บทที่ 525: เจียงหลี: น่าอายชะมัด
การทำตัวไม่นิ่ง ไม่สุขุมเยือกเย็น มันหมายถึงการที่คนคนนั้นยังไม่หนักแน่นมั่นคงพอ เหอเหว่ยรู้ตัวดีในเรื่องนี้ แต่ปัญหาก็คือ นิสัยโดยกำเนิดของเขาเป็นคนแบบนี้มาตลอด เขามีความอยากรู้อยากเห็นสูง ชอบฟังเรื่องซุบซิบของชาวบ้าน และที่สำคัญคือชอบนำเรื่องที่ได้ยินมาไปแบ่งปันให้คนอื่นฟังต่อ
เขาเคยพยายามอย่างมากที่จะแก้ไข้อาการนี้ของตัวเอง แต่ความพยายามในแต่ละครั้งก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า มันมักจะคงอยู่ได้เพียงไม่กี่วัน สุดท้ายเขาก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
เหอเหว่ยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาขยี้ผมของตัวเองอย่างแรงจนฟูฟ่อง แล้วหันไปพูดกับเหวินซือหย่วนด้วยน้ำเสียงที่เจือความหงุดหงิดอยู่หลายส่วน
“ฉันควบคุมปากตัวเองไม่ได้เลย แถมยังควบคุมความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองก็ไม่ได้อีก นายนี่บอกมาหน่อยสิว่าฉันควรจะทำยังไงดีวะ?”
เหวินซือหย่วนที่กำลังเดินนำอยู่ ชะงักฝีเท้าไปเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินต่อไปตามปกติ “ปกติก็ลองพกลูกอมติดกระเป๋าไว้สักสองสามเม็ดสิ เมื่อไหร่ก็ตามที่ต่อมซุบซิบของนายเริ่มทำงาน หรืออยากจะพูดเรื่องอะไรขึ้นมา ก็ลองหยิบลูกอมยัดเข้าปากแทนดู”
“เออ ก็ดีเหมือนกัน” เหอเหว่ยพยักหน้าเห็นด้วย
อันที่จริง ในเวลาทำงาน เหอเหว่ยเป็นคนที่จริงจังและมุ่งมั่นกับหน้าที่อย่างเต็มที่ เขาไม่เคยคิดวอกแวกไปสนใจเรื่องซุบซิบอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่พอว่างลงเมื่อไหร่ ถ้าไม่ได้พูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับคนอื่นบ้าง มันก็จะรู้สึกอึดอัดขัดข้องไปทั้งตัว
แต่ในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าเหอเหว่ยยอมรับข้อเสนอของเหวินซือหย่วนอย่างเต็มใจ เขาตัดสินใจแล้วว่าเดี๋ยวจะลองไปซื้อลูกอมสักสองสามเม็ดมาพกติดกระเป๋าไว้ทดสอบดู
ในขณะเดียวกัน ที่หอพักของสถาบันวิจัย เมื่อเจียงหลีได้ยินเสียงไขกุญแจดังขึ้นที่หน้าประตู เธอก็อดไม่ได้ที่จะนึกสนุกขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หญิงสาวรีบเอนตัวลงนอน ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงหน้าอก พร้อมกับหลับตาทั้งสองข้างที่เป็นประกายดุจสุนัขจิ้งจอกลงทันที เธอแกล้งทำเป็นหลับสนิท รอคอยการมาถึงของสามี
ลั่วเยี่ยนชิงเปิดประตูเข้ามาในห้อง แล้วปิดลงอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวน เขาเดินตรงมาทรุดกายนั่งลงบนขอบเตียงอย่างเงียบกริบ มือหนาเอื้อมไปลูบศีรษะของเจียงหลีที่นอนอยู่บนหมอนอย่างแผ่วเบา ดวงตาหงส์ที่ดำสนิทคู่นั้นทอประกายเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“เสี่ยวหลี…” เขาเอ่ยเรียกเธอด้วยเสียงที่เบาราวกระซิบ
เจียงหลีนอนนิ่ง สั่งตัวเองในใจว่า ‘ไม่ได้ยิน ฉันไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น!’
ทว่า แม้เธอจะพยายามแกล้งทำเป็นหลับลึกแค่ไหน แต่ขนตาที่งอนยาวของเธอกลับสั่นไหวเล็กน้อยอย่างห้ามไม่ได้ แถมลูกตาที่อยู่ใต้เปลือกตาก็ยังขยับไปมาเบาๆ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของลั่วเยี่ยนชิงหมดแล้ว
ดวงตาของเขาวาวขึ้นเล็กน้อยอย่างคนรู้ทัน ลั่วเยี่ยนชิงโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงไปใกล้เจียงหลีช้าๆ เขาอยากจะจูบเธอ และเมื่อคิดดังนั้น เขาก็ไม่ลังเลที่จะทำตามใจตัวเอง โดยการประทับจูบเบาๆ ลงบนเปลือกตาที่ปิดสนิทของเจียงหลีข้างละหนึ่งครั้ง
เพียงเท่านั้น คนที่แกล้งหลับก็ทนต่อไปไม่ไหว เจียงหลีลืมตาขึ้นทันที
“คุณกลับมาแล้วเหรอคะ?” เธอแกล้งทำเป็นงัวเงียขยี้ตาเบาๆ พลางมองหน้าเขาอย่างงงงัน “วันนี้คุณลาพักร้อนเหรอคะ? แล้วได้ลากี่วัน?”
“แกล้งเก่งนะเรา”
ลั่วเยี่ยนชิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาใช้ปลายนิ้วเกลี่ยผมที่ปรกหน้าผากของเธอไปทัดไว้ที่หลังใบหูอย่างอ่อนโยน ดวงตาหงส์ที่อมยิ้มของเขาสบเข้ากับดวงตาสุนัขจิ้งจอกที่สวยงามของเจียงหลีอย่างพอดิบพอดี เขายิ้มแล้วพูดต่อว่า
“ที่นี่มันที่ไหนกันแน่ คุณยังจำได้ไหม จำเป็นต้องให้ผมอธิบายให้คุณฟังอย่างชัดเจนและละเอียดอีกรอบหรือเปล่า?”
เมื่อรู้ตัวว่าแผนแกล้งทำเป็นหลับแตกและคงแกล้งต่อไปไม่รอดแล้ว ดวงตาคู่สวยของเจียงหลีก็กลับมาสดใสเป็นประกายอีกครั้ง แต่ก็ยังคงเจือไปด้วยความขี้เกียจและเสน่ห์ที่เย้ายวนอยู่หลายส่วน
“ฉันไม่อยากลุกเลยนี่คะ” เธอพูดเสียงอ้อน
ลั่วเยี่ยนชิงยิ้มกว้างขึ้น “งั้นก็ไม่ต้องลุกครับ”
พูดจบ เขาก็รวบเอาทั้งร่างเล็กของภรรยาและผ้าห่มผืนหนาเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน เจียงหลีซุกหน้าเข้าหาไออุ่นจากอกเขา หลับตาพริ้ม ทำตัวนิ่งๆ ไม่ขยับเขยื้อน ราวกับลูกแมวขี้เซาที่กำลังออดอ้อนเจ้าของ
แต่แล้วจู่ๆ บรรยากาศที่กำลังอบอุ่นก็ต้องสะดุดลง
“โครก... คราก...”
เสียงนั้นดังขึ้นอย่างชัดเจนในความเงียบ มันคือเสียงท้องของเจียงหลีที่กำลังร้องประท้วงเพราะความหิว
เจียงหลีหน้าแดงก่ำขึ้นมาในทันที เธออับอายจนอยากจะมุดตัวเข้าไปซ่อนอยู่ในผ้าห่มให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
ดวงตาของลั่วเยี่ยนชิงเต็มไปด้วยรอยยิ้มขบขัน เขาพยายามอย่างเต็มที่ที่จะกลั้นไม่ให้ตัวเองหลุดเสียงหัวเราะออกมาดังๆ
“หิวแล้วเหรอ?” เขาแกล้งถาม
เจียงหลีซุกหน้ากับอกเขาแน่นขึ้น แกล้งทำเป็นตาย ไม่ตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น
ลั่วเยี่ยนชิงยอมแพ้ “โอเคๆ คุณไม่หิว” เขาพูดกลั้วหัวเราะ
“แต่ผมหิวแล้ว เราไปหาอะไรกินกันที่โรงอาหารดีไหม?”
แต่คาดไม่ถึงว่า แม้เขาจะชวนดีๆ แล้ว เจียงหลียังคงแกล้งตายนิ่งสนิท ไม่ยอมตอบอะไรกลับมา
ลั่วเยี่ยนชิงจนปัญญา เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเสื้อโค้ทตัวหนาของเจียงหลีที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ ตั้งใจว่าจะจับเธอแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วค่อยอุ้มเธอไปหาอาหารเย็นที่โรงอาหาร
“คุณอยากกินอะไรครับ?” เขาถามขณะเตรียมจะสวมเสื้อให้เธอ
แต่เจียงหลีก็ไม่ให้ความร่วมมือใดๆ ทั้งสิ้น เธอพยายามขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา ไม่ยอมให้เขาจับแต่งตัวง่ายๆ
“เฮ้อ... งั้นเอาอย่างนี้แล้วกัน” ลั่วเยี่ยนชิงวางเสื้อโค้ทกลับไปที่พนักเก้าอี้ตามเดิม เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความตามใจ ก่อนจะก้มลงกระซิบที่ข้างหูของเธอด้วยเสียงนุ่มนวล
“คุณนอนรออยู่ที่นี่แหละ ไม่ต้องลุกไปไหน เดี๋ยวผมไปซื้อข้าวกลับมาให้กินที่ห้องเอง”
ณ โรงอาหารของสถาบันวิจัย
“นั่นศาสตราจารย์ลั่วไม่ใช่เหรอ เขากำลังจะห่ออาหารกลับไปทานที่หอพักน่ะ?”
“นั่นสิ ผิดปกติมากๆ เลย”
“ใช่ ปกติศาสตราจารย์ลั่วจะนั่งทานอาหารที่โรงอาหารตลอดไม่เคยขาดเลยนะ ทำไมเย็นวันนี้ถึงคิดจะห่อกลับไปกินที่หอพักล่ะ?”
“เฮ้อ ดูศาสตราจารย์ลั่วสิ คนอะไรก็ไม่รู้ หล่อเหลาขนาดนี้ ทำอะไรก็ดูดีไปหมด กะว่าคืนนี้จะได้นั่งมองเขาเจริญอาหารสักหน่อย อดสมหวังเลย!”
เสิ่นอวิ๋น ซึ่งกำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นอยู่ ได้ยินเสียงเพื่อนร่วมงานหญิงสองสามคนที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกันกำลังซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ถึงลั่วเยี่ยนชิง จริงๆ แล้ว ในใจของเธอเองก็รู้สึกสงสัยกับการกระทำที่ผิดแปลกไปจากปกติของลั่วเยี่ยนชิงในตอนนี้อยู่ไม่น้อยเช่นกัน
[จบบท]