บทที่ 529: ต้องการให้ผมทวนอีกครั้งไหม
ผ้าปูที่นอนผืนที่ถูกเปลี่ยนแล้วกองอยู่ในกะละมังพลาสติกอย่างเงียบๆ ลั่วเยี่ยนชิงเหลือบมองรอยสีแดงสดที่กระจายอยู่บนผืนผ้าสีขาวสะอาดตาเพียงครู่เดียว ความทรงจำจากเมื่อคืนก็ผุดขึ้นมาในหัว ทำให้ความรู้สึกบางอย่างวนเวียนอยู่ในอกอย่างอธิบายไม่ถูก เขาก้มลงหยิบตลับสบู่ที่วางอยู่ข้างๆ แล้วจึงยกกะละมังใบนั้นเดินออกจากห้องพักไป
ด้านนอกหอพักมีอ่างล้างหน้าและซักล้างรวมที่สร้างด้วยปูนซีเมนต์ตั้งอยู่ ลั่วเยี่ยนชิงวางกะละมังลง เปิดน้ำเย็นจัดจากก๊อกให้ไหลใส่จนเกือบเต็ม เขาจุ่มมือลงไปในน้ำที่เย็นเฉียบ เริ่มต้นขยี้ผ้าปูที่นอนผืนนั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยเฉพาะบริเวณที่มีรอยเปื้อน
เขากำลังจดจ่ออยู่กับการใช้สบู่ถูลงบนรอยคราบนั้น จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
“ทำไมถึงมาซักผ้าปูที่นอนตอนนี้ล่ะคะ”
ลั่วเยี่ยนชิงชะงักมือไปเล็กน้อย แต่ไม่ได้หันกลับไปมอง เขารู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงของใคร
เสิ่นอวิ๋นยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว วันนี้เธอดูล้าๆ เล็กน้อย อันที่จริง เช้านี้เธอตื่นมาพร้อมกับอาการไอ ทั้งยังรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว อ่อนเพลียเหมือนจะจับไข้ หลังจากฝืนไปตรวจงานได้ไม่นาน เธอก็ทนไม่ไหว จึงต้องไปขอลาหยุดครึ่งวันกับหัวหน้าทีมโครงการเพื่อกลับมาพักผ่อนที่หอพัก
แต่แทนที่จะได้พักผ่อน เธอกลับมาปรากฏตัวต่อหน้าลั่วเยี่ยนชิงในเวลานี้
เรื่องของเรื่องคือตอนที่เธอแวะไปโรงอาหารเพื่อหาอะไรร้อนๆ ทานก่อนกลับหอพัก เธอเผอิญได้ยินเหวินซือหย่วนคุยกับเหอเหว่ยแว่วๆ ว่าศาสตราจารย์ลั่วมีธุระส่วนตัวตอนเที่ยง เลยจะไม่เข้าสถาบันวิจัยในช่วงบ่าย
ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ พอได้ยินแบบนั้น เสิ่นอวิ๋นก็รีบกลับห้องไปหยิบหนังสือวิชาชีพเล่มหนา แล้วเดินตรงมายังหอพักของลั่วเยี่ยนชิงทันที
ระหว่างทางที่เดินมา เธอก็เอาแต่ถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ แม้กระทั่งตอนนี้ที่ได้มายืนอยู่ต่อหน้าเขาแล้ว เธอก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยสักนิด หากจะให้สรุปความรู้สึกตอนนี้ ก็คงมีแค่คำว่า ‘สับสนวุ่นวาย’ อยู่เต็มหัวไปหมด
เมื่อเห็นว่าเขาเอาแต่ก้มหน้าซักผ้า ไม่ยอมตอบอะไร เธอก็ขยับเข้าไปใกล้อีกนิด
“ทำไมคุณไม่ใช้น้ำอุ่นแช่ไว้สักครู่ก่อนล่ะคะ ซักน้ำเย็นแบบนี้ คราบมันจะออกยากนะ”
ลั่วเยี่ยนชิงยังคงเงียบ มือของเขายังขยี้ผ้าอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
เสิ่นอวิ๋นเม้มริมฝีปาก เธอจ้องมองมือของเขาที่เริ่มแดงเพราะน้ำเย็นจัด ในที่สุดก็อดรนทนไม่ได้ ต้องเอ่ยปากถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ฟังดูเป็นการแสดงความห่วงใยตามปกติ
“กระติกน้ำร้อนที่ห้องคุณไม่มีน้ำร้อนแล้วเหรอคะ หรือว่า... จะให้ฉันไปกดที่ห้องต้มน้ำมาให้”
ในที่สุด มือที่ขยี้ผ้าอยู่ก็หยุดลง ลั่วเยี่ยนชิงเงยหน้าขึ้นจากกะละมัง เขาหันมาเผชิญหน้ากับเธอตรงๆ ดวงตาของเขาปราศจากความรู้สึกใดๆ “สหายเสิ่น คุณคงลืมไปแล้วสินะว่าผมเคยพูดอะไรไว้”
น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท ไม่มีความยินดียินร้าย
“ต้องการให้ผมทวนอีกครั้งไหม”
คำพูดนั้นทำให้เสิ่นอวิ๋นหน้าชาวาบไปชั่วครู่ “ฉัน... ฉันไม่มีเจตนาอื่นนะคะ” เธอรีบปฏิเสธ
“ฉันแค่คิดว่าน้ำมันเย็นมาก คุณซักผ้าแบบนี้ มือต้องเจ็บแน่ๆ”
พอพูดจบ เธอก็ตระหนักได้ทันทีว่าคำพูดของตัวเองอาจถูกตีความไปในทางอื่นได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายคือลั่วเยี่ยนชิง เธอจึงรีบชูหนังสือวิชาชีพในมือขึ้นเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
“คืออย่างนี้นะคะ ฉันได้ยินมาว่าตอนเที่ยงนี้คุณไม่ได้ไปทำงานที่สถาบันวิจัย ฉันก็เลย... แวะมาดูว่าคุณอยู่ที่หอพักหรือเปล่า ถ้าคุณอยู่ ฉันมีเรื่องอยากจะขอคำแนะนำคุณสักสองสามข้อเกี่ยวกับงานวิจัยน่ะค่ะ”
เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมสีหน้าและน้ำเสียงของตัวเองให้เป็นปกติที่สุด “ฉันไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงจริงๆ ค่ะ แค่เรื่องงานเท่านั้น”
ลั่วเยี่ยนชิงมองหนังสือในมือเธอสลับกับใบหน้าของเธอ แววตาของเขาเริ่มฉายแความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน เขาไม่อยากทนฟังคำอธิบายใดๆ จากผู้หญิงคนนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว ริมฝีปากบางขยับเล็กน้อย พ่นคำพูดที่เย็นชาและไร้ความปรานีออกมาเพียงคำเดียว
“ไสหัวไป!”
เขาคิดในใจ ช่างเป็นคนที่น่ารำคาญอะไรขนาดนี้ ไม่รู้หรือไงว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ทำตัวเหมือนแมลงวันที่เอาแต่บินวนเวียนส่งเสียงหึ่งๆ อยู่ข้างหู ไม่รู้หรือว่ามันน่าขยะแขยงแค่ไหน
คำพูดนั้นเหมือนตบหน้าเสิ่นอวิ๋นอย่างแรง “ศาสตราจารย์ลั่ว!” เธอเผลอขึ้นเสียง “คุณทำแบบนี้มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอคะ”
เสิ่นอวิ๋นรู้สึกเหมือนโดนดูถูกจนชาไปทั้งตัว เธอถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว “ฉันยอมรับว่าการกระทำก่อนหน้านี้ของฉันอาจจะเคยสร้างความลำบากใจให้คุณ แต่ตอนนี้ฉันแต่งงานใหม่แล้วนะคะ ฉันเองก็มีหน้ามีตา มีศักดิ์ศรีของตัวเอง ทำไมฉันยังจะกล้าคิดอะไรที่ไม่เหมาะสมกับคุณได้อีกล่ะคะ”
เธอมองเขาด้วยความผิดหวังอย่างปิดไม่มิด “คงเป็นฉันเองที่ดูคนผิดไป... ขอโทษด้วยค่ะ ศาสตราจารย์ลั่ว ถือซะว่าวันนี้ฉันไม่เคยมาหาคุณเพื่อขอคำแนะนำเรื่องงานก็แล้วกัน”
พูดจบ เสิ่นอวิ๋นก็ไม่รอให้เขาพูดอะไรอีก เธอหันหลังและก้าวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว แม้จะพยายามกลั้นไว้ แต่ขอบตาของเธอก็ยังแดงก่ำอยู่ดี
ลั่วเยี่ยนชิงมองตามแผ่นหลังของเธอไปจนลับสายตาด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ราวกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักนิด
เขาหันกลับมาสนใจผ้าปูที่นอนในกะละมังต่อ ก้มหน้าก้มตาซักล้างส่วนที่เหลือจนสะอาดหมดจด บิดน้ำออกจนหมาด แล้วจึงยกกะละมังกลับขึ้นไปบนหอพัก
หอพักแห่งนี้เป็นอาคารปูนเก่าๆ สองชั้น ที่ชั้นบนสุดเป็นดาดฟ้าโล่งๆ ซึ่งทางสถาบันวิจัยได้ขึงลวดราวตากผ้าไว้หลายเส้นสำหรับให้เจ้าหน้าที่ที่พักอยู่ที่นี่ได้ใช้ตากเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวกัน
ลั่วเยี่ยนชิงเดินขึ้นบันไดไปจนถึงดาดฟ้า เขาคลี่ผ้าปูที่นอนผืนใหญ่ออก สะบัดเล็กน้อยก่อนจะพาดมันลงบนราวตากผ้าเส้นหนึ่ง ใช้มือจัดผ้าให้ตึงเรียบร้อย ปล่อยให้แสงแดดยามสายช่วยจัดการฆ่าเชื้อที่เหลือ
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ เขาก็เดินกลับเข้าห้องพักของตัวเอง
***
เวลาล่วงเลยไปจนเกือบเที่ยงวัน
เจียงหลีเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เธอยังไม่ได้ลืมตา แต่สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่โอบล้อมร่างกายเธออยู่ มีวงแขนที่แข็งแรงกอดเธอไว้จากด้านหลัง ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด ร่างกายที่เคยปวดเมื่อยไปทั้งตัวเมื่อคืนนี้ ตอนนี้กลับรู้สึกเบาสบายขึ้นมาก
เธอขยับตัวเล็กน้อย ไม่ต้องคิดให้ปวดหัวก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่กอดเธออยู่คือใคร
หญิงสาวค่อยๆ พลิกตัวกลับไปช้าๆ และเปิดเปลือกตาที่เรียวสวยเหมือนตาจิ้งจอกของเธอขึ้น สิ่งแรกที่กระทบม่านตาก็คือใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติของคนบางคนที่อยู่ใกล้กันแค่ลมหายใจกั้น
ดวงตาเรียวหงส์ของลั่วเยี่ยนชิงกำลังจ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว ในแววตานั้นมีความขบขันเจืออยู่จางๆ “ตื่นแล้วเหรอครับ”
เจียงหลีส่งเสียงตอบในลำคอเบาๆ “อือ”
“รู้สึกสบายตัวขึ้นบ้างไหมครับ” เขาถามต่อเบาๆ “ยังปวดเมื่อยตรงไหนหรือเปล่า”
“ดีขึ้นเยอะเลย” เจียงหลีตอบตามความจริง เธอขยับเปลือกตาขึ้นลงช้าๆ พลางนึกย้อนไปถึงความเมื่อยล้าก่อนที่เธอจะเผลอหลับไป “นี่คุณ... ทำอะไรฉันหรือเปล่า”
“นวดเอวให้คุณ... แบบนี้นับไหมครับ” ลั่วเยี่ยนชิงถามกลับ
เขาเล่าต่อว่าหลังจากที่เขาตากผ้าปูที่นอนเสร็จแล้วกลับเข้ามาในห้อง เขาไม่ได้รีบร้อนไปจัดการธุระส่วนตัวอื่นๆ แต่เลือกที่จะกลับขึ้นเตียงอย่างเงียบๆ แล้วค่อยๆ ดึงภรรยาตัวน้อยที่หลับสนิทเข้ามาในอ้อมแขน จากนั้นก็ใช้มือออกแรงนวดคลึงบริเวณเอวและสะโพกของเธออย่างชำนาญ
มือนั้นไม่ได้ออกแรงมากหรือเบาจนเกินไป เขาแค่หวังว่าการนวดของเขาจะช่วยให้เธอรู้สึกผ่อนคลายและสบายตัวขึ้นบ้างหลังจากที่ต้องผ่านเรื่องหนักหน่วงมาด้วยกัน
เจียงหลีไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที เธอยังคงจ้องมองใบหน้าเขา ก่อนจะหรี่ตาสวยของเธอลงเล็กน้อย เอ่ยถามอย่างมีเลศนัย
“แน่ใจนะว่าแค่นวด... ไม่ได้ฉวยโอกาสฉันแน่นะ”
[จบบท]