั้นยอดเยี่ยมมาก ทั้งมิติของตัวละคร บุคลิกที่เปลี่ยนแปลงไป และเรื่องราวในหนังก็ถูกปูมาอย่างดี ถ้าเจียงอีหยางสามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่ซับซ้อนนี้ออกมาได้ดี ไม่แน่ว่าเขาอาจจะอาศัยหนังเรื่องนี้ สร้างชื่อเสียงและผลงานที่น่าจดจำมากๆ ออกมาได้เลยทีเดียว
แต่ถึงจะได้ยินแบบนั้น ไช่ซิ่วเฟินก็ยังอดห่วงไม่ได้อยู่ดี “แล้ว... หยางหยางเขาจะไม่เป็นอะไรจริงๆ ใช่ไหมลูก แม่ได้ยินว่าหนังสงครามมันถ่ายทำหนักนะ”
“โธ่แม่... วางใจเถอะค่ะ หนูรับรองเลยว่าหลานชายสุดที่รักของแม่ จะกลับมาในสภาพครบ 32 ไม่มีรอยขีดข่วนแน่นอน” เจียงหลีปลอบ
“อีกอย่างนะคะ ที่กองถ่ายเขาก็มีทีมงานมืออาชีพอยู่ตั้งเยอะแยะ ถ้าหากนักแสดงเจอปัญหาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ทีมงานเขาก็ช่วยแก้ไขให้ได้อยู่แล้ว แต่ถ้ามันเป็นเรื่องใหญ่ที่แก้ไม่ได้จริงๆ เขาก็ต้องติดต่อมาทางครอบครัวเราอยู่แล้วค่ะ ไม่ปล่อยไว้หรอก”
พอเห็นว่าแม่เริ่มคลายกังวลแล้ว เจียงหลีก็เหลือบดูนาฬิกา “อุ๊ย! นี่ใกล้เวลาที่โรงเรียนอนุบาลจะเลิกเรียนแล้วนี่คะ งั้นหนูขอตัวไปรับเด็กๆ ก่อนนะคะ ส่วนแม่ ถ้าช้อปปิ้งมาเหนื่อยๆ ก็กลับไปนอนพักในห้องสักงีบก็ได้นะคะ”
“ไปเถอะๆ ไม่ต้องห่วงแม่” ไช่ซิ่วเฟินโบกมือ “แม่นั่งเล่นพักขาที่ห้องนั่งเล่นสักเดี๋ยวก็พอแล้วล่ะ กลางวันแสกๆ แบบนี้ให้ไปนอนบนเตียงมันดูไม่ค่อยดี แม่ไม่มีนิสัยแบบนั้นหรอก”
เจียงหลียิ้มแล้วเดินออกจากบ้านไป ระหว่างทางเธอก็นึกถึงคำพูดของผู้กำกับที่เคยได้ยินมา
ที่กองถ่ายวันนั้น เจียงอีหยางได้รับคำชมจากผู้กำกับอยู่ไม่น้อยเลย ผู้กำกับถึงกับบอกว่าเจียงอีหยางนั้น ‘เหมือนเกิดมาเพื่อเป็นนักแสดงโดยแท้’
ผู้กำกับบอกว่าเด็กคนนี้มี ‘พรสวรรค์’ หรือที่คนในวงการเรียกว่า ‘หลิงชี่’ แม้ว่าเทคนิคการแสดงจะยังดูใหม่และติดขัดอยู่บ้างตามประสาหน้าใหม่ แต่แววตาและความเข้าใจในอารมณ์ตัวละครนั้นเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์อย่างน่าทึ่ง
แค่ทีมงานชี้แนะหรืออธิบายบทเพียงเล็กน้อย เขาก็สามารถปรับอารมณ์และอินเข้าถึงบทบาทได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ผู้กำกับฟันธงเลยว่า หากเด็กคนนี้ยอมขัดเกลาฝีมือการแสดงให้เฉียบคมกว่านี้อีกหน่อย รับรองว่าอนาคตในวงการนี้ไกลแน่นอน!
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนสายน้ำ เผลอแป๊บเดียว... ก็เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งเดือนก็จะถึงวันหยุดเทศกาลปีใหม่แล้ว
วันนี้ ที่กองถ่ายภาพยนตร์
เสียงตะโกน “คัท!” ดังลั่นไปทั่วบริเวณ กองถ่ายที่วุ่นวายเมื่อครู่เงียบสงัดลงชั่วขณะ ก่อนที่เสียงทีมงานจะดังขึ้นอย่างโล่งอก
“ฉากสุดท้ายผ่านแล้ว! ปิดกล้องแล้วโว้ย!”
เจียงอีหยางถอนหายใจยาว เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นดินอย่างหมดแรง ร่างกายของเขาตอนนี้ดูไม่จืดเลย ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยคราบเลือดปลอมและดินโคลนที่ผสมปนเปกันไปหมด ชุดทหารที่สวมอยู่ก็ขาดวิ่นและสกปรกมอมแมมจากการคลุกฝุ่นในฉากระเบิดเมื่อครู่
เขารู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งตัว แต่ก็โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ในที่สุด... ฉากเสียสละฉากสุดท้ายของเขาก็ถ่ายทำเสร็จสิ้นเสียที นั่นหมายความว่าภารกิจของเขาในหนังเรื่องนี้จบลงแล้ว เขาสามารถเลิกกอง กลับบ้านไปอาบน้ำอุ่นๆ นอนสบายๆ ได้แล้ว
เจียงอีหยางกำลังคิดว่าต้องรีบไปล้างเครื่องสำอางและคราบสกปรกเหล่านี้ออก เขาลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามตัว กำลังจะมุ่งหน้าไปที่ห้องแต่งตัว...
“นั่น... เจียงอีหยางรึเปล่า”
เสียงใสๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ฝีเท้าของเขาต้องหยุดชะงัก
เจียงอีหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหันกลับไปมองยังต้นเสียง
ท่ามกลางความชุลมุนของทีมงานที่กำลังเก็บฉาก เขาก็เห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่แต่งตัวสะอาดสะอ้าน ยืนยิ้มหวานอยู่
“อ้าว! เป็นนายจริงๆ ด้วย ฉันยังนึกว่าฉันทักคนผิดซะอีก!”
หลินตันระเบิดยิ้มกว้างออกมาทันทีที่เขาหันมา ในดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความสดใสร่าเริง เธอรีบก้าวเท้าเดินเข้ามาหาเขาอย่างกระตือรือร้น
เจียงอีหยางมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างงุนงง... เธอเป็นใครกัน
“สหาย... คุณคือ...”
เขารู้จักสหายหญิงคนนี้ด้วยเหรอ เขาพยายามนึกทบทวนใบหน้าของทีมงานทั้งหมดที่เคยร่วมงานกันมา... แต่ก็นึกไม่ออก
ทำไมเขาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเธอเลยแม้แต่น้อย
สายตาที่เจียงอีหยางมองมานั้นแฝงไปด้วยความสงสัยอย่างชัดเจน
เมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของหลินตันก็แข็งค้างไปชั่ววูบหนึ่ง เธออดรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยในใจไม่ได้... เขาจำเราไม่ได้เหรอเนี่ย... แต่เธอก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว ไม่แสดงอาการผิดหวังใดๆ ออกมาให้เสียฟอร์ม
“อะไรกัน นายจำฉันไม่ได้เหรอ”
หลินตันแกล้งกะพริบตาปริบๆ ทำหน้างุนงง เธอยืนนิ่งรักษาระยะห่างจากเขาสามก้าวพอดี ไม่ได้เข้ามาประชิดตัวจนเกินงาม
“ขอโทษครับ... ผมจำไม่ได้จริงๆ”
เจียงอีหยางตอบตามตรง ท่าทีของเขายังคงเป็นธรรมชาติ สบตากับเธอตรงๆ เพื่อยืนยันว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น
หลินตันเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเตือนความจำเขา
[จบบท]