บทที่ 551: ถูกสะกดรอยตาม
เซียวจิ่นนิ่งเงียบไปเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาไม่ค่อยเข้าใจทัศนคติในการใช้ชีวิตของเจียงหลีสักเท่าไหร่
“เธอคือเด็กห้อง 2 ใช่หรือเปล่า?” จู่ๆ เสี่ยวหมิงเวยก็เอ่ยถามเด็กหญิงเซียวถงขึ้นมา
“อื้ม” เซียวถงพยักหน้ารับ
เสี่ยวหมิงเวยจึงพูดต่อ “ฉันกับพี่รองอยู่ห้อง 1 ตอนพัก เธอมาเล่นกับพวกเราได้นะ”
“อื้ม” เซียวถงยังคงตอบรับคำเดิม
เสี่ยวหมิงเวยกะพริบดวงตาโตกลมเหมือนลูกองุ่นดำของเธอ “เธอพูดน้อยจังเลย”
เซียวถงก้มหน้าลงต่ำด้วยความเขินอาย
“ฉันชื่อลั่วหมิงเวย พี่ใหญ่ฉันชื่อลั่วหมิงรุ่ย พี่รองชื่อลั่วหมิงหาน ถงถง ต่อจากนี้ไป เรามาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนะ!”
เสี่ยวหมิงเวยไม่มีทีท่ากลัวคนแปลกหน้าแม้แต่น้อย เธอมองเด็กหญิงเซียวถงที่นั่งซ้อนท้ายจักรยานอยู่พลางพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด พอเห็นเด็กหญิงพยักหน้า หนูน้อยก็ดีใจจนต้องรีบเงยหน้าขึ้นไปอวดมารดา
“แม่คะ แม่คะ วันนี้หนูได้เพื่อนใหม่ 1 คนด้วยค่ะ!”
“เวยเวยของแม่เก่งที่สุดเลย!” เจียงหลีเอ่ยชมลูกสาวตัวน้อยน่ารักด้วยรอยยิ้ม
999
“แม่คะ สวัสดีค่ะ!”
ณ บริเวณหน้าประตูใหญ่ของโรงเรียนอนุบาล เด็กแฝดโบกมือเล็กๆ เป็นการอำลาแม่ ก่อนจะยอมให้คุณครูจูงมือเข้าไปในรั้วโรงเรียน
“พ่อคะ สวัสดีค่ะ!” เซียวถงก็โบกมือเล็กๆ ให้พ่อของเธอเช่นกัน
ส่วนจูเลี่ยนไม่ได้เอ่ยคำใด
เด็กทั้งสองคนพี่น้องถูกคุณครูของพวกเขาพาตัวเข้าโรงเรียนอนุบาลไป
เมื่อเจียงหลีสังเกตเห็นสายตาของเซียวจิ่นที่มองมายังเธอ เธอก็ชี้ไปยังอีกฟากของถนน “ฉันต้องไปส่งลูกชายคนโตที่โรงเรียนประถมฝั่งตรงข้ามก่อนนะคะ ลาก่อนค่ะ”
“ลาก่อนครับ” เซียวจิ่นตอบกลับด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
ช่วงเวลานี้เป็นชั่วโมงเร่งด่วนที่ผู้คนกำลังเดินทางไปทำงาน สองฟากฝั่งถนนจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ขี่จักรยานมากมายเป็นพิเศษ
และในจังหวะที่เจียงหลีจูงมือหมิงรุ่ยเพื่อก้าวเท้าลงบนทางม้าลาย เซียวจิ่นจึงค่อยขึ้นคร่อมจักรยานแล้วมุ่งหน้าไปยังสถานีโทรทัศน์
ทว่า...เขาขี่ออกไปได้เพียงไม่กี่จั้ง (ประมาณ 3-4 เมตร) จู่ๆ ก็หยุดรถ แล้วหันกลับไปมองอีกฟากของถนน หรือจะให้ชัดเจนกว่านั้นคือ เขากำลังมองไปยังสองแม่ลูกเจียงหลี
หากจะให้เจาะจงลงไปอีก สายตาของเซียวจิ่นกำลังจับจ้องอยู่ที่ตัวของหมิงรุ่ย
เหตุใดเด็กคนนั้นถึงทำให้เขารู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเช่นนี้นะ?
เซียวจิ่นขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย เขาพยายามครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ แต่ก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเพราะเหตุใด
เขาเริ่มขี่จักรยานมุ่งหน้าต่อไป แต่ภายในสมองยังคงหวนนึกถึงใบหน้าเล็กๆ ของหมิงรุ่ย ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย ทว่ากลับนึกไม่ออกเลยว่าความรู้สึกนี้มันมาจากที่ใดกัน
หมิงรุ่ย ลั่วหมิงรุ่ย... ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะจริงๆ
“แม่ครับ ผมเข้าไปแล้วนะครับ”
เมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียนประถม เจียงหลีจึงปล่อยมือจากลูกชายคนโต เธอมองดูเขาโบกมือลาให้ตนเองด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่ร่างเล็กนั้นจะสะพายกระเป๋านักเรียนเดินลับเข้าประตูโรงเรียนไป
ระหว่างเส้นทางที่เดินกลับบ้านพักข้าราชการ เจียงหลีกลับหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน เธอหันขวับกลับไปมองด้านหลัง แต่ทว่าก็ไม่พบเห็นสิ่งใดที่ผิดปกติ
แต่เมื่อเธอเริ่มก้าวเดินต่อไป ความรู้สึกว่ากำลังถูกใครบางคนสะกดรอยตามก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
ในช่วงสองวันที่ผ่านมา ระหว่างที่เจียงหลีเดินทางไปรับส่งลูกๆ ทั้งสามคนที่โรงเรียน เธอมักจะสัมผัสได้ว่ามีคนกำลังแอบติดตามอยู่เสมอ แต่ก็น่าแปลกที่หาตัวไม่เจอว่าผู้ใดกันแน่ที่กำลังสะกดรอยตามเธอ
“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึเปล่า?”
หลายวันมานี้ไช่ซิ่วเฟินสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าลูกสาวสุดที่รักของตนมีท่าทีแปลกไป คืนนี้ก่อนจะเข้านอน จึงอดรนทนไม่ไหว ต้องแวะมาที่ห้องนอนใหญ่เพื่อเอ่ยถาม
เจียงหลีเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของมารดา เธอนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจเล่า
“คือ...ตอนที่หนูไปรับส่งรุ่ยรุ่ยกับน้องๆ ที่โรงเรียน หนูรู้สึกเหมือนมีคนคอยเดินตามอยู่ข้างหลังค่ะ แต่พอหนูหันกลับไปดู ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติเลย”
ไช่ซิ่วเฟินสันนิษฐาน “ช่วงนี้ลูกพักผ่อนไม่เพียงพอรึเปล่า?”
เจียงหลีส่ายหน้าปฏิเสธ “กลางคืนหนูก็นอนหลับปกตินะคะ ไม่ได้นอนไม่หลับเลย แล้วลางสังหรณ์ของหนูไม่เคยพลาดด้วย ต้องมีคนสะกดรอยตามหนูแน่ๆ ค่ะ แค่ไม่รู้ว่าพวกเขามีจุดประสงค์อะไร”
ไช่ซิ่วเฟินจึงถามต่อ “แล้วลูกกะว่าจะทำยังไงล่ะทีนี้?”
“หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ” เจียงหลีส่ายศีรษะ แล้วจึงกล่าวเสริม
“แต่ช่วงที่ไปรับส่งรุ่ยรุ่ยกับน้องๆ หนูคงต้องระวังตัวให้มากขึ้น”
การที่เธอถูกสะกดรอยตามครั้งนี้ เป้าหมายอาจจะเป็นตัวเธอ หรือไม่ก็อาจจะเป็นลูกๆ ทั้งสามของเธอก็ได้
[จบบท]