บทที่ 513: คุณ... คุณตัดสินใจแบบนี้จริงๆ เหรอ
เจียงอีหยางถึงกับไปไม่เป็น เขามองหน้าหญิงสาวที่จู่ๆ ก็มาสารภาพรักกับเขาด้วยความงุนงงปนประหลาดใจ "ขอโทษด้วยนะครับ คือ... ภายในสิบปีนี้ ผมยังไม่มีแผนที่จะคบหาใครเป็นการส่วนตัวครับ"
อันที่จริง การที่ต้องถ่ายทำภาพยนตร์ในกองถ่ายเดียวกันเป็นเวลานาน ทำให้เจียงอีหยางย่อมรู้จักหวังหมิ่นอยู่แล้ว ไม่ใช่คนแปลกหน้าแต่อย่างใด ซ้ำทั้งสองคนยังมีฉากที่ต้องเข้าด้วยกันอยู่หลายฉาก ทำให้พวกเขาเคยซ้อมบทและพูดคุยเรื่องงานกันมาบ้างแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง
แต่ทั้งหมดนั้นมันก็หยุดอยู่แค่คำว่า 'เพื่อนร่วมงาน' เจียงอีหยางไม่ได้มีความคิดอื่นใดกับหวังหมิ่นเลยแม้แต่น้อย เขาปฏิบัติต่อเธอเหมือนเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ในกองถ่ายเท่านั้น เพราะแบบนี้ เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับการสารภาพรักแบบไม่ทันให้ตั้งตัวของหวังหมิ่นในตอนนี้ เขาจึงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจและไม่คาดคิดมาก
"สิบปีเชียวนะคะ สิบปีที่จะไม่คบใครเลย" หวังหมิ่นทวนคำ ในแววตาของเธอไม่ได้ฉายแววผิดหวังอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเต็มไปด้วยความประหลาดใจเสียมากกว่า
"ทำไมถึงมีความคิดแบบนั้นล่ะคะ พอจะบอกเหตุผลให้ฉันฟังได้ไหม"
เจียงอีหยางนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ายอมอธิบายอย่างใจเย็น "ครับ สำหรับอนาคต ผมมีแผนการที่วางไว้ชัดเจนแล้ว"
เขาวางแผนชีวิตของตัวเองไว้เป็นขั้นเป็นตอน อีกประมาณสองสามปีข้างหน้านี้ เขาก็ตั้งใจว่าจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ ซึ่งนั่นหมายถึงเขาต้องใช้เวลาทุ่มเทกับการอ่านหนังสือเตรียมตัวอย่างหนัก จากนั้น เมื่อสอบติด ก็ต้องใช้เวลาเรียนในมหาวิทยาลัยอีกสี่ปีเต็ม แค่นี้ก็กินเวลาไปเกือบเจ็ดปีแล้ว พอเรียนจบมหาวิทยาลัย นั่นก็เปรียบเสมือนการเริ่มต้นชีวิตบทใหม่อีกครั้งของเขา
หากในช่วงเวลานั้น เขามัวแต่แบ่งเวลาไปคิดเรื่องการหาคู่ครองหรือการแต่งงาน มันก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานที่เขามุ่งหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ การเว้นช่วงเวลาอีกสักสามปีไว้เพื่อทุ่มเทให้กับงานอย่างเต็มที่จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเขา
เมื่อนับรวมเวลาทั้งหมดสิบปี... สิบปีข้างหน้า เขาก็จะอายุเพียง 28 ปีเท่านั้น เจียงอีหยางคิดว่าการรอจนถึงตอนนั้น ค่อยมาเริ่มพิจารณาเรื่องสำคัญในชีวิตคู่ มันก็ยังไม่สายเกินไปเลยสักนิด
หวังหมิ่นฟังเหตุผลของเขาแล้วก็ยังไม่อยากจะเชื่อ "คุณ... คุณตัดสินใจแบบนี้จริงๆ เหรอคะ"
"ครับ" เจียงอีหยางพยักหน้ารับคำอย่างมั่นคง "ถ้าสหายหวังไม่มีธุระอะไรอย่างอื่นแล้ว งั้นเราคงต้องลากันตรงนี้เลยนะครับ ผมต้องรีบกลับแล้ว"
"...คุณรู้หรือเปล่าคะว่าหลินตัน... เพื่อนของฉัน เธอก็สนใจในตัวคุณ" หวังหมิ่นลังเลอยู่นาน เธอชั่งใจอยู่นานว่าจะพูดออกไปดีไหม แต่สุดท้าย เธอก็แอบซ่อนความรู้สึกส่วนตัวของตัวเองเอาไว้ แล้วตัดสินใจใช้โอกาสนี้ช่วย "หลินตัน" ถามเพื่อยืนยันความรู้สึกของเจียงอีหยางไปในตัว
เหตุผลลึกๆ มันก็ไม่ใช่ความหวังดีต่อเพื่อนร้อยเปอร์เซ็นต์ มันเป็นเพราะเธอรู้ดีว่าสถานะของหลินตันนั้นเหนือกว่าเธอ พ่อของหลินตันเป็นถึงหัวหน้าคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมปักกิ่งที่เจียงอีหยางสังกัดอยู่
แถมตัวหลินตันเองก็มีหน้าตาสวยงามไม่แพ้เธอ ประกอบกับความได้เปรียบที่อยู่ใกล้ชิดกันมากกว่า สามารถเจอกันได้ง่ายกว่าเธอ ในใจของหวังหมิ่นก็อดรู้สึกอิจฉาปนน้อยใจขึ้นมาไม่ได้ เธอจึงอยากรู้ให้แน่ชัดว่าแผนการสิบปีของเขานี้ จะใช้กับหลินตันด้วยหรือไม่
แต่คำตอบของเจียงอีหยางก็ยังคงเหมือนเดิม สีหน้าของเขาเรียบเฉย ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรเป็นพิเศษ "ผมกับสหายหลินตัน เราเคยเจอกันแค่ครั้งเดียวเท่านั้นครับ"
"แต่ถึงแม้ว่าสหายหลินตันจะรู้สึกอย่างที่คุณว่าจริงๆ ผมก็จะยังคงยึดมั่นในการตัดสินใจเดิมของตัวเองไม่เปลี่ยนแปลง ลาก่อนครับ"
เขาไม่รอช้า พูดจบประโยค เจียงอีหยางก็ก้มลงหิ้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของเขา แล้วก้าวขึ้นรถบัสประจำทางของกองถ่ายไป
"ไป... ไปแบบนี้เลยเหรอ" หวังหมิ่นได้แต่มองตามรถบัสคันนั้นที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปจนไกลลับสายตา ปากของเธอก็พึมพำกับตัวเองออกมาเบาๆ
"สิบปี... สิบปีเชียวนะที่จะไม่คบใคร"
ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ เธอลองนับนิ้วดู... อีกสิบปี เธอก็ปาเข้าไปอายุ 30 ปีพอดิบพอดี ถึงตอนนั้น ไม่ต้องพูดถึงว่าตัวเธอเองจะกังวลเรื่องหาคู่แต่งงานไม่ได้หรือเปล่า แค่คิดถึงสายตาของพ่อแม่และญาติพี่น้องที่บ้าน พวกเขาก็ไม่มีทางยอมปล่อยให้เธอเป็นสาวโสดอายุเยอะขนาดนั้นอยู่เฉยๆ แน่นอน
นี่เธอควรจะต้องยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้เลยไหมนะ หวังหมิ่นถอนหายใจ เธอหันหลังเดินกลับเข้าไปยังกองถ่ายที่ยังคงวุ่นวาย แต่ในหัวของเธอกลับสับสนวุ่นวายยุ่งเหยิงยิ่งกว่า
ณ บ้านพักข้าราชการ เสียงรถที่จอดหน้าบ้านและเสียงเปิดประตูดังขึ้น "กลับมาแล้วเหรอ!"
ทันทีที่เจียงหลีเห็นเจียงอีหยางหิ้วกระเป๋าเดินทางใบโตเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น เธอก็ยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจ เธอรีบหันไปพูดหยอกล้อกับแม่สุดที่รักของเธอทันที "แม่คะ ดูสิ หลานชายคนโตสุดหล่อของคุณแม่กลับมาแบบครบ 32 ประการแล้วนี่คะ ตอนนี้แม่ยังจะนั่งห่วงอะไรอยู่อีกหรือเปล่า"
ไช่ซิ่วเฟินหันไปถลึงตาใส่ลูกสาวสุดที่รักของเธอ "ช่วงนี้แม่ได้บ่นอะไรให้ลูกฟังบ้างไหมฮึ"
เจียงหลีทำท่าย่นจมูก "อืม... นั่นก็ไม่เชิงค่ะ"
"ก็รู้ว่าไม่ แล้วเมื่อกี้ลูกพูดแซวแม่อะไร" ไช่ซิ่วเฟินไม่อยากจะยอมรับหรอกว่าเธอเป็นห่วงหลานชายคนโตจนนั่งไม่ติด
ไม่ใช่เพราะอะไรเลย ก็แค่เธอเป็นคนประเภทที่ไม่ชอบพูดความกังวลในใจออกมาให้ใครฟังพร่ำเพรื่อ ถ้าจะว่ากันตามตรง ไม่ว่าจะต่อหน้าพวกรุ่นหลาน หรือแม้แต่ต่อหน้าลูกชายแท้ๆ ทั้งหลายของตัวเอง ไช่ซิ่วเฟินก็เป็นคนที่เก็บความรู้สึกเก่งมากเสมอ
เธอไม่ค่อยแสดงด้านอ่อนแอหรือความเป็นห่วงออกมาให้เห็น จะมีก็เพียงแค่ต่อหน้าเจียงหลี ลูกสาวสุดที่รักคนนี้เท่านั้น ที่เธอจะไม่เคยปิดบังความรักความเอ็นดูที่มีย้นเปี่ยมในใจเลย
เธอรักลูกสาวคนนี้มาก เป็นห่วงยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ ขอแค่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับลูกสาวคนนี้ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ไช่ซิ่วเฟินก็พร้อมจะพูดคุยแสดงความรู้สึกออกมาได้ทั้งหมด
เธอแสดงความรักต่อเจียงหลีอย่างเต็มที่ ชนิดที่ไม่เคยทำกับลูกคนไหนมาก่อน ไม่อย่างนั้น เธอคงไม่ตั้งชื่อเล่นให้เจียงหลีว่า "หลีเป่า" ตั้งแต่ลูกยังตัวเล็กๆ แถมยังเรียกชื่อเล่นนี้จนติดปากคนทั้งหมู่บ้านไปด้วย
จนถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อนบ้านในละแวกนั้น พอเห็นหน้าเจียงหลี ทุกคนก็จะพร้อมใจกันเรียกเธอว่า "หลีเป่า"
เจียงอีหยางวางกระเป๋าเดินทางในมือลงบนพื้น เขาหันไปยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวเรียงสวย "ผมรู้ครับว่าย่าต้องเป็นห่วงผม แต่ที่คุณอาพูดก็ถูกนะครับ"
"ตอนนี้ผมกลับมาอย่างปลอดภัยดีจริงๆ ขอบคุณย่ามากนะครับที่เป็นห่วงผม"
[จบบท]